ANMELDEN“ท่านผู้กำกับ โอนคดีที่ผมดูอยู่ตอนนี้ให้ผู้กองรฉัตรไปแล้วเหรอครับ” ผู้กองหนุ่มย้ำถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่าตนไม่ได้หูฝาด
“ก็อย่างที่ได้ยินนั่นแหละผู้กอง ส่วนคุณก็ไปพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วค่อยกลับมาเริ่มงานใหม่ หลังจากสมองปลอดโปร่งแล้ว ผมว่าจะช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้นะ เชื่อผมสิ” เศรษฐพงศ์เสนอ แต่ฐานัตถ์ยังคงไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขาเท่าไหร่นัก
ทั้งๆ ที่คดีนี้สำคัญกับตัวเขาเป็นอย่างมากและผู้บังคับบัญชาอย่างเศรษฐพงศ์ก็น่าจะรู้ดีว่าเขาไม่มีทางทิ้ง 'คดีของเรืองลดา' ว่าที่คู่หมั้นของตัวเองที่พึ่งจะถูกคนร้ายฆ่าตายไปเมื่อเดือนก่อน แล้วหนีไปพักผ่อนตามที่เขาบอกได้อย่างมีความสุขแน่นอน
“กลับไปคิดดูก่อนผู้กอง” เศรษฐพงศ์ย้ำพร้อมกับหยิบเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะลุกเดินไปยื่นให้กับมือของลูกน้องคนสนิท แล้วตบที่ไหล่กว้างเบาๆ ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฐานัตถ์ได้ทบทวนความคิดของตัวเองเสียใหม่เพียงลำพัง
ร่างสูงถือเอกสารลางานผ่านโต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงาน กลับเข้ามาที่ห้องของตัวเอง โดยมีลูกทีมคนสนิทของเขาเดินตามเข้ามาด้วย
ใบหน้าหล่อเหลานั่งลงที่โต๊ะทำงานนิ่งเงียบไปสักพักใหญ่ ใช้สมาธิกับตัวเอง วางใบลาลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ ก่อนควานหาแฟ้มรายงานที่อยู่ใกล้มือที่สุดขึ้นมาบังหน้าอย่างใช้ความคิด
ทันใดนั้น แผ่นโบรชัวร์สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศถูกวางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะทับแผ่นกระดาษที่เขาพึ่งวางลงไปเมื่อครู่ ก่อนมือแกร่งจะลดแฟ้มเอกสารที่ถืออยู่ในมือลงเล็กน้อยแล้วเพ่งสายตาคมกริบมองไปยังผู้น้อย รูปร่างสันทัดหน้าตาซื่อๆ ที่กำลังจัดวางโปรแกรมการท่องเที่ยวอย่างตั้งอกตั้งใจจนล้นโต๊ะ
“นี่มันอะไรกันเนี่ย หมู่!!” ผู้กองหนุ่มไม่สบอารมณ์นักกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าถามเสียงเข้ม
“ก็โปรแกรมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับปีนี้ไงครับหัวหน้า”
“โปรแกรมท่องเที่ยว!!” ฝ่ามือเรียวแกร่งยกขึ้นกุมขมับพยายามควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวไม่ให้พลุ่งพล่าน
