INICIAR SESIÓNการใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ ตรีวิทย์จึงยังอยู่ไกลของคำว่าอิสระมาก จะทำอะไร หรือไปที่ไหนก็มักจะมีพริริมาตามติดอยู่เสมอ หากขัดใจ เธอก็มักจะเอาน้ำตามาเรียกคะแนนสงสาร เพราะฉะนั้นการออกไปจากที่นี่โดยไม่รู้สึกผิดต่อลุงพีระ มีอยู่อย่างเดียวก็คือ เขาต้องสอบติดหมอให้ได้
ช่วงเวลาหลายเดือนก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเปรียบเสมือนการเข้าสู่สมรภูมิรบที่ตรีวิทยทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเข้าแลก กองหนังสือเรียนและตำราอ้างอิงสูงท่วมโต๊ะ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง แสงจากโคมไฟดวงเล็กมักจะส่องสว่างอยู่จนดึกดื่นแทบทุกวัน
ทว่าสมรภูมิสอบนี้ก็ยังคงมี ‘ตัวป่วน’ ที่คอยกวนสมาธิเขาอยู่เสมอ พริริมายังคงทำหน้าที่เป็นเงาตามตัวเขาไม่ห่าง
“แพง อย่าเสียงดังได้ไหม พี่อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง”
“ก็พี่ตรีไม่พาแพงไปกินไอศกรีมที่ห้างนี่คะ”
“ก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าพี่ต้องอ่านหนังสือสอบ อีกไม่กี่วันพี่ต้องสอบแล้วนะ”
เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาอย่างเอื้อมระอา ใบหน้ากลมเริ่มงอง้ำขึ้นมา สองแขนเล็กยกขึ้นกอดอก แม้จะไม่ได้เหวี่ยงวินเหมือนที่ทำกับคนอื่นแต่สี่หน้าที่แสดงออกมาชัดเจนขนาดนั้น บ่งบอกความไม่พอใจได้เป็นอย่างดี
“ก็พี่ตรีเคยบอกว่าจะพาไปกินนี่คะ” เสียงเล็กยังคงทวงคำสัญญา
“แต่วันก็ไม่ใช่วันนี้ ถ้าอยากกินก่อนก็ให้ลุงหมีพาไป”
ว่าจบคนตัวสูงก็หันกลับไปสนใจกองหนังสือตรงหน้าต่อ โดยปล่อยให้พรริมายืนหน้างอคอง้ำอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม เมื่อเห็นว่าคนเป็นพี่ไม่ได้สนใจ ร่างป้อมจึงเดินกระทีบเท้าออกไป
“ไปกวนอะไรพี่เขามาอีกล่ะ พ่อบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปกวน พี่เขากำลังอ่านหนังสืออยู่”
พีระวางไอแพตในมือลง หลังจากดูตารางงานในวันหยุดแล้วไม่มีอะไรสำคัญ เขาจึงเลือกที่จะคุยกันงานผ่านการประชุมออนไลน์แทน
“ก็พี่ตรีเคยบอกว่าจะพาไปกินไอศรีมนี่คะ”
“แต่พี่เขาติดอ่านหนังสือ เอาอย่างงี้ไหม เดี๋ยวพ่อพาไป แล้วเราก็ซื้อของอร่อยมาให้พี่ตรีแทน แบบนั้นพี่ตรีน่าจะดีใจมากกว่านะ”
“วันนี้คุณพ่อว่างด้วยเหรอคะ”
พริริมาหันไปมองหน้าผู้เป็นบิดา ดวงตากลมโตมีแววสงสัยอยู่ในนั้น สีหน้าระคนแปลกใจทำให้พีระสะท้อนอยู่ในอกไม่น้อย มือหนาเอื้อมไปลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู
“วันนี้พ่อจะทำตัวว่างเพื่อลูกเลย บอกมาว่าอยากไปเที่ยวที่ไหน อยากกินอะไร อยากทำอะไร พ่อจะตามใจแพงทุกอย่างเลย”
“เย้ ๆ “ สองแขนยกขึ้นเหนือศีรษะ อาการดีใจแบบนี้เขาแทบจะไม่เคยเห็นเลย
พอสองพ่อลูกออกจากบ้านไป ทุกอย่างก็กลับมาสงบลงอีกครั้ง
