3 Jawaban2025-11-01 03:34:13
การย้ายโปเกมอนไปภาคใหม่มีวิวัฒนาการที่น่าสนใจจนแฟนๆ ต้องตามให้ทัน
โดยหลักแล้ว วิธีการย้ายจะมีสองแนวทางใหญ่ๆ: แบบตรงๆ ที่ย้ายกันภายในเครื่องหรือภายในตระกูลเครื่องเดียวกัน (เช่น การเทรดท้องถิ่น, GTS, หรือการเชื่อมต่อแบบไร้สายของเครื่องคอนโซลรุ่นเดียวกัน) กับแบบผ่านบริการกลางที่เก็บไว้ก่อนค่อยย้ายข้ามคอนโซลหรือยุคสมัย เช่น แอพเก็บโปเกมอนบนคลาวด์ นั่นทำให้ผมมักจะแนะนำให้มองเป็นชั้นๆ — ถ้าต้นทางกับปลายทางเป็นคอนโซลหรือซีรีส์เดียวกัน ให้ใช้การเทรดในเกมหรือระบบออนไลน์ของเกมนั้นโดยตรง แต่ถ้าข้ามยุค เช่น จากตลับเก่าไปสู่เครื่องสมัยใหม่ จะต้องพึ่งเครื่องมือพิเศษ
ตัวอย่างเส้นทางที่ผมเคยใช้จริงคือการเอาโปเกมอนจาก 'Pokémon Red' เวอร์ชัน Virtual Console ขึ้นไปทางบริการก่อนด้วย 'Poké Transporter' แล้วฝากไว้ใน 'Pokémon Bank' จากนั้นดึงลงมายังเกมบนคอนโซลใหม่อีกทอดหนึ่ง วิธีแบบนี้จะเป็นสายยาวหลายขั้นแต่ช่วยย้ายข้ามเจนได้จริง ข้อควรระวังคือการย้ายมักเป็นทางเดียว (one-way), บางสกิลหรือไอเท็มอาจถูกลบหรือไม่รองรับ, และโปเกมอนบางตัวถูกล็อกไม่ให้ย้ายได้
สรุปสั้นๆ แบบไม่ใช้คำสรุปว่า: มองว่ามีทั้งการย้ายภายในเจนเดียว (ง่าย) และการย้ายข้ามเจน (ต้องใช้เครื่องมือกลาง) แล้วเตรียมโปเกมอนให้พร้อมก่อนย้าย เช่น เปลี่ยนท่า, ถอดไอเท็ม, เก็บข้อมูล OT ให้เรียบร้อย — ทำแบบนี้จะไม่เจอเซอร์ไพรส์เวลาโอนจริงๆ
3 Jawaban2026-05-20 04:03:45
ขอพาไล่เรียงหนังโปเกม่อนตั้งแต่ต้นจนถึงล่าสุดในแบบที่ผมชอบเก็บเป็นลิสต์ไว้
เริ่มจากต้นฉบับยุคเก่าไล่ไปตามปี: 1) 'Pokémon: The First Movie' (1998) — มิวทูรวมพลัง, 2) 'Pokémon the Movie 2000' (1999), 3) 'Pokémon 3: The Movie' (2000), 4) 'Pokémon 4Ever' (2001), 5) 'Pokémon Heroes: Latios and Latias' (2002), 6) 'Jirachi—Wish Maker' (2003), 7) 'Destiny Deoxys' (2004), 8) 'Lucario and the Mystery of Mew' (2005), 9) 'Pokémon Ranger and the Temple of the Sea' (2006).
พอเข้าสู่ยุคหลังๆ ต่อด้วย: 10) 'The Rise of Darkrai' (2007), 11) 'Giratina and the Sky Warrior' (2008), 12) 'Arceus and the Jewel of Life' (2009), 13) 'Zoroark: Master of Illusions' (2010). ปี 2011 มีสองภาคคู่ขนานคือ 14) 'Pokémon the Movie: Black—Victini and Reshiram' และ 15) 'Pokémon the Movie: White—Victini and Zekrom'. ต่อมา 16) 'Kyurem vs. The Sword of Justice' (2012), 17) 'Genesect and the Legend Awakened' (2013), 18) 'Diancie and the Cocoon of Destruction' (2014), 19) 'Hoopa and the Clash of Ages' (2015), 20) 'Volcanion and the Mechanical Marvel' (2016).