“ครับหัวหน้า...สวิส! หรือว่าอิตาลีครับ ช่วงนี้กระทรวงการท่องเที่ยวเน้นย้ำให้สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ เปลี่ยนเป็นอยุธยา กระบี่ หรือ ภูเก็ตก็น่าสนใจดีนะครับ” ลูกทีมคนสนิทกำลังทำหน้าที่เป็นไกด์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ให้กับหัวหน้าที่เคารพของตัวเองอย่างกระตือรือร้น
“หมู่!! ถ้ารักกันจริง อย่าพูดเล่นกับผมแบบนี้อีกนะ” ผู้กองหนุ่มไม่เห็นด้วยกับการกระทำของลูกทีมบอกออกไปเสียงแข็ง
“หัวหน้าครับ...แทนที่จะมานั่งเครียด น่าจะดีใจที่ได้ลาพักร้อนก่อนคนอื่น ในขณะที่พวกผมอยากจะลาบ้างแต่ยังไม่มีโอกาส หัวหน้าชิงไปพักผ่อนก่อนคนอื่นๆ ก็ดีแล้วนะครับ” สิบตำรวจเอก จินนะ ชัยมานะ หรือ หมู่จิน ลูกน้องคนสนิทที่อายุแก่กว่าเขาเกือบๆ ห้าปี แสดงความคิดเห็นดีเห็นชอบกับการกระทำของผู้กำกับเศรษฐพงศ์อีกเสียง
“พักร้อนเหรอหมู่! แบบนี้มันต่างอะไรกับการถูกพักงาน พูดมาได้ลาพักร้อน นี้เขาให้ผมพักงานชัดๆ” ผู้กองฐานัตถ์ปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นออกมาจากปากเพื่อคลายความกดดันให้ลูกทีมคนสนิทซึ่งสนิทสนมและรู้ใจเขาแทบทุกเรื่องได้ฟัง
“หัวหน้าก็คิดมากไป ถือว่าไปพักผ่อนให้สมองปลอดโปร่ง แล้วค่อยกลับมาทำงานที่รักก็ได้นี่ครับ” หมู่จินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นี่นอกจากผู้กำกับ หมู่ แล้วยังมีใครอีก ที่รู้ว่าผมได้รับเกียรติให้ลาพักร้อนในช่วงต้นปีแบบนี้เป็นคนแรกเนี่ย” ฐานัตถ์พูดเชิงถามน้ำเสียงหยัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้โชคร้ายที่อยู่ๆ ก็ถูกพักงานทั้งๆ ที่พึ่งจะเริ่มการทำงานต้นปีมาแท้ๆ
“ก็มีหมวดภัทร แล้วก็ยังมีหมวดนลินคนสวยอีกคนนึงครับ” หมู่จินตอบ มือแกร่งตบลงที่โต๊ะแล้วหันมาเหวี่ยงสายตาใส่ลูกทีมอย่างเคืองๆ
“อะไรนะ! นี่รู้กันหมดเลยเหรอ เห็นผมเป็นอะไรกัน แบบนี้มันไม่แฟร์กับผมเลย เข้าใจไหมว่าผมอยากทำงาน ผมอยากตามคดี ผมอยาก” ผู้กองฐานัตถ์เริ่มโวย หมู่จินรีบเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของหัวหน้าทีมแล้วนั่งลงตรงหน้า
“ผมทราบครับ ทุกคนทราบดี ว่าหัวหน้าอยากปิดคดีนี้ แต่ตอนนี้พวกเราอยากให้หัวหน้าได้พัก ก่อนที่จะลุยงานอื่นๆ ต่อไป หัวหน้าไปพักผ่อนให้สบายใจก่อนเถอะครับ เชื่อเถอะว่ากลับมาอะไรๆ มันจะดีขึ้น” หมู่จินพยายามโน้มน้าวให้หัวหน้าของเขายอมพาตัวเองออกไปจากหน้าที่ที่ดูจะเครียดเกินกว่าที่เขาจะควบคุมมันได้ ในขณะที่ฐานัตถ์ยังคงไม่เห็นด้วย แต่ก็เริ่มที่จะอ่อนลง
“อย่าหาว่าผมสะเหล่อมาสอนเลยนะครับ ถือซะว่าหาเวลาให้ตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่ยังไม่เคยได้ทำ พักในสิ่งที่ไม่เคยได้พัก...นะครับ ช่วงนี้หัวหน้าเองก็ดูเครียดๆ ทางนี้มีพวกผมอยู่ ถ้าเป็นเรื่องคดีหัวหน้าอย่าห่วงเลยครับ” หมู่จินที่ปกติเป็นคนติดตลก พูดด้วยสีหน้าจริงจังอย่างที่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ดูจะจริงจังไปกว่าครั้งนี้อีกแล้ว
