2 คำตอบ2025-10-05 08:33:37
พูดตามตรง ฉันหลงใหลในความหลากหลายของแฟนฟิคที่เกิดจาก 'ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย' อย่างไม่รู้จบ—แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้เป็นแหล่งแรงบันดาลใจชั้นยอดคือน้ำเสียงและความซับซ้อนของตัวละครที่ดึงให้แฟนๆ แยกออกไปทำเวอร์ชันของตัวเองได้หลายรูปแบบ
ในมุมมองของคนที่ชอบพลอตชวนลุ้น ฉันเห็นแฟนฟิคแนว 'ชะตากรรมย้อนเวลา/ปฏิสัมพันธ์ข้ามภพ' ได้รับความนิยมมาก เพราะต้นฉบับมีช่วงเวลาสำคัญหลายตอนที่สามารถย้ายไปเล่นในยุคอื่นได้ง่าย ผู้เขียนมักยึดฉากดราม่าอย่างการประกาศคำสาบานหรือการจากลากลายเป็นแกนของเรื่อง แล้วใส่เทคนิคอย่างการย้อนความทรงจำมาเติมช่องว่าง ทำให้กลายเป็นเรื่องเติบโตและแก้แค้นสลับกับการเติมความอบอุ่นไปพร้อมกัน
อีกกระแสหนึ่งที่ฉันติดตามคือแนว 'แก้จุดบกพร่อง/fix-it' และ 'hurt/comfort' ซึ่งเน้นเยียวยาหลังเหตุการณ์โหดร้ายในเรื่องหลัก ตัวอย่างเช่นฉากหลังศึกใหญ่ที่ผู้คนยังคงพยายามเยียวยา บางคนเขียนเป็นบันทึกรักษาจิตใจ หรือฉากการดูแลแผลใจที่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน นอกจากนี้ยังมีแฟนฟิคแนว 'โรมานซ์ช้าๆ (slow burn)' ที่เอาช่วงสายสัมพันธ์เล็กๆ ในต้นฉบับมาต่อเติมจนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกและทรงพลังอีกแบบหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้ฉันยังกลับมาอ่านและเขียนคือความเป็นไปได้ไม่รู้จบ—จาก genderbend ที่พลิกบทบาทการเมืองไปเป็นมิติใหม่ ไปจนถึง crossover ที่จับตัวละครไปเจอกับโลกแฟนตาซีอื่นๆ ทุกสไตล์สะท้อนความรักต่อโลกและตัวละครของ 'ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย' ในแบบต่างๆ ซึ่งทำให้ชุมชนแฟนฟิคมีชีวิตชีวาเสมอ และสำหรับฉัน การได้เห็นมุมที่ไม่เคยคาดคิดของตัวละครทำให้การอ่านกลายเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นเสมอ
2 คำตอบ2025-11-07 03:19:39
บอกเลยว่ามีแฟนฟิคเรื่องหนึ่งที่พลิกมุมมองเรื่อง 'desire' ให้ฉันคิดใหม่ทั้งหมด — มันไม่ได้เป็นแค่ความปรารถนาเชิงโรแมนติกหรือกามารมณ์ แต่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่เชื่อมทั้งอำนาจ ความสูญเสีย และการยอมเสียสละเข้าด้วยกัน เรื่องแฟนฟิคฉบับรีอิมาจินของ 'A Song of Ice and Fire' ฉบับไม่เป็นทางการชิ้นหนึ่งที่ฉันอ่านซ้ำหลายครั้ง ทำให้เห็นว่า desire สามารถตีความเป็น 'ความหิว' ในหลายชั้นได้ ทั้งความหิวหาความมั่นคง ความหิวที่เกิดจากการถูกปฏิเสธ และความหิวที่เป็นการแสวงหาอารมณ์ปลอบโยน
