แค่คิดถึง Queer Cinema หลายเรื่องก็รู้สึกว่ามันมีความพิเศษอยู่ในตัว 'The Adventures of Priscilla, Queen of the Desert' เป็น road trip สุดปังของกลุ่ม drag queens ข้ามทะเลทรายออสเตรเลีย
'Tangerine' ถ่ายทำด้วย iPhone แต่บอกเล่าเรื่องราวของ transgender sex workers ใน LA ได้อย่างสดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ส่วน 'Love, Simon' เป็น coming-of-age เรื่องแรกจากสตูดิโอใหญ่ที่พูดถึงการออกมาของวัยรุ่น gay
ถ้าชอบแนวตลกขบขัน 'The Birdcage' และ 'To Wong Foo' ก็เป็นตัวเลือกที่ดี ในขณะที่ 'Portrait of a Lady on Fire' พาเราไปสัมผัสความรักที่เต็มไปด้วยศิลปะและความเงียบงัน
ถ้าพูดถึงหนัง Queer ที่ควรดูสักครั้งในชีวิต คงหนีไม่พ้น 'Call Me by Your Name' ที่พาเราไปอยู่ในฤดูร้อนของอิตาลีกับความรักครั้งแรกอันแสนหวาน ส่วน 'Paris Is Burning' เป็นสารคดีสำคัญที่บันทึกวัฒนธรรมบอลรูมและวงการแดร็กในนิวยอร์กยุค 80s
'Blue Is the Warmest Color' อาจจะหนักหน่วงแต่ก็จริงใจกับพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้หญิง ส่วน 'Happy Together' ของหว่องก้าวไวแสดงความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ในต่างแดน
แต่ละเรื่องล้วนมีลักษณะเฉพาะตัว บางเรื่องให้ความสุข บางเรื่องทิ้งคำถามไว้ในใจผู้ชม long after the credits roll
หนังเรื่อง 'Portrait of a Lady on Fire' เป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้งมากสำหรับคนที่ชื่นชอบศิลปะและอารมณ์อันละเอียดอ่อน เรื่องนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างจิตรกรกับสตรีที่เธอต้องวาดภาพ โดยไม่ให้ตัวแบบรู้ว่าถูกวาด มันเต็มไปด้วยความตึงเครียดทางอารมณ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และการแสดงออกทางศิลปะที่สื่อถึงความรู้สึกได้อย่างงดงาม
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นคือการใช้สีที่สมจริงและแสงธรรมชาติที่ช่วยขับเน้นอารมณ์ของตัวละคร ไม่มีดนตรีประกอบ แต่ใช้เสียงธรรมชาติแทน ซึ่งช่วยเพิ่มความสมจริงและดึงดูดผู้ชมให้จดจ่อกับเรื่องราว ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้งสองถูกถ่ายทอดผ่านการสบตาและการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ที่สื่อความหมายมากกว่าคำพูด
มีหนังเลสเบี้ยนเรื่อง 'Portrait of a Lady on Fire' ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการมากๆ ไม่ได้มีแค่เรื่องความรักระหว่างผู้หญิง แต่ยังพูดถึงศิลปะ การต่อสู้กับกรอบสังคมในศตวรรษที่ 18 ได้อย่างงดงาม ฉากวาดรูปที่เต็มไปด้วยความเขินอายแต่แฝงไปด้วยความปรารถนา เป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่ละเมียดละไมและทรงพลัง
อีกเรื่องที่ประทับใจคือ 'The Handmaiden' ของปาร์ก ชาน-วุก ที่ดัดแปลงจากนวนิยาย 'Fingersmith' แนวเพลทรอยด์ที่ทั้งโหดเหี้ยมและโรแมนติก ตัวละครหลักทั้งสองสลับบทบาทกันอย่างคาดไม่ถึง พล็อตเรื่องที่ซับซ้อนและฉากความรักที่ร้อนแรงทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่คนพูดถึงไม่รู้จบ
โลกของหนัง Queer Cinema นั้นกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่หลากหลาย ทั้งความรัก ความเศร้า และการต่อสู้เพื่อตัวตน ที่อยากแนะนำเป็นพิเศษคือ 'Call Me by Your Name' หนังรักวัยรุ่นชายที่ถ่ายทอดความสดใสและความทุกข์ของ First Love ได้อย่างละมุนละไม ฉากหลังในชนบทอิตาลีทำให้เรื่องราวโรแมนติกเหมือนภาพวาด
อีกเรื่องที่ห้ามพลาดคือ 'Portrait of a Lady on Fire' ภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวสองคนในศตวรรษที่ 18 ด้วยการนำเสนอที่เงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความเร้าอารมณ์ การใช้ภาษาภาพที่ประณีตทำให้ทุกเฟรมดูมีชีวิตชีวา
สำหรับใครที่ชอบแนวคิดท้าทายสังคม 'Moonlight' เป็นตัวเลือกที่ทรงพลัง หนัง跟踪ชีวิตชายผิวสีตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งสำรวจทั้งปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและการค้นพบอัตลักษณ์ทางเพศ ชนะรางวัลออสการ์ได้อย่างสมควร
ส่วน 'The Handmaiden' หนังเกาหลีที่ดัดแปลงจากนวนิยายอังกฤษ แต่ปรับให้เข้ากับบริบทเกาหลียุคอาณานิคมได้อย่างเฉียบคม มีทั้งความลับ พล็อตลับและความสัมพันธ์ที่คาดไม่ถึงระหว่างหญิงสาวสองคน