ใบหน้าหล่อเหลาก้มหน้าลงอย่างใช้ความคิด จากที่ฟังดูก็เป็นความคิดที่ไม่ได้เลวร้ายอะไรสักเท่าไหร่ แม้ตัวเขาจะไม่ได้ติดตามงาน แต่ก็ยังสามารถที่จะให้คนของตัวเองช่วยติดตามสืบคดีต่อไปได้ เพราะเขายังมีลูกทีมคนสนิทอย่างหมู่จิน หมวดภัทร และผู้หมวดนลินที่ไว้ใจได้ ร่วมตามสืบในคดีของเรืองลดา ว่าที่คู่หมั้นของเขาอีกด้วย
“นะครับหัวหน้า ทางนี้ผมจะช่วยดูให้ ยังมีหมวดภัทรและหมวดนลินอีกคน” หมู่จินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังแกมขอร้อง
“ก็ดีเหมือนกันนะหมู่” ผู้กองหนุ่มตอบรับ หมู่จินดีใจรีบคุ้ยหาใบลาแล้วยื่นให้
“ถ้างั้นเซ็นลาพักร้อนตรงนี้ได้เลยครับ เดี๋ยวผมจะรีบนำไปส่งให้” หมู่จินยิ้มพลางพูดด้วยน้ำเสียงเริงร่า เพราะตั้งแต่ที่ได้ร่วมงานกับหัวหน้าของตัวเองมายังไม่เคยเห็นเขาลาป่วย ลากิจ หรือลาพักร้อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว และนี่ก็ถือเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้
"คุณเป็นอะไรหรือเปล่า" เขาถามอย่างไม่เข้าใจ ปนความสงสัยอยู่เล็กน้อย แม้จะรู้สึกขัดจังหวะอยู่บ้าง แต่ร่างสูงก็ไม่มีท่าทีหงุดหงิดออกมาเลย ดูเหมือนว่าเขาจะงุนงงเสียมากกว่า เพราะสองสามวันมานี้ เวนิตาเองก็มีอาการแปลกๆ อย่างเห็นได้ชัดทุกครั้งที่อยู่ใกล้ชิดกับเขา "...ปละ เปล่าค่ะ แค่รู้สึกเวียนศีรษะ คลื่นไส้ เหมือนจะอาเจียน" ร่างสูงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วทำท่าเทสกลิ่นปากของตัวเองต่อหน้าเธอ แต่ก็ไม่ได้ส่งกลิ่นรบกวนอย่างที่เขาสงสัย มือบางยกมือขึ้นมาปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะจากอารมณ์ที่ขำขันผู้เป็นสามี เพราะเธอไม่ได้คิดว่ากลิ่นปากของเขาจะทำลายจูบอันหวานชื่นเมื่อครู่นี้ไปได้อย่างแน่นอน “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกนะคะ คุณอย่ากังวลไปเลย” เธอย้ำ ร่างสูงผงกศีรษะเบาๆ พลางตั้งข้อสังเกตออกไปว่า "คุณคงจะตื่นเต้นที่จะได้กลับไปทำงาน หรือไม่ก็พักผ่อนน้อย ก็เลยทำให้รู้สึกเวียนหัว เดี๋ยวผมจะพาคุณเข้าไปข้างในแล้วกันนะ" พูดพร้อมกับตั้งท่าจะเข้ามาอุ้มทว่าเธอกลับถอยหนี "ไปข้างใน...ไปทำไมกันคะ" เวนิตาเอ่ยถามอย่างงุนงง พลางขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัย "ก็เข้าไปพักในห้องไงครับ" ร่างสูงเดินเข้าไปจะช้อนเรือนร่างระหงที่ยืนอย