การเล่าเรื่องใช้มุมมองผู้เล่าไม่ไว้ใจได้เป็นเครื่องมือหลัก — บางฉากดูเหมือนพูดถึงการเมือง แต่จริง ๆ แล้วกำลังบรรยายความปรารถนาเชิงกายภาพที่ไม่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน นักเขียนใช้ภาพอาหาร งานเลี้ยง และความเย็นของห้องบีบให้ผู้อ่านสัมผัสว่าความปรารถนามีรูปลักษณ์และรสชาติ แทนที่จะเป็นแค่ความรู้สึกแบบนามธรรม ฉันชอบที่บทสนทนาสั้น ๆ หลังฉากสำคัญ ๆ มักเป็นการแลกเปลี่ยนความต้องการด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมา แต่บุคลิกของตัวละครยังคงเก็บความเปราะบางไว้ใต้ผิวน้ำ
สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกทึ่งคือการรวม desire เข้ากับโครงเรื่องการเมืองและชะตากรรม — ตัวละครบางคนต้องต่อรองร่างกายเป็นราคาเพื่อได้ตำแหน่ง ขณะที่บางคนใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงชะตา การตีความแบบนี้ทำให้ฉันมองเห็น desire เป็นพลังที่ทั้งสร้างและทำลายได้ในเวลาเดียวกัน และเมื่อตอนจบเล่าเรื่องด้วยฉากที่เงียบและอึดอัดมากกว่าจะเป็นฉากระเบิดอารมณ์ กลับย้ำว่าความปรารถนาบางอย่างไม่ได้ถูกเติมเต็ม แต่กลับเปลี่ยนแปลงคนอ่านให้เข้าใจความซับซ้อนของความต้องการมนุษย์ได้ลึกขึ้น — นี่แหละคือรสชาติที่ยังคงติดอยู่ในหัวฉันหลายวันหลังอ่านจบ
4 คำตอบ2025-10-30 02:40:15
ภาพแฟนอาร์ตของ 'Scaramouche' มีความหลากหลายจนแทบเลือกดูไม่ถูกเลยทีเดียว
ส่วนตัวแล้วผมชอบงานที่ดึงด้านมืดของเขาออกมาอย่างมีสไตล์ — โทนสีร้อนกับเงาเข้ม ทำให้ตัวละครดูเป็นวายร้ายที่มีเสน่ห์และซับซ้อนมากขึ้น ศิลปินหลายคนจะเพิ่มองค์ประกอบเช่นหมวกที่เปลี่ยนรูปหรือเงาดูคล้ายหน้ากาก เพื่อเน้นความลึกลับและความทรงจำที่แตกพร่า
นอกจากเส้นสีเข้มแล้ว สไตล์ที่ได้รับความนิยมอีกอย่างคือ 'modern AU' หรือภาคสมัยใหม่ ที่เปลี่ยนชุดคลาสสิกให้เป็นเครื่องแต่งกายสตรีทหรือชุดทำงาน ซึ่งทำให้เห็นมุมใหม่ของนิสัยตัวละคร ส่วนแฟนฟิคที่มักตามมาคู่กับแฟนอาร์ตแนวนี้มักเป็นแนวดราม่า-ฮีลหรือโรแมนซ์ช้า ๆ ที่ย้ำปมจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการตีความใหม่ในฐานะสายลับหรือบุคคลที่พยายามหาทางไถ่บาป งานแนวคอสเพลย์และชิบน่ารักก็มีคนทำเยอะ ทำให้แฟนคลับมีตัวเลือกดูหลากหลายจนสนุกทุกครั้งที่เลื่อนฟีด
2 คำตอบ2025-11-03 01:39:24
