1 Answers2026-05-15 09:15:14
นี่คือภาพรวมแบบเต็ม ๆ ของ 'โจโจ้' เวอร์ชันอนิเมะที่ผมชอบเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง: มังงะมีทั้งหมด 8 ภาค (เริ่มจากภาคแรกไปจนถึง 'Jojolion') แต่การดัดแปลงเป็นอนิเมะแบบทีวีออกฉายจนถึงภาคที่ 6 เท่านั้น ซึ่งจำนวนตอนแยกตามภาคมีดังนี้
'Phantom Blood' (ภาค 1) — 9 ตอน
'Battle Tendency' (ภาค 2) — 17 ตอน
'Stardust Crusaders' (ภาค 3) — 48 ตอน
'Diamond is Unbreakable' (ภาค 4) — 39 ตอน
'Golden Wind' (ภาค 5) — 39 ตอน
'Stone Ocean' (ภาค 6) — 38 ตอน
รวมทั้งหมดของอนิเมะที่ออกอากาศจนถึงภาค 6 อยู่ที่ประมาณ 190 ตอน โดยทั่วไปโทนและความยาวของแต่ละภาคต่างกันมาก — ภาคต้น ๆ อย่าง 'Phantom Blood' สั้นและเน้นอารมณ์เข้มข้น ขณะที่ 'Stardust Crusaders' คือซีรีส์ทริปผจญภัยข้ามทวีปที่ขยายตัวเยอะ ส่วนภาค 4 และ 5 ให้ความสำคัญกับตัวละครท้องถิ่นและไทม์มิ่งของมุก/ฉากบิวต์อารมณ์ได้ดีมาก
ในเชิงสถานะปัจจุบัน ภาค 7 'Steel Ball Run' และภาค 8 'Jojolion' ในมังงะมีอยู่แล้ว แต่การดัดแปลงเป็นอนิเมะสำหรับภาคเหล่านี้ยังไม่ถูกนำเสนอในรูปแบบตอนต่อ ๆ ไปอย่างทั่วถึงเท่าภาคก่อนหน้า ความคิดสุดท้ายคือถ้าชอบสไตล์การเล่าเรื่องที่เปลี่ยนไปตามภาค การดูจนถึงภาค 6 จะเห็นพัฒนาการของงานสร้างและโทนเรื่องได้ชัดเจน — นี่แหละเสน่ห์ของซีรีส์ที่ทำให้ผมติดตามไม่เลิก
10 Answers2026-03-22 05:30:15
บรรยากาศในการอ่านมังงะกับการดูอะนิเมะของ 'One Piece' ต่างกันจนรู้สึกได้ตั้งแต่หน้าปกแรก — ทั้งสองแบบมีข้อดีชัดเจนที่ผมชอบไม่เหมือนกัน
ในมังงะรายละเอียดภาพในแต่ละแผงฉายออกมาได้คมกริบและอารมณ์บางอย่างถูกถ่ายทอดผ่านเส้นหมึกกับการจัดเลย์เอาต์ของหน้า เรื่องราวบางช่วงอย่างตอนที่ทัพฟันเฟืองบุก 'Enies Lobby' ฉากคัทอินของตัวละครหลายตัวกับภาพนิ่งที่ลงรายละเอียดอารมณ์ ทำให้ผมรับรู้ความหนักแน่นของสถานการณ์ได้มากกว่าในฉากเดียวกันของอะนิเมะซึ่งมักจะต้องแบ่งเวลาให้ฉากเคลื่อนไหวและซาวด์แทร็ก
กลับกัน อะนิเมะเติมมิติด้วยสี เสียง และจังหวะการตัดต่อที่ทำให้ฉากบางฉากยิ่งยวดขึ้นมาก ตอนที่ดู 'Thriller Bark' ผมโดนบรรยากาศสยองและเสียงประกอบพาตัวละครโผล่ออกมามีชีวิต — ความน่ากลัวถูกขยายขึ้นโดยการเคลื่อนไหวและเอฟเฟกต์ ในขณะที่ตอน 'Dressrosa' อะนิเมะก็ใส่ซับพล็อตเล็กๆ และซีนขยายบางฉากเพื่อสร้างความต่อเนื่องและแสดงปฏิกิริยาของตัวละครที่มังงะตัดทอนออกไป ทำให้บางครั้งดูยาวกว่าแต่ก็รู้สึกครบกว่าในมุมของการรับชมโดยรวม