“ทำไมล่ะคะ” เรือนร่างบางในชุดว่ายน้ำสุดเซ็กซี่คลายอ้อมแขนแกร่งของสามีออกแบบหลวมๆ ก่อนจะหันกลับมายืนอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มผู้เป็นหนึ่งเดียวของเธอด้วยสายตาที่ยวนเย้า นัยน์ตาคมกริบมองเรือนร่างระหงในชุดว่ายน้ำที่แลเห็นส่วนสัดชัดเจนแบบเต็มตาชวนให้น้ำลายสอ“อันที่จริง… ผมไม่อยากให้คุณกลับไม่เสี่ยงกับงานแบบนั้นอีกแล้ว ผมอยากให้คุณอยู่เป็นแม่ศรีเรือนคอยดูแลผมที่บ้านมากกว่า” ฝ่ามือแกร่งโอบรั้งเอวบางคอดกิ้วเข้ามาแนบชิด พลางยื่นปลายจมูกโด่งเข้าไปหาซอกคอระหง“อื้อ...แม่ศรีเรือนอะไรกันคะ อาหารก็ทำไม่ได้ กับข้าวก็ทำไม่เป็น ฉันว่า…ฉันกลับไปทำงานที่หน่วยยังจะมีประโยชน์ซะกว่า” เธอว่า พลางอมยิ้มออกมาอย่างขวยเขิน“ถึงคุณจะไม่เก่งเรื่องพวกนี้ แต่มันไม่ได้ทำให้ผมรักคุณน้อยลงเลยนะเวจ๋า” ผู้กองหนุ่มบอกกับภรรยาสาวคนสวยของตัวเองพร้อมกับหอมเข้าที่ซอกคอขาว ก่อนจะสบตาเธอราวกับลูกแมวน้อยที่กำลังออดอ้อนขอบางสิ่งบางอย่างจากเธอ“ผู้กอง” เธอเอ่ยชื่อของเขาออกมาเบาๆ อย่างซาบซึ้ง ผู้กองหนุ่มยิ้มให้อย่างพอใจแล้วประคองไหล่ทั้งสองข้างของเธอ พร้อมกับสบตาภรรยาของเขาอย่างเปิดเผย“ผมรักคุณนะเว ที่ผ่านมา ผมอาจจะไม่ค่อยได้พูดคำน
สองสัปดาห์หลังจากนั้น งานแต่งงานของเวนิตา วรนิพิฐ และร้อยตำรวจเอกฐานัตถ์ ศิริโชติธาดา ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่ ริมหาดส่วนตัวของบ้านศิริโชติธาดา โดยมีแขกผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างชื่นมื่นทั้งคุณป้าสมร คุณหญิงรุจี ท่านปริพัตร คุณหญิงอรลีฬห์ รามิล ป้าสายหยุด แม่น้อม นายเข้ม รวมไปถึงเจ้าหน้าที่สืบสวนกลางของกองบังคับการป้องกันและปราบปราม หน่วยงานต้นสังกัดของผู้กองฐานัตถ์ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่คนสนิทอย่างหมวดภัทร หมวดนลิน จ่าเทพ หมู่จิน และผู้กำกับการเศรษฐพงศ์ โฆษิตพิทักษ์ รวมทั้งสาวๆ จากร้านคอฟฟี่ คาเฟ่ อย่างริน พี่แป้งและพี่พลอยมาร่วมแสดงความยินดีแก่ทั้งคู่ด้วยเช่นกัน"ยังไงก็กลับไปคิดดูดีๆ ก่อนนะผู้กองวีนัส ผมรอได้" ผู้กำกับเศรษฐพงศ์กล่าวกับเจ้าสาวที่คล้องแขนเจ้าบ่าวซึ่งเป็นลูกทีมคนสนิทของเขาด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มจางๆ หลังจากที่รู้ว่าจดหมายลาออกของตัวเองยังไม่ถูกอนุมัติ และเธอยังดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนกลางของกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์หากแต่ว่าตอนนี้ ได้มีหนังสือเรียกตัวเธอเพื่อย้ายไปประจำหน่วยงานป้องกันและปราบปรามแทน หลังจากที่เศรษฐพงศ์ทำหนัง