ตรีวิทย์พ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ อย่างน้อยเวลาหลายชั่วโมงทีเจ้าตัวป่วนไม่อยู่คงทำให้เขามีสมาธิกับการอ่านหนังสือได้มากขึ้น
ทุกอย่างดำเนินไปแบบเดิมทุกวันจนวันที่ตรีวิทย์ไปสอบกลับมาด้วยสีหน้าตึงเครียดเพราะคิดว่าตัวเองสอบไม่ผ่าน เพราะนอนไม่เพียงพอ
จนกระทั่งวันประกาศผลมาถึง เรียวนิ้วยาวยังคงปิดหน้าจอแสดงผลบนไอแพต เขากลัวเหลือเกินว่าจะไม่มีชื่อตัวเองอยู่บนนั้น ปลายนิ้วค่อย ๆ คลี่ออกที่ละนิ้ว จนกระทั่ง
‘ตรีวิทย์ กิตติวงศ์’
ชื่อเขาอยู่อันดับหนึ่งของตาราง ท้ายชื่อเขียนไว้ชัดเจนว่า ‘คณะแพทย์ศาสตร์’ แม้จะดีใจมากแค่ไหน ใบหน้าหล่อนั้นยังคงแสดงออกมาแค่รอยยิ้มประดับบนแก้มเท่านั้น
เสียงโห่ร้องดีใจแทนดังกึกก้องไปทั่วทั้งบ้าน เมื่อตรีวิทย์นำข่าวดีนี้ไปบอกกับทุกคน พีระสวมกอดเด็กหนุ่มทีเขาเลี้ยงดูมากับมือ ด้วยความภาคภูมิใจ เขาดูคนไม่ผิดจริง ๆ ถึงได้รับเลี้ยงเด็กคนนี้มา
“ลุงภูมิใจในตัวเราที่สุดเลยนะตรี” พีระกล่าวพลางตบหลังเขาเบา ๆ “เก่งมาจริง ๆ ที่ทำได้สำเร็จ ว่ามาเลย... อยากได้อะไรเป็นรางวัล ลุงจะจัดให้ทุกอย่างเลย”
“ผมขอสองอย่างได้ไหมครับ”
“ได้สิ ขอสักสิบอย่างลุงก็จะให้”
“งั้นอย่างแรก ปิดเทอมนี้ผมขอกลับไปเยี่ยมแม่ครูที่บ้านธารใจ
นะครับ”
เขาว่าเสียงเรียบ แต่แววตาเป็นประกาย เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เขากลับไปเยี่ยมแค่ไม่กี่ครั้งเอง นอกนั้นก็เป็นการโทรไปคุยกับแม่ครูเสียมากกว่า
“แล้วอย่างที่สองล่ะ?”
“ผม... ผมอยากจะขออนุญาตคุณลุง ย้ายไปอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยครับ”
สิ้นคำพูดนั้น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะทั้งหมดพลันเงียบสงบลงราวกับถูกกดปุ่มปิด บรรยากาศที่เคยชื่นมื่นแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดทันที
“ทำไมล่ะตรี?” พีระถามด้วยความประหลาดใจ “อยู่บ้านเราก็สะดวงสบายดีนี่”
ตรีวิทย์รีบอธิบายเหตุผลที่เตรียมมาเป็นอย่างดี
“คุณลุงก็ทราบนี่ครับว่าคณะแพทย์เรียนหนักแค่ไหน บางวันอาจจะมีเรียนหรือกิจกรรมถึงดึก การเดินทางจากบ้านไปมหา’ลัยมันค่อนข้างไกล ผมไม่อยากรบกวนคนที่บ้านต้องมาคอยเปิดประตูให้ หรือว่าต้องมาเป็นห่วงเรื่องการเดินทาง การอยู่หอจะช่วยประหวัดเวลาไปได้มาก ทำหใผมมีสมาธิกับการเรียนได้เต็มที่ด้วยครับ”
ทุกถ้อยคำทีเขากล่าวมานั้นล้วนเป็นความจริง เป็นเหตุผลที่ฟังดูสมบูรณ์และดูมีความรับผิดชอบ... แต่มันเป็นเพียงแค่เหตุผลรองเท่านั้น
เหตุผลหลักที่แท้จริง ซึ่งเขาไม่สามารถพูดออกไปได้ คือเขาต้องการ ‘หนี’ เขาต้องการพื้นที่ส่วนตัว ต้องการอิสรภาพจากสายตาของพริริมามันดูอึดอัดจนไม่อยากอยู่บ้านหลังนี้ เขาเหนื่อยเหลือเกินกับการที่ต้องมาคอยระวังตัวหรือรักษาระยะห่าง การย้ายออกไปอยู่หอพักคือทางรอดเดียวที่เขาคิดออก
“ไม่จริง!”