3 Answers2026-02-06 12:39:13
ในการชม 'โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ' ภาค 4 บนจอ ผมรู้สึกได้ทันทีว่าการแปลงจากหน้ากระดาษสู่ภาพเคลื่อนไหวทำให้รายละเอียดบางอย่างถูกเน้นขึ้นและบางอย่างถูกปรับจังหวะใหม่
สีสันกับโทนภาพเป็นความต่างแรกที่เด่นชัดมากกว่าในมังงะ เพราะบนจอภาพเคลื่อนไหวมีการเลือกพาเลตต์ที่เปลี่ยนอารมณ์ซีนได้รวดเร็วกว่า การใส่แสงเงาและการไล่สีของผิวตัวละครช่วยให้ใบหน้าและทรงผมแบบยุค 90 ของตัวละครดูมีมิติขึ้น ซึ่งในมังงะบางทีต้องพึ่งเส้นของอารากิเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้การเคลื่อนไหวของสแตนด์หรือเอฟเฟกต์พิเศษที่ในมังงะมักจะเป็นคำพากย์หรือสัญลักษณ์บนกระดาษ กลายเป็นเอฟเฟกต์เสียงและอนิเมชั่นที่เพิ่มความตื่นเต้น เช่นในฉากดวลจังหวะสูงของศัตรูบางตัวที่ผมรู้สึกว่าเสียงกับภาพช่วยเสริมความตึงเครียดได้มากกว่าการอ่านเพียงอย่างเดียว
อีกประเด็นคือลายเส้นกับการขยับจังหวะตลก ในมังงะอารากิใส่หน้าตาบิดเบี้ยวหรือช็อตคัทที่ให้มุกมาทันที แต่ในอนิเมะทีมงานกลับขยายมุกนั้นด้วยการเพิ่มพฤติกรรม เสียงหัวเราะ หรือการแพนกล้องช้า-เร็ว ทำให้มุกหลายครั้งได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป ผมชอบทั้งสองแบบเพราะมังงะให้จินตนาการเติมเต็ม ส่วนอนิเมะให้ความรู้สึกร่วมและเสียงประกอบที่ทำให้ฉากบางฉากถูกยกขึ้นเป็นไฮไลต์ที่คนพูดถึงในชุมชนได้ง่ายกว่า
3 Answers2026-06-07 05:32:59
การได้อ่านและดู 'โจโจ้ล่าข้ามศตวรรษ' ในสองรูปแบบมันเหมือนผจญภัยคนละแบบเลย
เราเห็นความแตกต่างชัดเจนที่สุดที่งานศิลป์กับการนำเสนอของ Araki ในมังงะที่เป็นภาพขาวดำ: เส้นขีดและการลงลายเงาทำให้ภาพมีความดิบและมีพลัง เมื่ออ่านฉากปะทะใน 'Phantom Blood' จะรู้สึกถึงแรงกระแทกจากการวางกรอบและโทนความเข้มของเส้น ช่วงจังหวะช้าเร็วอยู่ที่ผู้อ่านสามารถจอดหน้าแผงนั้นนานเท่าไรก็ได้เพื่อซึมซับรายละเอียด
ส่วนอนิเมะเติมมิติด้วยสี เสียง และจังหวะที่คุมโดยผู้กำกับและนักออกแบบเสียง เพลงประกอบกับเอฟเฟกต์เสียงช่วยยกระดับอารมณ์ เช่นฉากสำคัญบางฉากที่ในมังงะอ่านแล้วสงบนิ่ง แต่พอเป็นอนิเมะกลับมีพลังขึ้นเพราะการตัดต่อและสกอร์ แต่นั่นก็หมายความว่าอนิเมะคุมจังหวะการรับรู้ของเราไว้มากกว่า มังงะให้เสรีภาพด้านเวลา ในขณะที่อนิเมะบังคับให้เราเดินตามจังหวะของเสียงและภาพเคลื่อนไหว
