ส่วนอีกเพลงที่ผมยกให้เป็นไฮไลต์คือ 'The Lion and the Rose'. เพลงนี้ฉากวังวนงานเลี้ยงกับพิธีกรรมความเป็นราชาผสมกันได้อย่างแสบสันต์ เสียงเครื่องสายฟังหรูหราแต่มีการประสานแบบเยียบเย็น ทำให้บรรยากาศงานเลี้ยงกลายเป็นกับดักมากกว่าการเฉลิมฉลอง ผมจำได้ว่าพอมันเล่นในฉากงานแต่ง ก็เหมือนถูกเตือนว่าความสวยงามในเรื่องนี้มักมีเงามืดแฝงอยู่
อีกหนึ่งชิ้นที่ยังตามหลอกหลอนคือ 'The Rains of Castamere' เวอร์ชันที่แทรกอยู่ตามฉากของบ้านแลนนิสเตอร์ ความไพเราะของทำนองเดิมถูกห่อด้วยบรรยากาศหม่น ๆ แล้วกลายเป็นสัญญะทางอำนาจทันที ผมสนุกกับการจับจังหวะว่าเมื่อไหร่ที่เพลงนี้โผล่ขึ้นมาแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนโหมดในเรื่อง
บทบาทรองที่ชวนจำที่สุดสำหรับฉันใน 'The Tale of Nokdu' คือคนที่เติมพลังให้กับเรื่องได้แบบไม่ต้องยึดพื้นที่ฉากเยอะนัก — นักแสดงหนุ่มที่ชื่อว่า Kang Tae-oh นี่แหละ เขามีวิธีเล่นที่ทำให้ตัวละครรองกลายเป็นเสาหลักของอารมณ์ทั้งฉากคอมเมดี้และฉากดราม่าได้อย่างลงตัว
ฉันชอบตรงที่เขาไม่พยายามแย่งซีนแต่กลับทำให้ทุกโมเมนต์ที่ปรากฏมีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นซีนที่ต้องสร้างเคมีกับตัวละครหลักหรือซีนที่ต้องเคารพจังหวะสังคมแบบยุคโชซอน เขาสร้างความแตกต่างระหว่างตัวประกอบทั่วๆ ไปกับตัวละครที่เราจับตามองได้เลย คนแบบนี้ทำให้ซีรีส์มีสีสันและช่วยชูให้เรื่องหลักน่าสนใจขึ้นตามไปด้วย