เสียงเหลมของพรริมาดังขึ้นทำลายความเงียบ “พี่ตรีโกหก! พี่ตรีเบื่อแพงใช่ไหมคะ ถึงอยากจะหนีไปอยู่ที่อื่น”
น้ำตาเม็ดโตเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของเด็กสาว เธอปรี่เข้ามากอดแขนเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปในทันที
“แพงไม่ยอมค่ะ แพงไม่ให้พี่ตรีไปไหนทั้งนั้น!”
พีระมองภาพนั้นด้วยความลำบากใจ เขาเข้าใจเหตุผลของตรีวิทย์ดี แต่ก็อดสงสารลูกสาวของตัวเองไม่ได้ ตรีวิทย์เห็นแววตาที่สับสนของผู้มีพระคุณ เขารู้ดีว่าหากใช้เหตุผลต่อไปคงไม่มีทางสำเร็จ เขาจึงเปลี่ยนวิธี
ชายหนุ่มค่อย ๆ ย่อตัวลงให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับพริริมา ก่อนจะใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาที่เริ่มไหลอาบแก้มของเธออย่างอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน และนุ่มนวลอย่างที่มักจะใช้เป็นประจำเมื่อต้องการให้เด็กสาวตรงหน้ารับฟังเหตุผล
“พี่ไม่ได้ทิ้งแพงไหน ฟังพี่ก่อนนะคนเก่ง”
พริริมาสะอื้น แต่ก็ยอมเงียบฟัง
“พี่ต้องไปเรียนเพื่ออนาคตตัวเองนะแพง ลองคิดดูสิ... ถ้าเราอยู่ห่างกันบ้าง น้องแพงจะได้รู้ไงว่าคิดถึงพี่ตรีมากแค่ไหน”
เขาหลอกล่อด้วยถ้อยคำหวานหู เด็กสาวเริ่มลังเล สายตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มอ่อนแสงอ่อน
“และที่สำคัญเลยนะ...” ตรีเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยประโยคไม้ตายทีเขาคิดว่าน่าจะได้ผลที่สุด “ถ้าน้องแพงตั้งใจเรียนจนเข้ามหา’ลัยได้ ถึงตอนนั้นพี่จะไปรับไปส่งเราทุกวันเลย”
คำพูดนั้นได้ผลชะงัด ความคิดที่จะเห็นคนที่อยากจะใช้ชีวิตด้วยทำไปรับไปส่ง มีเวลาอยู่ด้วยกัน ทำให้พริริมาดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันทีภาพอนาคตที่สวยงามถูกวาดขึ้นในจินตนาการของเธอจนลืมความเสียใจไปจนหมดสิ้น
จริง ๆ นะคะ” เธอถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“จริงสิครับ” เขายืนยันด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเอ่ยพูดต่อ “แต่เราต้องสัญญากับพี่ก่อนนะ ว่าจะเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน จะไม่ดื้อ ไม่ซน ห้ามเหวี่ยง วีน ป้าไหม ลุงหมี หรือใครก็ตาม”
“ค่ะ แพงสัญญา” เธอรับปากเสียงอ่อย แม้จะรู้ว่าคงทำไม่ได้
พริริมายอมปล่อยให้ตรีวิทย์ย้ายออกจากบ้านไปแต่โดยดี และหวังว่าเขาจะทำตามที่สัญญาเอาไว้
เธอเฝ้านับวันรอที่เจะเติบโตเพื่อเดินตามรอยเขาไป แต่ใครเลยจะรู้ว่า ‘การย้ายออกไป’ ในวันนั้น คือจุดเริ่มต้นของคำว่า ‘ห่าง’ ที่เขาเคยใช้หลอกล่อเธอในวันนี้ จนทำให้แทบจะทำให้พวกเขาไม่ได้เจอกันอีกเลย
