พอรู้ผลรางวัลออสการ์ครั้งล่าสุดแล้ว หัวใจเต้นแรงเพราะเรื่องที่คว้ารางวัลสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศคือ 'The Zone of Interest' ซึ่งทำให้ฉากและบรรยากาศที่หน่วงแน่นของหนังยังติดตาติดใจมาก
เราแอบชอบวิธีที่หนังเล่าเรื่องแบบเยือกเย็น ไม่พยายามยัดอารมณ์แต่เลือกให้ภาพกับการตัดต่อเป็นตัวเล่า นี่ต่างจาก 'All Quiet on the Western Front' ที่เน้นความโหดร้ายแบบรุ่นใหญ่ บทและโทนของทั้งสองเรื่องแม้จะต่างกันสุดขั้ว แต่ก็พาให้คิดถึงประวัติศาสตร์และความรับผิดชอบของมนุษย์ในวิธีที่ทรงพลัง
ความรู้สึกส่วนตัวคือชอบวิธีการสร้างบรรยากาศของ 'The Zone of Interest' มากกว่าแค่คำพูดหรือการประโลมใจ มันเป็นหนังที่อยู่ในหัวต่อหลายวัน และสำหรับฉันหนังแบบนี้แสดงให้เห็นว่าออสการ์ยังให้พื้นที่กับงานที่กล้าตั้งคำถามกับอดีตอย่างจริงจัง
ฉากหนึ่งที่ยังติดตาคือความอลังการของ 'Gone with the Wind'—หนังที่หยิบเอานวนิยายของมาร์กาเร็ต มิตเชลล์มาขยายเป็นมหากาพย์ฉากสงครามและความรัก และกลายเป็นภาพยนตร์ที่ชนะรางวัลใหญ่มากมายจนกลายเป็นมาตรฐานของยุคนั้น อีกเรื่องที่ชอบคือ 'The Godfather' ซึ่งเปลี่ยนหน้าอาชญากรรมในวรรณกรรมของมาริโอ ปูโซ ให้กลายเป็นบทภาพยนตร์ที่หนักแน่นและมีมิติ ท่อนเปิดฉากและบทสนทนามีอิทธิพลต่อหนังหลายยุค
ในฝั่งที่มืดและหดหู่กว่า ฉันชอบที่ 'No Country for Old Men' คงไว้ซึ่งน้ำหนักต้นฉบับของ คอร์มาค แมคคาร์ธี ทำให้บรรยากาศตึงเครียดจนคว้ารางวัลออสการ์ได้ ขณะเดียวกัน 'One Flew Over the Cuckoo's Nest' และ 'The Silence of the Lambs' ก็พิสูจน์ว่ามุมมองภายในจิตวิญญาณตัวละครจากนิยายสามารถแปรเป็นภาพยนตร์ทรงพลังและชนะใจกรรมการได้จริง ๆ
'The Zone of Interest' คือภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์นานาชาติจากเวทีออสการ์ในรอบล่าสุด สำหรับฉันมันเป็นงานภาพที่เยือกเย็นและชวนสยดสยองในแบบเงียบ ๆ — ไม่ได้พยายามกระตุ้นด้วยฉากกราฟิก แต่เลือกหยิบความปกติรอบตัวมาทำให้เห็นความชั่วร้ายที่ปกคลุมด้วยความเป็นบ้าน เป็นสวน เป็นชีวิตครอบครัว นั่นแหละที่ฉันคิดว่าสะเทือนใจมากกว่าฉากตรงๆ
เมื่อนึกถึงหนังแนวสารคดีเชิงวิจารณ์สังคมอย่าง 'The Act of Killing' ที่เคยทำให้ฉันมึนงงทั้งความคิดและอารมณ์ ฉันเห็นว่า 'The Zone of Interest' ก็มีพลังแบบเดียวกันแต่เลือกเสียงเล่าเรื่องที่นิ่งกว่า เงียบกว่า และซึ่งตรึงใจฉันนานหลังเครดิตจบไป