นิยายเรื่อง 'darkest desire' ดึงเราเข้าไปด้วยบรรยากาศมืดทึบและแรงปรารถนาที่ไม่อาจต้านทานได้ — นี่คือภาพรวมสั้นๆ ที่ผมอยากเล่าแบบภาพรวมก่อนลงรายละเอียด: เรื่องเล่าโฟกัสที่ตัวละครหลักคนหนึ่งซึ่งแบกแผลในอดีตไว้เป็นความลับ แล้วบังเอิญเผชิญกับคนที่เข้ามาท้าทายขอบเขตชีวิตของเขา ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้โรแมนติกแบบหวานเจี๊ยบ แต่เป็นการดึงรั้ง ระหว่างอำนาจกับความอ่อนแอ ระหว่างการหลอกลวงกับความจริงใจ
ในมุมมองของผม มันไม่ใช่แค่เรื่องรักต้องห้ามทั่วไป — โครงเรื่องมักจะเดินไปที่การเปิดเผยแผลเก่า การทดสอบขอบเขตของความยินยอม และการเปลี่ยนแปลงเชิงศีลธรรมของตัวละคร ตัวเอกอาจต้องเผชิญบทบาทที่เปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำเป็นผู้ร่วมกระทำ หรือในทางกลับกัน เรื่องมักมีจุดพลิกผันที่ทำให้เราถามตัวเองว่าใครคือผู้ดีจริงๆ และใครกันแน่คือปีศาจในชุดคนธรรมดา บรรยากาศบางฉากชวนให้นึกถึงโทนคลาสสิกของ 'Rebecca' ในเรื่องความไม่มั่นคงและเงามืดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพสวยงาม
ผมชอบที่งานประเภทนี้มักไม่จำเป็นต้องให้คำตอบชัดเจนเสมอไป — ตัวละครบางคนคงอยู่ในเทากลางระหว่างดีและเลว ช่วงเวลาของความใกล้ชิดมักถูกเขียนให้หนักด้วยความรู้สึกผิดและความต้องการสับสน ไม่ใช่แค่ฉากอีโรติก แต่เป็นฉากที่สำรวจจิตใจ บางเล่มจะเพิ่มมิติสืบสวนหรือเหนือธรรมชาติเข้ามา ทำให้เส้นเรื่องยิ่งซับซ้อนขึ้น ตัวละครรองอาจมีบทบาทสะท้อนผลกระทบของความปรารถนา เช่น เพื่อนหรือญาติที่พยายามดึงตัวเอกออกจากความมืด หรือกลับเป็นเพียงเครื่องมือเร่งเหตุการณ์ สุดท้ายแล้วจุดที่ทำให้เรื่องประเภทนี้น่าจดจำคือการเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ของการเลือก — บางคนได้รับการไถ่บาป ขณะที่บางคนกลับจมลึกลงไปอีก ผมมักจบการอ่านด้วยความหนักใจแต่ก็รู้สึกว่าตัวเองกลับเข้าใจด้านมืดของมนุษย์มากขึ้น
3 คำตอบ2025-11-07 05:33:11
เราเพลิดเพลินกับแฟนอาร์ตที่จับอารมณ์ของ 'Neon Genesis Evangelion' ได้ลึกและหลากหลาย จนอยากแบ่งให้คนอื่นดูบ้าง
ภาพแฟนอาร์ตที่โดนใจมากคืองานสไตล์มินิมอลที่ถ่ายทอดความเหงาของ Rei ด้วยสีพาสเทลและเส้นบาง ๆ —ภาพพวกนี้มักเล่าเรื่องด้วยช่องว่างและเงามืด ทำให้ฉากหลังของโลกหลังเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ดูเศร้าแต่สวยงามไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังชอบงานที่เล่นกับสเกล เช่นภาพที่เอา Unit-01 มาวางไว้ในกรอบเล็ก ๆ ของภาพเหมือนโมเดล ทำให้ความยิ่งใหญ่มองเห็นได้ในมุมมองที่ค่อนข้างอ่อนโยน