พริริมายืนหันหลังบนเวที มือถือช่อดอกไม้สีหวาน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หันไปยิ้มตรีวิทย์ที่ส่งสายตาเชียร์อยู่ข้าง ๆ“นับหนึ่ง ... สอง ... สาม”ฟึ่บ!ช่อดอกไม้ลอยละลิ่วข้ามศีรษะไปในอากาศ ท่ามกลางมือหลายคู่ที่ชูขึ้นไขว่คว้าตุ้บ!“กรี๊ดดด ฉันได้ ฉันได้แก ยัยแพงฉันรับได้”น้ำฟ้าในชุดราตรีสีหวานกระโดดโลดเต้นดีใจจนตัวลอย ชูช่อดอกไม้ขึ้นฟ้าอย่างผู้ชนะ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของทุกคน“ยินดีด้วยครับคุณผู้โชคดี!”จู่ ๆ เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นผ่านไมโครโฟน ไฟในงานหรี่ลง เหลือเพียงสปอตไลท์ดวงเดียวที่ส่องไปที่กลางฟลอร์คีตะ... เพื่อนเจ้าบ่าวสุดหล่อ เดินถือไมค์ก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าที่ปกติจะขี้เล่นและกวนประสาท วันนี้กลับดูประหม่า และจริงจังจนแก้มแดงไปหมดน้ำฟ้าหยุดกระโดด ยืนนิ่งอึ้งมองหน้าหมอหนุ่มที่เธอแอบปลื้มมานาน“น้องน้ำฟ้าครับ...” คีตะเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ “ดอกไม้ช่อนั้นสวยนะครับ แต่คนถือสวยกว่าเยอะเลย”เสียงโห่ฮิ้วดังสนั่นหวั่นไหว น้ำฟ้าหน้าแดงก่ำ ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนบิดไปมา“พี่อาจจะปากเสีย ชอบกวนประสาทเราบ่อยๆ แต่พี่ก็รักเราจริง ๆ นะ” คีตะพูดไปเกาท้ายทอยไป“เห็นเพื่อนแต่งงานแล้วอิจฉา พี
“พี่ตรีจะพาแพงไปไหนเหรอคะ”พริริมาเอ่ยถาม ขณะมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ซึ่งเคลื่อนตัวออกนอกตัวเมืองมาเรื่อย ๆ ทัศนียภาพสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้าง แสงแดดสีทองยามบ่ายคล้อยส่องลงมากระทบยอดหญ้าทุกอย่างรอบตัวดูผ่อนคลายตรีวิทย์ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมามองคนรักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขายิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยน แววตาฉายชัดถึงอะไรบางอย่างที่เธออ่านไม่ค่อยออกเท่าไร ก่อนจะเอื้อมมือข้างหนึ่งไปกุมมือเธอเอาไว้ แล้วยกขึ้นมาจุมพิตที่หลังมือเบา ๆ“ไปทำสิ่งที่พี่ควรจะทำมาตั้งนานแล้วครับ ไปบอกลาอดีต เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นอนาคตด้วยกันอย่างสนิทใจไง”ไม่น่านนัก รถยนต์ก็เลี้ยวเข้าไปจอดภายในวัดเก่าแก่หนึ่งที่ตั้งอยู่ชานเมือง บรรยากาศภายในวัดร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ เงียบสงบ และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสดชื่นตริวิทย์พาพริริมาเดินตางไปยังเจดีย์เก็บอัฐิสีขาว ที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหลังโบสถ์ สายลมเย็นพัดผ่านกิ่งก้านของต้นโพธิ์ ใบไม้สีเขียวขจีลู่ลมเกิดเสียงสวบสาบเขาหยุดยืนอยู่หน้าเจดีย์ช่องหนึ่งที่มีรูปถ่ายของหญิงสาวหน้าตาเศร้าสร้อยแต่ทว่าอ่อนโยนติดอยู่‘จอมขวัญ’พริริมามองรูปนั้นด้วยความรู้