ภาพรวมแล้วการอ่านมังงะคือการสำรวจเชิงศิลปะของ Araki ส่วนการดูอนิเมะคือการได้รับประสบการณ์ร่วมที่มีอารมณ์เข้มข้น เป็นคนชอบทั้งสองแบบ: มังงะให้มุมมองเชิงรายละเอียด ส่วนอนิเมะทำให้ฉากสวย ๆ และดนตรีติดตราตรึงใจมากขึ้น และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมทั้งสองเวอร์ชันถึงคุ้มค่าที่จะตามดูตามอ่านต่างกันไป
2 Answers2026-05-15 21:44:43
เริ่มจากตรงนี้ก่อน: 'JoJo\'s Bizarre Adventure' มีทั้งหมด 9 ภาคในเวอร์ชันมังงะหลัก และผมจะไล่รายชื่อพร้อมเล่าบทสั้น ๆ ให้แบบกระชับแต่มีภาพรวมชัดเจน
'Phantom Blood' (ผจญภัยของโจนาธาน โจสตาร์) — ภาคเปิดที่ปูเรื่องราวต้นกำเนิดของตระกูลโจสตาร์และการเผชิญหน้ากับดีโอในรูปแบบแวมไพร์แบบคลาสสิก
'Battle Tendency' (การต่อสู้ของตระกูล) — ขยับมาที่ยุคถัดมา โฟกัสการต่อสู้กับศัตรูระดับโบราณที่ใช้พลังสไตล์ต่างออกไป ทำให้รู้สึกเหมือนเห็นสูตรของซีรีส์ค่อย ๆ ถูกขัดเกลา
'Stardust Crusaders' (การเดินทางของดาว) — ภาคที่ทำให้คำว่า "สแตนด์" กลายเป็นตัวชูโรง และการเดินทางข้ามประเทศเพื่อล้มดีโอเป็นเส้นเรื่องที่คนจดจำกันมาก
'Diamond is Unbreakable' (เมืองเล็กของปาฏิหาริย์) — เปลี่ยนบรรยากาศมาเป็นเมืองเล็ก ๆ เต็มไปด้วยตัวละครสีสันต่าง ๆ และคดีประหลาดที่ให้โทนการเล่าเรื่องที่ต่างจากภาคทริปใหญ่
'Golden Wind' (ลมหายใจของทอง) — ย้ายไปอิตาลี โฟกัสแก๊งมาเฟียและความทะเยอทะยานของตัวละครใหม่ ๆ พร้อมมีสไตล์การต่อสู้ที่ซับซ้อนและดุดัน
'Stone Ocean' (มหาอำนาจในคุก) — ตั้งฉากในเรือนจำ สะท้อนธีมการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและการต่อต้านชะตากรรมของตัวเอกหญิง
'Steel Ball Run' (การแข่งขันรถและชะตา) — รีบูตเชิงโครงเรื่องที่นำเสนอโลกใหม่ การแข่งรถข้ามทวีป และการเปลี่ยนโทนไปสู่สไตล์ตะวันตกผสมแฟนตาซี
'Jojolion' (ตำนานโจโจ้ลิออน) — เรื่องราวที่ลึกซ้อนทางครอบครัวกับปริศนาทางพันธุกรรมและเมืองที่มีอดีตซับซ้อน
'The JOJOLands' — ภาคล่าสุดที่ยังดำเนินอยู่ในซีรีส์หลัก นำเสนอพล็อตใหม่และตัวละครที่เติมเต็มจักรวาลต่อจากภาคก่อนหน้า
การเรียงลำดับนี้เป็นลำดับตามการตีพิมพ์หลัก ซึ่งแต่ละภาคมีโทน สีสัน และธีมที่ต่างกันอย่างชัดเจน คนที่ติดตามมาตั้งแต่ต้นจะเห็นวิวัฒนาการของงานอาร์ต การเล่าเรื่อง และแนวคิดที่โตขึ้นไปเรื่อย ๆ ส่วนตัวผมชอบที่เรื่องไม่ยึดติดกับสูตรเดียว แต่ขยายโลกและความเป็นไปได้ของ "สแตนด์" และการเล่าเชิงครอบครัว ทำให้ทุกภาคมีเหตุผลให้จดจำต่างกันไป