ช่วงรีบูทและงานพิเศษรวมถึง 21) 'Pokémon the Movie: I Choose You!' (2017), 22) 'Pokémon the Movie: The Power of Us' (2018), 23) 'Mewtwo Strikes Back—Evolution' (2019) ซึ่งเป็นรีเมค CGI ของมิวทู และ 24) 'Pokémon the Movie: Secrets of the Jungle' (2020). นอกจากนี้ยังมีหนังคนแสดงอย่าง 'Detective Pikachu' (2019) ที่แยกหมวดจากหนังแอนิเมชันหลัก จัดเรียงตามปีฉายแบบนี้จะช่วยให้ตามดูเส้นเวลาและวิวัฒนาการของเนื้อเรื่องกับงานภาพได้ชัดกว่าเดิม
4 Jawaban2026-05-15 14:34:40
ฉันชอบเริ่มต้นจากเวอร์ชันที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกและมีเนื้อหาเสริมที่คุ้มค่าเสมอ
เมื่อคิดเรื่องการตามเก็บโปเกม่อนทุกภาค ฉันมักจะแนะนำให้เริ่มจาก 'Red' สำหรับยุคแรก เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของระบบและหลายตัวเป็นไอคอนตลอดกาล ต่อด้วย 'Gold' ที่ขยายแผนที่และมีระบบวันคืนกับการฟักไข่ที่เพิ่มมิติให้การสะสม ในเจนสามเลือก 'Emerald' เพราะมีพื้นที่พิเศษแบบที่เวอร์ชันอื่นไม่มี ส่วนเจนสี่ฉันมองว่า 'Platinum' คือเวอร์ชันที่ปรับสมดุลเพียงพอและใส่บอสพิเศษให้ล่าสนุก
สำหรับเจนห้า ฉันมักชอบเริ่มจาก 'Black' เพราะเรื่องราวและโปเกม่อนพิเศษช่วยกระตุ้นการตามเก็บ ในเจนหก 'X' มีกราฟิกที่เบาสบายและฟีเจอร์ Mega ที่เพิ่มความน่าสะสม ส่วนเจนเจ็ดเลือก 'Sun' เพราะระบบอัลฟาแล้วแต่เวลาและโซนพิเศษทำให้พบโปเกม่อนต่างกัน สุดท้ายเจนแปดและเก้า ถ้าจะเริ่มตามจริงจัง ฉันแนะนำ 'Sword' กับ 'Scarlet' เพราะเป็นจุดที่ระบบออนไลน์และการแลกเปลี่ยนสะดวกที่สุด ทำให้การเติมโปเกม่อนในรีจินต่าง ๆ ง่ายขึ้นกว่าเดิม
1 Jawaban2025-11-25 23:12:53
การจัดอันดับ 'โปเกมอน' ทั้งซีรีส์จากมุมมองนักวิจารณ์มักเริ่มจากชุดเกณฑ์ที่ผสานทั้งด้านเทคนิคและอารมณ์ เป็นการผสมระหว่างการประเมินเกมเพลย์โดยตรงกับผลกระทบทางวัฒนธรรมของแต่ละภาค: โดยทั่วไปผมเห็นว่านักวิจารณ์จะแบ่งเกณฑ์หลักเป็นความสนุกของแกนเล่นเกม (core gameplay), ความแปลกใหม่หรือการพัฒนาเมคานิกส์, การออกแบบโปเกม่อนและโลก, การนำเสนอทางภาพและเสียง, ระดับของเนื้อหาและเวลาเล่น, คุณภาพของระบบออนไลน์/การแข่งขัน และการดูแลหลังวางจำหน่าย เช่น แพตช์หรือ DLC แต่ละข้อจะมีน้ำหนักต่างกันขึ้นกับแนวการวิจารณ์—บางคนให้ความสำคัญกับนวัตกรรมมากกว่าความทรงจำ บางคนจะให้คะแนนสูงกับภาคที่ทำน้อยแต่นิ่งในระบบการแข่งขัน เช่น ฉาก EV/IV หรือ Meta Game