“กรี๊ดดด”จังหวะนรกนั้นเอง ตรีวิทย์ไม่รอช้า เขาพุ่งตัวเข้าใส่จิตตาอย่างไม่คิดชีวิตตุ้บ!ร่างสูงกระแทกเข้ากับร่างของจิตตาอย่างจัง จนเธอกระเด็นถอยห่างจากขอบตึก จิตตากรีดร้อง ล้มลงกระแทกพื้น แต่แรงกระแทกนั้น ทำให้ร่างเล็กของตริริศาที่ยืนหมิ่นแหม่เสียหลัก“กรี๊ดดด แม่แพง!!”ร่างน้อย ๆ หงายหลังร่วงลงไปจากขอบปูน!“ตริริศา!!”พริริมาและตรีวิทย์ตะโกนเรียกชื่อลูกสุดเสียง หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แตกสลายแต่ทว่า...หมับ!มือหนาของตรีวิทย์คว้าข้อมือเล็กๆ ของลูกสาวไว้ได้ทันท่วงทีในเสี้ยววินาทีสุดท้ายร่างของตริริศาห้อยตองแต่งอยู่กลางอากาศ สูงจากพื้นดินเบื้องล่างหลายสิบเมตร เด็กน้อยร้องไห้จ้าด้วยความกลัว“พี่ตรี! จับลูกไว้ จับลูกไว้แน่น ๆ นะ” พริริมาถลาเข้าไปช่วย เธอเอื้อมมือไปคว้าแขนอีกข้างของลูกสาว ช่วยกันดึงรั้งร่างน้อยขึ้นมา“อึบ!”ตรีวิทย์ออกแรงสุดกำลัง เส้นเลือดที่แขนปูดโปน เขาค่อยๆ ดึงร่างลูกสาวกลับขึ้นมาพ้นขอบปูน ดึงแกเข้ามาสู่อ้อมกอดที่ปลอดภัยทันทีที่เท้าแตะพื้น ตริริศาก็โผเข้ากอดคอพ่อแน่น ร้องไห้ตัวสั่นเทา พริริมาโถมตัวเข้ากอดทั้งพ่อและลูกไว้แน่น ร้องไห้โฮออกมาด้วยความโล่งใจจนแทบขาดใจ“
แสงแดดสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมตึกร้าง ลมแรงพัดผ่านช่องหน้าต่างที่ไร้กระจก เกิดเป็นเสียงหวีดราวกับเสียงร้องได้ของวิญญาณพริริมาหอบหายใจถี่ ขาป้อมสั่นเทาพาเธอก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายมาสู่ชั้นดาดฟ้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของคนเป็นแม่แทบหยุดเต้นเดี๋ยวนั้น“ตรีม! ลูก”เสียงกรีดร้องของพริริมาดังลั่นไปทั่วดาดฟ้าบริเวณขอบระเบียบที่ไร้รั้วกั้น ร่างสมส่วนของจิตตายืนอยู่ตรงนั้น ผมเผ้าที่เคยจัดทรงสวยงามบัดนี้ยุ่งเหยิงปลิวไสวไปตามแรงลม ในอ้อมแขนของเธอคือร่างเล็กจ้อยของตริริศาที่ถูกมัดปาก และมัดมือไพล่หลัง เด็กน้อยร้องไห้จนตัวสั่น หน้าตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจิตตาจับตัวตริริศาหันหน้าออกไปทางความว่างเปล่าเบื้องล่างขาเล็ก ๆ ของเด็กน้อยห้อยต่องแต่งอยู่เหนือความตายเพียงไม่กี่เซนติเมตร“อย่าเข้ามานะ”จิตตาตวาดลั่น เมื่อเห็นพริริมาทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามา เธอขยับตัวพาลูกสาวของพริริมาออกไปยืนหมิ่นเหม๋ที่ริมขอบปูนยิ่งกว่าเดิม“ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว ฉันจะปล่อยมือเดี๋ยวนี้!”“ไม่ ๆ อย่าทำนะจิตตา อย่าทำลูกฉัน”พริริมาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นปูนท