ในด้านแฟนฟิค จะชอบเรื่องแนว 'healing' หรือ 'slice-of-life' หลังเหตุการณ์ใหญ่—เรื่องที่ไม่พยายามกลับไปแก้ปมดั้งเดิม แต่เน้นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ เช่น Shinji ที่เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ในชีวิตประจำวันหรือ Asuka ที่เริ่มยอมรับความอ่อนแอ ผลงานแนวนี้น่าสนใจเพราะมันเติมความเป็นมนุษย์ให้ตัวละครแทนที่จะเน้นแต่ความโกลาหลของสงคราม ถ้าบังเอิญอยากหา แพลตฟอร์มอย่าง Pixiv และ Archive of Our Own มีศิลปินและนักเขียนที่ทำงานระดับละเอียดอ่อนแบบนี้เยอะ และบางงานยังมีสไตล์ศิลป์หรือมุมมองที่พลิกการตีความดั้งเดิมจนรู้สึกสดใหม่ในแง่ของอารมณ์จริง ๆ
4 คำตอบ2025-11-10 22:23:35
แสงแรกที่ทำให้แฟนอาร์ตโดดเด่นมักเป็นความตั้งใจที่มองเห็นได้ชัดในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวละครและบรรยากาศ ฉันมักชอบงานที่ใส่ใจการจัดแสงเงาเพื่อเล่าอารมณ์แทนการพึ่งพาพร็อพเยอะ ๆ เพราะมันทำให้ภาพมีชีวิตโดยไม่ต้องพูดมาก
รูปแบบการตีความที่ได้รับความนิยมมักจะมีสองเส้นทางชัดเจน: ทางหนึ่งคือการขยายความสัมพันธ์หรือฉากที่เราอยากเห็นมากขึ้น เช่น การแสดงชั่วขณะก่อนหรือหลังเหตุการณ์สำคัญใน 'Kimetsu no Yaiba' อีกทางหนึ่งคือการแปลงโฉมตัวละครในคอนเซปต์ใหม่ เช่น มุมมองยุคโมเดิร์นหรือสไตล์แฟนตาซีที่ต่างออกไป โดยส่วนตัวแล้วฉันชื่นชอบงานที่ทำให้ตัวละครที่คุ้นเคยดูไม่คุ้นในทางที่น่าสนใจ แต่ยังรักษาแก่นของคาแรกเตอร์ไว้
นอกเหนือจากเทคนิค แฟนอาร์ตที่โดนใจมักมีองค์ประกอบเล่าเรื่องด้วยภาพ เช่น การเลือกมุมกล้อง เส้นนำสายตา และการจัดองค์ประกอบที่บ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร สิ่งพวกนี้คือเหตุผลที่บางชิ้นทำให้ฉันหยุดดูนานกว่าปกติ และยังชอบเห็นว่าศิลปินผสมพร็อพเล็ก ๆ ที่แฟน ๆ จะเข้าใจเข้ากับงานได้อย่างกลมกลืน
2 คำตอบ2025-11-25 15:51:05
ในฐานะแฟนที่ชอบพลิกแนวและซอกแซกเรื่องราวต่าง ๆ ผมเห็นว่าแฟนฟิคจาก 'สัญญารัก นิรันดร์' เปิดพื้นที่ให้จินตนาการได้กว้างขวางมาก จับใจความหลักของเรื่องแล้วโยงเข้ากับแนวที่ต่างกันจนกลายเป็นงานที่หลากหลาย ตั้งแต่แนวอบอุ่นอย่าง fluff และ slice-of-life ที่เน้นฉากบ้าน ๆ เช่น การทำอาหารด้วยกันและบ่ายที่เงียบสงบ ไปจนถึงแนวดราม่าเข้มข้นอย่าง hurt/comfort หรือ angst ที่มักใช้เหตุการณ์วิกฤต เช่น อุบัติเหตุหรือการจากลา มาเป็นจุดเปลี่ยนให้ตัวละครเติบโต ฉากแบบหลังมักจะเล่นกับอารมณ์ และผมชอบเวลาที่ผู้เขียนสลับมุมมองภายในหัวตัวละครเพื่อให้ความเจ็บปวดมีมิติ ไม่ใช่แค่ร้องไห้แล้วผ่านไป