การลงรายละเอียดมากขึ้น นักวิจารณ์มักแยกย่อยเป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ เช่น ความลื่นไหลของการต่อสู้ (turn-based flow), การบาลานซ์ระหว่างโปเกม่อนชนิดต่าง ๆ, ความหลากหลายของตัวละครให้จับและวิวัฒนาการ, ระบบเติบโต (EXP curve, learning curve) และ QoL (quality of life) ฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่นการเดินทางข้ามแผนที่, การจัดเก็บโปเกม่อน, การฟาร์มไอเท็มที่ลดทอนความน่าเบื่อ ตัวอย่างเช่น 'โปเกมอน เรด/บลู' ได้คะแนนสูงด้านอิทธิพลและการออกแบบโปเกม่อนในเชิงเอกลักษณ์ แต่ก็ถูกหักคะแนนด้าน QoL เทียบกับภาคใหม่ ๆ ขณะที่ 'โปเกมอน ซอร์ด/ชิลด์' ได้รับคำชมเรื่องระบบออนไลน์และกราฟิกสำหรับยุคที่วางจำหน่ายแต่ถูกวิจารณ์ในประเด็นความหลากหลายของโปเกม่อนบนไดนามิกแมพและการเปลี่ยนแปลงตัวละครหลายจุด
อีกมิติที่มักถูกนำมาพิจารณาคือปฏิกิริยาของชุมชนและการยืนระยะของเกม เช่น ภาคที่มีฉากการแข่งขันจริงจังหรือทัวร์นาเมนต์จะได้คะแนนด้าน 'ความยั่งยืนทางการแข่งขัน' สูงกว่า และเมื่อเป็นรีเมก นักวิจารณ์จะเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ต่อของเดิมและการปรับปรุงให้ทันสมัย—ตัวอย่างเช่นการให้คะแนน 'โปเกมอน ไดมอนด์ รีเมก' จะดูทั้งการสื่อความเป็นต้นฉบับและการเติมเต็มช่องว่างของระบบสมัยใหม่ สุดท้ายแล้วการให้คะแนนมักเป็นการรวมคะแนนเชิงปริมาณ (เช่น 0–10 หรือเปอร์เซ็นต์) กับความเห็นเชิงคุณภาพที่อธิบายแรงจูงใจเบื้องหลังตัวเลขนั้น นักวิจารณ์ที่จริงจังมักจะชี้ให้เห็นจุดเด่น-จุดด้อยอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทำไมภาคหนึ่งจึงเหนือกว่าอีกภาคหนึ่ง
โดยส่วนตัวผมมักชอบการจัดอันดับที่ไม่ยึดติดกับสถิติการขายเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ทำให้เกมยังน่ากลับมาเล่นซ้ำได้ เช่น ระบบแข่งขัน ความเป็นเอกลักษณ์ของโปเกม่อน และซาวด์แทร็กที่ติดหู เพราะสำหรับผมแล้วโปเกม่อนที่ดีที่สุดคือภาคที่ทำให้หัวใจเต้นแรงเมื่อค้นพบโปเกม่อนใหม่และยังท้าทายเมื่อผมกลับมาเล่นอีกครั้ง นี่คือแนวทางที่ผมเลือกให้ความสำคัญเมื่อคิดถึงการจัดอันดับทั้งหมดของซีรีส์
4 Jawaban2026-05-15 02:28:37
แนะนำให้เริ่มจากความคลาสสิกก่อนแล้วค่อยก้าวไปข้างหน้า เพราะการดูตามลำดับออกฉายช่วยให้เห็นพัฒนาการของตัวละครและโลกได้ชัดเจนขึ้น
ถ้าจะให้ชัดเจน ผมมักแนะนำให้ดูซีซั่นเริ่มต้นของ 'โปเกม่อน' (คันโต/อินดิโก้ลีก) ก่อน เพื่อเห็นจุดเริ่มต้นของแอช ความสัมพันธ์กับ 'มิสตี้' และแนวทางการผจญภัยแบบพหุวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานของซีรีส์ทั้งหมด ต่อจากนั้นควรดูภาคต่อแบบตามลำดับภูมิภาค—โจโต, โฮเอน, ไซน็อค, อูโนวา, คาลอส, อาโลลา, กาลาร์—เพราะแต่ละภาคมักเชื่อมโยงตัวละครเฉพาะและกิมมิกของพื้นที่