“รักมากใช่ไหม” เธอแสยะยิ้มกับรูปในโทรศัพท์“ขาดไม่ได้ใช่ไหม”แววตาของจิตตาวาวโรจน์ขึ้นในความมืด ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ“ได้ ถ้าตรีรักมันมาก จิตตาจะช่วยสงเคราะห์ให้เอง”“จิตตาจะทำให้คุณรู้ซึ้ง ว่าการสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดไป มันเจ็บปวดแค่ไหน!”แผนการชั่วร้ายผุดขึ้นในสมองที่บิดเบี้ยว เธอจะไม่ยอมเจ็บคนเดียวเด็ดขาด ถ้าเธอไม่ได้ครอบครองเขา เธอก็จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารักให้พินาศย่อยยับ!“เตรียมตัวลงนรกได้เลย ... นังแพง ... นังมารหัวใจ!”ความแค้นฝั่งหุ่นปะทุขึ้นในใจ มันทำให้จิตตาหน้ามืดตามัว วันต่อมาเธอจึงขับรถเพื่อไปดูลาดเลา บรรยากาศช่วงสามโมงเย็นหน้าโรงเรียนอนุบาลนานาชาติชื่อดัง เต็มไปด้วยความจอแจของผู้ปกครอง และรถยนต์หรูที่ทยอยมารับลูกกลับบ้านเสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ดังประสานกับเสียงนกหวีดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เธอนึกว่าโรงเรียนแพงขนาดนี้ความปลอดภัยน่าจะสูง แต่มันก็เปล่าเลยท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ร่างระหงในชุดพยาบาลสีขาวเดินฝ่าฝูงชนตรงไปยังประตูทางเข้าโรงเรียน ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มเครื่องสำอางอ่อนๆ ประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยด ทว่าแววตานั้นกลับเย็นเยียบและว่างเ
ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืนไร้ซึ่งแสงดาว มีเพียงแสงไฟนีออนจากตึกสูงระฟ้า และไฟถนนที่ส่องแสงสว่างแข่งกับความมืดมิด บริเวณลานจอดรถของโรงพยาบาล ร่างสูงของตรีวิทย์กำลังเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี ในแบบที่ไม่ได้เป็นมานานหลายปี มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกา อีกข้างแกว่างกุญแจรถเล่นไปมาแม้วันนี้จะเป็นวันหยุด แต่สำหรับหมออย่างเขาก็ต้องมาเข้าเวรช่วงดึกอยู่ดี กำลังจะก้าวขาผ่านประตูทางเข้า ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ ชายหนุ่มจึงเดินย้อนกลับมาหากเป็นปกติตรีวิทย์คงจะหงุดหงิดกับความสะเพร่าของตัวเอง แต่เพราะความทรงจำช่วงบ่ายที่อควาเรียมมันคือสัญญาณที่ดี ว่าผู้หญิงที่เขาเฝ้าตามง้อมาตลอดหลายเดือน กำลังจะเปิดใจให้ตัวเองบ้างแล้ว หัวใจของเขาที่เคยด้านชา ก็กลับมาเต้นแรงอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง‘รอพี่ก่อนนะแพง อีกไม่นาน... พี่จะทำให้แพงกลับมารักพี่ให้ได้’ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเองขณะเดินมาหยุดที่หน้ารถยุโรปคันหรู เขากดรีโมตปลดล็อกรถ ไฟหน้ารถกระพริบตอบรับเสียงดัง ติ๊ดทว่าก่อนที่มือหนาจะทันได้เอื้อมไปเปิดประตูรถ เงาดำหนึ่งก็ก้าวออกมาจากมุมมืดหลังเสาต้นใหญ่“มีความสุขจังเลยนะคะ”เสียงเย็นเยียบที่คุ้นหูด







![พอหย่าจากคนเลว ผู้ชายทุกคนก็อยากได้ฉัน แม้แต่ผัวเลว [nc 35+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)