4 Answers2026-05-04 17:43:05
การดู 'JoJo's Bizarre Adventure' ในรูปแบบอนิเมะให้ความรู้สึกเหมือนการดูบทภาพยนตร์ที่มีเสียงและจังหวะ ข้อแตกต่างชัดเจนที่สุดสำหรับฉันคือการเคลื่อนไหวและน้ำเสียงที่ถูกเติมเข้ามา—การ์ตูนบนหน้ากระดาษวางท่าทางและแสงเงาไว้ให้จินตนาการเอง แต่อนิเมะทำให้ฉากซัดกันอย่างใน 'Phantom Blood' มีแรงกระแทก รู้สึกถึงจังหวะการต่อสู้ผ่านเทคนิคอนิเมชั่นและซาวด์เอฟเฟกต์
นอกจากนี้ การพากย์เสียงและดนตรีช่วยปรับอารมณ์ของฉากได้มาก ฉากเศร้าหรือระทึกใจที่อ่านในมังงะอาจจะสงบนิ่ง แต่เมื่อได้ยินบทเพลงประกอบหรือโทนเสียงของนักพากย์ มันจะผลักความเข้มข้นขึ้นอีกขั้น ผมชอบที่บางฉากถูกขยายหรือจัดวางใหม่ในอนิเมะ เพื่อให้ความต่อเนื่องทางภาพและจังหวะดีขึ้น ซึ่งบางครั้งทำให้รายละเอียดเล็กๆ ที่อยู่ในมังงะโดนลดทอน แต่ก็แลกด้วยความอิ่มเอมทางประสาทสัมผัส
ท้ายสุด การลงสีและการจัดเฟรมต่างกันมาก มังงะมักเน้นเส้นและโทนขาวดำที่ดุดัน ขณะที่อนิเมะเลือกพาเลตต์สีเพื่อสื่ออารมณ์ ฉากที่เคยรู้สึกแข็งในกระดาษกลับอบอุ่นหรือหลอนขึ้นด้วยสีและแสง การเลือกดูทั้งสองแบบช่วยให้เห็นมุมมองของงานศิลป์และการตีความเรื่องราวที่หลากหลาย ซึ่งสำหรับฉันเป็นเหตุผลสำคัญที่อยากทั้งอ่านและดูควบคู่กัน
3 Answers2026-05-15 03:55:13
ฉันชอบเล่าเรื่องราวการดัดแปลงของซีรีส์นี้บ่อย ๆ เพราะมันแปลกและมีเสน่ห์จนน่าติดตาม — ถ้าตอบตรง ๆ ว่าได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หรือ OVA กี่ภาค คำตอบคือสี่ภาคหลักถูกนำไปทำในรูปแบบนั้น
สรุปแบบกว้าง ๆ คือส่วนแรกถึงส่วนที่สามของมังงะได้รับการทำเป็น OVA ในช่วงก่อนยุคของทีวีซีรีส์หลัก นั่นคือ 'Phantom Blood' (ภาค 1), 'Battle Tendency' (ภาค 2) และ 'Stardust Crusaders' (ภาค 3) ถูกนำเสนอในรูปแบบ OVA ซึ่งงานเหล่านี้มักให้โทนที่เข้มข้นกว่าการ์ตูนทีวีปกติ และจับฉากเด่น ๆ มาเล่าแบบกระชับ
ฝั่งภาพยนตร์จริง ๆ แล้วมีการทำเป็นภาพยนตร์คนแสดงหนึ่งครั้งสำหรับ 'Diamond Is Unbreakable' (ภาค 4) ซึ่งนำตัวละครหลักจากเมืองโมริโอไปสู่เวอร์ชันบนจอใหญ่ ความรู้สึกของฉันคือการดัดแปลงแบบ OVA มักให้ความใกล้เคียงกับมังงะต้นฉบับในเชิงบรรยากาศ ส่วนภาพยนตร์คนแสดงก็มีเสน่ห์ในแบบของมัน แม้จะตัดต่อและย่อเรื่องให้สั้นลงบ้าง แต่ทั้งคู่ช่วยขยายฐานแฟนและทำให้คนใหม่ ๆ ได้รู้จักงานของอารากิมากขึ้น
3 Answers2026-06-04 04:30:29