“ที่นี่เป็นบ้านพักตากอากาศของผมเองหรือจะเรียกให้ถูกก็คือมันเป็นเรือนหอของเราสองคนมากกว่า เพราะคุณป้าของผมบอกว่า...มันเป็นที่เอาไว้ใช้ปั๊มหลาน! ผมว่าเรามาปั๊มหลานให้ท่านสักสามสี่คนกันก่อนเถอะนะ เรื่องอื่นค่อยกว่าทีหลัง” ว่าจบก็ดันแผ่นหลังบางของเธอให้พิงไปกับโซฟาตัวยาวขนาดพอเหมาะพอเจาะที่จะทำเรื่องอย่างว่า...“คุณ!!” เวนิตาอ้าปากค้างด้วยสีหน้าและแววตาที่ตื่นเต้นตกใจ“เอาน่า…พักร้อนของผมมันเหลือไม่กี่วันเองนะ เรามาใช้ให้คุ้มค่ากันจะดีกว่า อยากได้ผู้กองตัวน้อยๆ มาเพิ่มกันสักกี่คนดี ผู้กองหญิงสักสอง แล้วก็ผู้กองชายอีกสักสามเลยดีไหม”“ผู้กอง! แต่ว่าตอนนี้ ฉันไม่ได้เป็นผู้กองแล้วนะคะ” เวนิตาแย้ง เขากลั้นหัวเราะเบาๆ แล้วระบายยิ้มออกมาแทน ก่อนจะค่อยๆ วางแผ่นหลังบอบบางของเธอลงไปนอนราบบนโซฟาเนื้อนุ่ม แล้วสัมผัสจูบอันแสนอ่อนโยนลงบนเรียวปากบางเคลื่อนต่ำลงมาจนถึงหน้าท้องแบนราบ ก่อนจะสอดแทรกฝ่ามือใหญ่เข้าไปใต้เสื้อยืดสีขาวตัวเก่งของเธอเพื่อปลดเปลื้องบราเซียร์ตัวจิ๋วออกจากการรัดรึงของหน้าอกอวบอิ่มที่ซ่อนเร้นความใหญ่โตภายใต้ร่มผ้า“ถ้าลูกคนแรกของเราเป็นผู้หญิง เขาจะต้องสวย อ่อนโยน และเข้มแข็งเหมือนคุณ
"ใช่ค่ะเด็กคนนี้ชื่อว่าเกวนเป็นเด็กลูกครึ่งหน้าตาน่ารักนะคะเอากระเช้าดอกไม้มาเยี่ยมขอบคุณคุณที่ช่วยชีวิตเธอและลูกไว้" ผู้กองหนุ่มยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าเธอชื่นชอบเด็กเล็กๆ ราวกับว่ากำลังอยากจะเป็นคุณแม่ แต่จู่ๆ เวนิตาก็ก้มหน้าลงเศร้าสลดอีกครั้ง..."เสียดายรูปถ่ายพวกนั้นจังเลยนะคะ" เธอพูดเสียงอ่อน"เวจ๋า...ตัวตนของผม ร่างกายของผม เนื้อหนังของผมอยู่ตรงนี้ ในนั้นมันเป็นแค่ภาพถ่าย เดี๋ยวเราค่อยถ่ายใหม่ก็ได้ แต่ตรงนี้...มีเลือดมีเนื้อและมีชีวิตจิตใจ คุณไม่คิดจะสัมผัสดูอีกสักครั้งเหรอ" เขาว่าก่อนจะวางมือบนลาดไหล่มนทั้งสองข้างของเธออย่างนุ่มนวล คิ้วโค้งขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย“จะทำอะไรคะผู้กอง” เธอถามอย่างละล่ำละลัก“ทำไมถึงยังถามคำถามแบบนี้อยู่อีกล่ะครับ ถ้ามองตาแบบนี้ จับไหล่แบบนี้ สบตานานๆ แบบนี้ ผมมีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นแหละ ที่ต้องการจากคุณ...เวนิตา”“ผ ผะ ผู้กองงง!!!” เรียวตาคู่สวยเบิกโพลงขึ้นอย่างหวาดหวั่น รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมาในทันใด "ไม่เอาหรอกค่ะ ฉันเจ็บเนื้อเจ็บตัวไปหมด อยากรู้นักว่าใครเป็นคนบีบแขนฉันซะแรง ดูสิเป็นรอยแดงหมดแล้ว" ร่างบางยื่นเรียวแขนเล็กที่เป็นรอยแดงจากการถูกฉ