อีกแนวที่ผมมักเห็นแล้วตื่นเต้นคือ AU (Alternate Universe) ที่พลิกบริบทพื้นหลังอย่างสิ้นเชิง เช่น โมเดิร์น AU ที่ตัวละครจาก 'สัญญารัก นิรันดร์' กลายเป็นคนทำงานออฟฟิศในเมืองใหญ่ หรือ Historical AU ที่ย้ายเรื่องไปยุคอดีต ทำให้บทบาทและแรงจูงใจเปลี่ยนไปจนเกิดเคมีใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังมีแฟนฟิคแนวแฟนตาซี/เวทมนตร์ ที่เติมพลังเหนือธรรมชาติให้กับคำสัญญาและความผูกพัน — ฉากพิธีกรรม สัญลักษณ์โบราณ หรือการสื่อสารข้ามมิติ ถูกใช้เป็นเครื่องมือขยายธีมของเรื่องได้อย่างสร้างสรรค์
ถ้าจะพูดถึงสไตล์การเล่า ผมมักเจอทั้งงานที่เป็น slow-burn โรแมนซ์ ค่อย ๆ คลายปมความสัมพันธ์ ทำให้คนอ่านลุ้นและอินตามทุกบทสนทนา กับงานสั้นจบในตอนที่เน้น payoff ทางอารมณ์ทันที ซึ่งเหมาะกับคนอยากได้ความพอใจรวดเร็ว อีกทิศหนึ่งคือ crossover—บางคนโยงโลกของ 'สัญญารัก นิรันดร์' เข้ากับเรื่องอื่น เช่นเอาโมเมนต์สำคัญไปตรวจสอบจากมุมมองของโลกที่ต่างกัน ผลลัพธ์คือการตีความใหม่ที่ทำให้พื้นเดิมสดใหม่เสมอ โดยสรุป การเลือกแนวขึ้นอยู่กับอารมณ์ตอนนั้น: อยากอุ่นใจก็หา fluff, มองลึกก็เลือก hurt/comfort หรืออยากทดลองก็ลอง AU แปลก ๆ ส่วนผมมักสลับอ่านไปมาแล้วก็ยังชอบความหลากหลายตรงนี้ มันให้ทั้งความคุ้นเคยและเซอร์ไพรส์ในคราวเดียว
4 คำตอบ2025-10-14 15:42:47
ไม่คาดคิดเลยว่าฟิคจาก 'รัก ลวงใจ' จะหลากหลายจนเลือกอ่านไม่ถูกบ่อย ๆ — ในฐานะแฟนคนหนึ่งที่ชอบติดตามฟิคไทย ผมเห็นคนเขียนขยายโลกของเรื่องนี้ออกเป็นหลายรูปแบบมาก
หมวดที่เจอบ่อยสุดคือฟิคฟุ้ง ๆ แบบ fluff กับคู่หลังลงเอยอย่างแฮปปี้ ตามด้วยแนวดราม่า/angst ที่ขยายแผลใจของตัวละครให้ลึกขึ้น นอกจากนี้ยังมี AU สร้างโลกใหม่ เช่น 'โรงเรียน' 'ออฟฟิศ' หรือ 'คู่หมั้น' ที่เปลี่ยนบทบาทแล้วเปิดมุมใหม่ ๆ ของคาแรคเตอร์ ใครชอบความเข้มข้นมักตาม darkfic หรือ mpreg และคนที่รักการข้ามจักรวาลมักเขียน crossover กับซีรีส์อื่น ๆ เหมือนที่แฟน ๆ ของ 'TharnType' ชอบทำ
แหล่งหาอ่านหลัก ๆ สำหรับฟิคไทยนั้นคือ 'Dek-D' และ 'Wattpad' เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ส่วนงานแปลหรือแฟนฟิคที่ต้องการเวอร์ชันสากลมักไปโผล่ที่ 'Archive of Our Own' หรือบนทวิตเตอร์/เฟซบุ๊กที่คนแชร์กัน ถ้าอยากเจองานละเอียดและมีคอมเมนต์ช่วยกันแก้บท แนะนำดูหน้าแคชแฟนคลับหรือกลุ่มในเฟซบุ๊ก — จะได้เห็นทั้งฟิคสั้น ฟิคยาว และมิกซ์เทปที่หลากหลาย จบด้วยความรู้สึกอยากแนะนำให้ลองค้นแท็กชื่อเรื่องกับชื่อคู่ดู; มักจะเจอคนเขียนน่ารัก ๆ เยอะเลย