หลายคนคงเคยเห็นคำว่า 'ภาค' ถูกพูดถึงในวงการนี้จนงงกันได้ง่าย ๆ — ผมเองก็เคยสงสัยตอนเริ่มตามเรื่องนี้ใหม่ ๆ ว่าแยกกันยังไงระหว่างมังงะกับอนิเมย์
มองในมุมของคนที่อ่านมังงะเป็นหลัก ผมมักจะแบ่ง 'Hunter × Hunter' เป็นชุดเนื้อเรื่องหลักประมาณเจ็ดถึงแปดภาคใหญ่ ๆ เช่น ภารกิจสอบฮันเตอร์, สนามประลอง 'Heavens Arena', เหตุการณ์ในเมืองโยค์นิวกับแก๊งฟันนิก (Phantom Troupe), เกมในโลกจริงอย่าง 'Greed Island', สงครามมด Chimera Ant, การเลือกตั้งประธาน (Election) และส่วนเนื้อหาที่เชื่อมไปยัง 'Dark Continent' กับการต่อสู้ช่วง Succession War เป็นต้น แต่ละภาคมีโทน เรื่องราว และตัวละครที่เด่นต่างกันจนรู้สึกเหมือนอ่านเรื่องใหม่ทุกครั้ง
ฝั่งอนิเมย์ไม่ได้นับเป็นภาคตามตัวเลขเดียวกันเสมอไป มีอนิเมสองเวอร์ชันที่คนพูดถึงเยอะ: เวอร์ชันเก่าซีรีส์ปี 1999 ที่ให้โทนมืดและค่อนข้างนิ่งกับจังหวะเรื่อง และเวอร์ชันรีเมคของปี 2011 ที่เล่าเรื่องต่อเนื่องกว่าและมีการวางจังหวะที่เปลี่ยนไป ทำให้บางภาคในมังงะถูกตัดหรือเรียงใหม่เพื่อความเหมาะสมของทีวี ตัวอย่างเช่น บางเหตุการณ์ใน 'Greed Island' ถูกปรับจังหวะเมื่อแปลงมาเป็นอนิเมย์จนความรู้สึกในการเล่นเกมดรอปลงบ้างเมื่อเทียบกับมังงะต้นฉบับ
โดยรวมแล้วถาถามว่ามีกี่ภาค คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือมังงะถูกแบ่งตามอาร์คเนื้อเรื่องหลักประมาณเจ็ดถึงแปดภาค ส่วนอนิเมย์สองเวอร์ชันเป็นการเล่า/ตีความเนื้อหานั้น ๆ ในแบบของแต่ละสตูดิโอ การจะเรียกว่าเป็น "ภาค" แบบเดียวกันระหว่างสองสื่อเลยจึงไม่ได้เสมอไป — แต่เมื่อจับจุดสำคัญของแต่ละอาร์คแล้วจะเข้าใจว่าทำไมแฟน ๆ ถึงเรียกมันว่าเป็นภาคต่าง ๆ กันได้ง่ายขึ้น
3 Answers2026-05-15 21:33:33
มาดูกันแบบตรงไปตรงมาว่า 'โจโจ้' มีทั้งหมดกี่ภาคและแต่ละภาคให้ความรู้สึกต่างกันอย่างไร
ในมุมมองของฉัน เรื่องราวจากมังงะต้นฉบับของ 'โจโจ้' ถูกจัดเป็น 9 ภาคหลัก (เรียงจากภาค 1 ถึงภาค 9) แต่ละภาคมีโทน เรื่องเล่า และตัวเอกที่เปลี่ยนไป ทำให้มันกลายเป็นชุดที่ยืดหยุ่นมาก—บางภาคเป็นดราม่าอย่างหนัก บางภาคเน้นแอ็กชันลุ้นระทึก บางภาคก็มีบรรยากาศท้องถิ่นและมู้ดชวนขำร้ายกาจ การรู้จำนวนภาคจะช่วยให้เห็นภาพว่าแฟรนไชส์ขยายตัวแค่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเลือกจุดเริ่มต้นที่เข้ากับรสนิยมของคุณ