“ความดีใจหรือเสียใจของฉัน ไม่ได้แสดงออกผ่านหยดน้ำตาเท่านั้นหรอกนะคะ สำหรับฉัน ความรู้สึกทุกๆ อย่างของฉัน คุณสามารถสังเกตได้จาก แววตาคู่นี้ที่เฝ้าดูคุณมาตลอด ทุกอย่างมันอยู่ในนี้ค่ะ ผู้กองฐานัตถ์” เธอบอก ก่อนที่เขาจะจับจ้องมาที่นัยน์ตาสีน้ำตาลเป็นประกายวิบวับ มันคือประกายของความปิติยินดี ที่เขาแลเห็น และรู้แล้วว่า แววตาคู่นี้เป็นแววตาของเด็กผู้หญิงที่ไม่เอาไหน ที่เขาเคยสอนศิลปะการต่อสู้ให้เมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนั้น เธอจะสวมแว่นสายตา“ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเด็กรุ่นน้องคนนั้นจะเป็นคุณ แต่ว่าตอนนั้นคุณสวมแว่นสายตาด้วยไม่ใช่เหรอ ผิดไปจากตอนนี้…”"คุณจำได้..." เธอรู้สึกประหลาดใจที่เขาจำรุ่นน้องอย่างเธอได้ "ตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ" เธอถามเขายิ้มออกมาก่อนตอบ"พร้อมกับที่ผมรู้ว่าคุณคือผู้กองวีนัสนั่นแหละครับ" คำตอบของเขาทำให้เวนิตาไม่รอช้ารีบบอกออกไปให้เขาได้รับรู้ทันทีว่า“ฉันลงทุนไปทำเลสิกที่ตาคู่นี้ ก็เพื่อที่จะมองเห็นคุณได้ชัดเจนขึ้นเพื่อที่จะได้เข้าไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนอย่างคุณ ขอบคุณนะคะที่คุณเป็นแรงบันดาลใจให้กับฉันและก็ขอบคุณที่คุณยอมให้โอกาสฉัน”“ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณ ผมรักคนไม่ผ
“เอ๊ะ!” อยู่ ๆ เขาก็พูดคำที่เธอเคยอยากที่จะได้ยินมันมากที่สุด แต่สายตาของเขา มันดูแปลก ๆ ยังไงชอบกล“อะไรคะ” เธอถามออกไปแบบมึน ๆ งง ๆ“ก็ชอบคุณไง เพราะว่าคุณอร่อย ขอผมหม่ำอีกทีได้ไหม” เขาพูดด้วยแววตาที่ดูแพรวพราวต่างไปจากที่ทุกครั้ง ซึ่งนั่นก็เพราะว่าเขาได้ครอบครองเธอเอาไว้แล้วทุกกระเบียดนิ้วแล้วด้
แพขนตายาวหวานสวยงามขยับพลิ้วไหว ขณะที่ใบหน้ามนเดินเข้ามานั่งลงที่โต๊ะอาหารเพื่อรอรับประทานมื้อเช้าพร้อม ๆ กัน แต่แล้วสายตาหวานของเธอเหลือบไปเห็นโทรศัพท์มือถือสองเครื่องวางอยู่บนโต๊ะ เครื่องหนึ่งเป็นของเธอเอง แต่เหมือนว่ามันจะถูกปิดการใช้งานเอาไว้คงจะตั้งแต่เมื่อคืนนี้ แต่อีกเครื่องของเขากลับถูกเปิด
“อื้มมมม” เสียงน้ำไหลเฉื่อย อยู่ในลำคอของผู้เป็นราชสีห์ ดูราวกับเสียงเรียกของน้ำย่อยรอคอยเนื้อชั้นดีจากเหยื่อที่กำลังจะตกถึงท้อง ก่อนจะค่อยๆ ผละการสัมผัสออกจากเหยื่ออย่างช้าๆ และแผ่วเบา “คุณกลัวหรือเปล่า” เสียงทุ้มนุ่มของราชสีห์กล่าวทักทายแม่กวางน้อย เธอส่ายหน้าไปมาเล็ก
“นี่คุณจะบ้าเหรอ อยู่ๆ มาบอกให้ฉัน…” เวนิตาไม่พูดต่อ แต่กลับเผลอหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะคิดว่าเขากำลังคิดจะทำเรื่องแบบนั้นกับเธอแน่ๆ ที่เธอกล้าต่อปากต่อคำกับเขานั่นก็เป็นเพราะว่า เธอไม่ได้รู้สึกเจ็บแผลแบบก่อนหน้านี้แล้ว“คุณน่ะสิ…คิดอะไรอยู่ ผมแค่จะดูแผลให้” เขาบอกอย่างรู้ทัน พร้อม







