ฉันชอบคิดเป็นรายการสั้นๆ ว่าสิ่งที่ชนะมีอะไรบ้าง: Best Picture, Best Director, Best Original Song, Best Original Dramatic Score, Best Cinematography, Best Art Direction, Best Costume Design, Best Film Editing, Best Visual Effects, Best Sound, Best Sound Effects Editing — รายการนี้แสดงให้เห็นความครบเครื่องของทีมสร้าง
รายละเอียดที่ชนะมีทั้ง Best Picture, Best Director, Best Original Dramatic Score, Best Original Song และรางวัลทางเทคนิคอย่าง Best Cinematography, Best Art Direction, Best Costume Design, Best Film Editing, Best Sound, Best Sound Effects Editing และ Best Visual Effects คำว่าชนะ 11 รางวัลไม่ได้หมายความว่าทุกสาขาเป็นเรื่องเดียว แต่เป็นการสะท้อนว่าทีมงานทั้งทีมลงตัวและมีคุณภาพสูง
เมื่อเทียบกับภาพยนตร์อื่นๆ ที่เคยได้รางวัลเยอะ เช่น 'The Lord of the Rings: The Return of the King' ก็ยังเห็นความคล้ายกันเรื่องการผสมผสานงานศิลป์และเทคนิคเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทั้งสองเรื่องถูกจดจำ
ลิสต์หนังต่างดาวที่ได้รับรางวัลออสการ์นั้นมีหลายเรื่องที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของฉัน ทั้งจากความตื่นเต้นตอนดูครั้งแรกและความยิ่งใหญ่ของงานสร้างที่เห็นบนจอ
'Star Wars' (หรือชื่อเต็ม 'Star Wars: Episode IV – A New Hope') เป็นหนึ่งในตัวอย่างคลาสสิกที่ผมมองว่าเปลี่ยนวงการหนังไปเลย—หนังเรื่องนี้เก็บรางวัลออสการ์หลายสาขาและทำให้คนดูทั่วโลกจดจำดนตรีประกอบของ John Williams กันไปอีกนาน
อีกเรื่องที่ทำให้ใจละลายคือ 'E.T. the Extra-Terrestrial' ซึ่งฉันรู้สึกว่ามันจับใจคนทุกวัยได้อย่างง่ายดาย หนังเรื่องนี้ก็ได้รับการยอมรับจากออสการ์ในหลายด้าน ไม่ใช่แค่ความน่ารักของตัวเอกต่างดาวแต่รวมถึงงานเทคนิคและดนตรีประกอบที่ช่วยยกระดับอารมณ์
ส่วน 'Close Encounters of the Third Kind' เป็นตัวอย่างของหนังที่ใช้ภาพและเสียงสร้างความแปลกใหม่ให้คนดู แม้มุมมองจะต่างออกไปจากหนังบล็อกบัสเตอร์ แต่ก็ได้รับรางวัลระดับออสการ์ในด้านที่สะท้อนทักษะการสร้างบรรยากาศได้ชัดเจน เรื่องพวกนี้สอนให้ฉันเห็นว่าหนังต่างดาวไม่ได้มีแค่ฉากแอ็กชัน แต่ยังเป็นพื้นที่ให้ผู้สร้างทดลองด้านศิลป์และเทคนิคด้วย