ถ้าต้องให้คำแนะนำแบบตรงไปตรงมา: วิธีที่ละเอียดที่สุดคืออ่านหรือติดตามจากภาคแรก 'Phantom Blood' แล้วต่อด้วย 'Battle Tendency' เพื่อเข้าใจวิวัฒนาการของธีมและการเติบโตของผู้แต่ง แต่ถ้าอยากโดดเข้าสู่ช่วงที่มีสแตนด์ (Stand) แบบชัดเจนและแอ็กชันจัดเต็ม ภาค 'Stardust Crusaders' มักเป็นจุดเริ่มต้นที่คนใหม่หลายคนชื่นชอบ เพราะโครงเรื่องเป็นการผจญภัยชัดเจนและตัวละครเด่นง่ายต่อการเข้าใจ
ท้ายสุดแล้ว การเริ่มต้นขึ้นอยู่กับอารมณ์ที่อยากได้มากกว่า ถ้าต้องการความซับซ้อนและการเปลี่ยนทิศทางของเรื่อง ให้เริ่มจากต้น แต่ถ้าอยากได้ความสนุกเร็ว ๆ กระโดดไปยังช่วงที่มีสแตนด์แล้วค่อยย้อนกลับมาดูก็ยังโอเคอยู่ ฉันมักจะบอกคนใหม่ว่าเลือกวิธีที่ทำให้คุณสนุกที่สุด แล้วค่อยค่อยไล่ดูภาคอื่น ๆ ต่อเนื่องตามจังหวะของตัวเอง
3 Answers2026-05-15 17:23:39
นี่คือเรียงลำดับภาคของ 'JoJo's Bizarre Adventure' ตามปีตีพิมพ์ที่ผมชอบสรุปให้เพื่อนๆ ฟัง:
'Phantom Blood' (1987–1988) — ภาคเริ่มต้นที่ปูพื้นตัวละครและความขัดแย้งระหว่าง Jonathan Joestar กับ Dio Brando ซึ่งนำเสนอโทนดราม่าแบบโกธิคและการใช้พลังฮาโมน (Hamon) เป็นแกนหลัก
'Battle Tendency' (1988–1989) — ต่อด้วยโทนผจญภัยตลกร้ายของ Joseph Joestar ที่มีการต่อสู้กับ Pillar Men และการขยายความเป็นมาของโลก JoJo
'Stardust Crusaders' (1989–1992) — ภาคที่ทำให้คำว่า Stand เป็นที่รู้จักกว้างขวาง และมีการเดินทางสู่ประเทศอียิปต์เพื่อต่อกรกับ Dio เป็นไคลแม็กซ์สำคัญของยุคแรก
'Diamond is Unbreakable' (1992–1995) — ย่อโลกลงสู่เมืองคุริวโจ ที่เน้นบรรยากาศชุมชนและคดีปริศนา มากกว่าการเดินทาง
'Vento Aureo'/'Golden Wind' (1995–1999) — ย้ายโฟกัสสู่อิตาลี โทนดาร์กและเรื่องราวแก๊งค์ที่มุ่งสู่เป้าหมายสูงสุด
'Stone Ocean' (2000–2003) — เรื่องราวของ Jolyne Cujoh ที่เกิดในคุกและเกี่ยวข้องกับชะตากรรมระดับจักรวาล
'Steel Ball Run' (2004–2011) — ภาคที่เปลี่ยนโครงสร้างความต่อเนื่องสู่จักรวาลคู่ขนาน (alternate universe) โดยมีธีมการแข่งขันม้าที่แฝงด้วยการเมืองและชะตากรรม
'JoJolion' (2011–2021) — วางโครงเรื่องในโลกใหม่ของเมืองโทคิโยกับปัญหาเอกลักษณ์และการสืบค้นอดีต
'The JOJOLands' (เริ่ม 2023) — ภาคล่าสุดที่เริ่มตีพิมพ์ในปี 2023 และกำลังดำเนินต่อไป โดยยังคงทิ้งน้ำหนักไว้ที่การผจญภัยและความแปลกใหม่ของตัวละคร
สรุปแบบสบายๆ: นับจนถึงภาคล่าสุดที่เริ่มในปี 2023 มีทั้งหมด 9 ภาค เรียงตามปีข้างต้น ซึ่งแต่ละภาคมักเปลี่ยนโทนและสไตล์ไปเรื่อยๆ ทำให้ตามอ่านไม่มีเบื่อเลย