3 คำตอบ2025-12-15 16:53:07
เราเคยสังเกตว่าพล็อตที่ทำให้แฟนฟิคจาก 'เสน่ห์ร้ายแสนรัก' ปังสุด มักจะเป็นพล็อตที่เล่นกับความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองคนที่ดูเหมือนจะเกลียดกันแต่จริงๆ มีเคมีแรงเกินห้ามใจ การเขียนแบบ enemies-to-lovers ที่ใส่ฉากกระทบกระทั่งเข้มข้น เช่น การทะเลาะกันกลางงานเลี้ยงแล้วเปลี่ยนอารมณ์เป็นความใกล้ชิดในคืนเดียว กลายเป็นฉากไคลแมกซ์ที่คนอ่านหยุดหายใจได้ง่ายๆ
นอกจากความเข้มของความขัดแย้งแล้ว ฉากชวนร้องไห้แบบ hurt/comfort ก็ได้รับความนิยมสูง เช่น เฉลยอดีตเจ็บปวดของตัวละครหนึ่งในตอนที่อีกฝ่ายค่อยๆ ประคองและเยียวยา พล็อตแบบ slow burn ที่ให้คะแนนความค่อยเป็นค่อยไปในความสัมพันธ์ — ยิ่งช้า ยิ่งอิ่ม ยิ่งได้ซึมซับรายละเอียดความเปลี่ยนแปลงของตัวละครทั้งคู่ ซึ่งมักจะผสมผสานกับฉากสารภาพรักกลางสายฝนหรือฉากเคลียร์ใจบนระเบียงเล็กๆ
เมื่อรวมกับ AU (alternate universe) ที่เปลี่ยนบริบทเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน หรือบริษัท ทำให้คนเขียนสามารถสำรวจมุมใหม่ๆ ของตัวละครได้อย่างสนุก ฉันเองชอบพล็อตที่คงลักษณะนิสัยเดิมของตัวละครไว้แต่โยนเขาเข้าไปในสถานการณ์ที่ต่างออกไป — ผลลัพธ์คือความคาดไม่ถึงที่ทำให้อ่านต่อไม่หยุด และนั่นแหละคือเหตุผลที่แฟนฟิคจาก 'เสน่ห์ร้ายแสนรัก' ยังมีความสดใหม่อยู่เรื่อยๆ
3 คำตอบ2026-01-16 15:01:25
พูดถึงแหล่งรวมแฟนอาร์ตและแฟนฟิคของ 'เฟื่องนคร' แล้วผมมักจะนึกถึงพื้นที่ที่คนไทยคุ้นเคยและแพลตฟอร์มสากลที่ศิลปินกับนักเขียนชอบใช้กันมากที่สุด
แหล่งแรกที่ผมมักเจองานเยอะคือทวิตเตอร์ (ปัจจุบันคือ X) เพราะแท็กแบบไทยช่วยให้ตามงานตามซีนนั้นง่าย ภาพแฟนอาร์ตมักจะมีคำบรรยายสั้นๆ และลิงก์ไปยังพอร์ตของศิลปินด้วย ทำให้เห็นทั้งภาพเต็มและกระบวนการวาด ส่วนอีกที่ที่ศิลปินสายวาดชอบฝากงานคือ Pixiv ซึ่งจะมีงานที่ละเอียดและคอมเมนต์เชิงเทคนิคเยอะ เหมาะสำหรับคนที่อยากเห็นสไตล์การลงสีหรือคอนเซ็ปต์ต่าง ๆ
นอกเหนือจากนั้นยังมีชุมชนในเฟซบุ๊กแบบกลุ่มปิดหรือเพจแฟนคลับที่นักอ่านไทยรวมตัวกันลงฟิคสั้นๆ แชร์แฟนอาร์ต และจัดอีเวนต์ออนไลน์ รวมทั้งเว็บบอร์ดอย่าง Dek-D ที่มีบอร์ดนิยายและแฟนฟิคในหมวดภาษาไทย ทำให้ตามฟิคที่แต่งต่อเนื่องได้สะดวก วิธีตามคือค้นแท็กเป็นภาษาไทย เช่น '#เฟื่องนคร' และคลิกดูลิงก์ผู้โพสต์ เพื่อไปติดตามพอร์ตหรือหน้าอื่นของเขาโดยตรง เท่าที่ตามมา งานส่วนใหญ่สุภาพและให้เครดิตต้นฉบับดี เลยสนุกที่จะเก็บเป็นคอลเลกชันและแนะนำคนอื่นให้รู้จักกันเรื่อย ๆ