ในระหว่างทางควรสอดแทรกมูฟวี่ที่ออกมาพร้อมกับแต่ละยุค เช่น 'มิวทู ปะทะ! มิว' จะให้มุมมองที่ดีเกี่ยวกับธีมวิทยาศาสตร์กับความเป็นมนุษย์ การดูแบบนี้ทำให้ฉันเห็นว่าซีรีส์เติบโตทางทั้งโทนและเทคนิคอนิเมชั่น พร้อมกันนั้นยังช่วยให้การย้อนกลับไปดูตอนเก่าๆ มีความหมายมากขึ้น
3 Jawaban2026-05-14 04:06:07
แฟนโปเกม่อนใหม่อาจรู้สึกงงกับจำนวนซีซันและการรีบูตที่มีมาหลายยุค
ถาอยากเริ่มจากต้นฉบับแบบคลาสสิก แนะนำให้ลองดู 'โปเกม่อน: Indigo League' ก่อนเลย เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ทำให้หลายคนหลงรักโลกนี้—การผจญภัยของแอชและพิคาชู การได้เห็นมิตรภาพกับบรรยากาศการเดินทางแบบตะลุยแผนที่ยุคแรก มันให้ความรู้สึกบริสุทธิ์และมีหลายตอนที่ยังคงตรึงใจ เช่นฉากอำลาของบัตเตอร์ฟรีหรือการได้รบกับยิมลีดเดอร์ต่างๆ ผมว่าการเริ่มจากตรงนี้ช่วยให้เข้าใจรากและมู้ดของซีรีส์ได้ชัดเจน
ถาอยากได้มุมมองสมัยใหม่บ้าง ลองกระโดดมาที่ 'โปเกม่อน: Journeys' ได้เลย เพราะโทนการเล่าเปลี่ยนไปเป็นแบบอีปิโซดิคกะทันหัน มีการอ้างอิงถึงเกมยุคหลัง ๆ มากขึ้น และการเดินเรื่องเน้นการสำรวจตัวละครหลากหลายมากกว่าแค่แอชเท่านั้น การดูซีรีส์ยุคใหม่ก่อนจะทำให้การกลับไปดูของเก่าเป็นประสบการณ์ที่ต่างออกไป แต่ก็สนุกในแบบของมันเอง
สรุปง่าย ๆ ว่าเลือกจากสไตล์ที่อยากได้ ถาอยากซึมซับต้นฉบับและมู้ดดั้งเดิมเริ่มที่ 'โปเกม่อน: Indigo League' ถาอยากจังหวะเร็วและผูกโยงกับเกมสมัยใหม่เริ่มที่ 'โปเกม่อน: Journeys' ส่วนผมชอบสลับดูทั้งสองแบบ เพราะบางครั้งก็อยากหวนนึกถึงตอนเก่า ๆ แต่บางครั้งก็ต้องการความสดใหม่ในการผจญภัย
3 Jawaban2026-05-14 21:58:33
สมัยเด็กการ์ตูนเรื่องนี้เป็นหนึ่งในความทรงจำที่ติดตัวฉันไปตลอด — ดูแล้วก็รู้สึกอยากตามให้ครบทุกตอน แต่พอโตขึ้นกลับมาดูใหม่ ความคิดเปลี่ยนไปเยอะ
การดู 'โปเกม่อน' ตามลำดับเรื่อง (เรียงตามไทม์ไลน์ภายในจักรวาล) ให้ความต่อเนื่องที่ชัดเจนเมื่อโฟกัสที่การเติบโตของตัวละครบางตัว เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างแอชกับพิคาชูในภาคคันโตและความเชื่อมโยงกับหนังอย่าง 'Mewtwo Strikes Back' ที่เติมเต็มความหมายของการเดินทางช่วงแรก ๆ แต่ข้อเสียคือบางภาคถูกออกแบบเป็นตอนสั้น ๆ ที่สแตนด์อะโลน ทำให้การดูตามลำดับอาจรู้สึกยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น
ถ้าต้องเลือกวิธีที่ฉันใช้กับเพื่อนใหม่ ฉันมักแนะนำให้เริ่มจากภาคคลาสสิกตามลำดับวางจำหน่าย (คันโต → โจโต → โฮเอ็น ฯลฯ) เพื่อสัมผัสวิวัฒนาการของงานภาพ เสียง และโทนเรื่อง แต่หากเป้าหมายคือความบันเทิงแบบทันที ให้เลือกภาคที่มีธีมถูกใจแล้วดูเป็นชุด เช่น ภาคที่เน้นแบตเทิลจริงจังหรือภาคที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมากกว่า สรุปคือการดูทั้งชุดตามลำดับมีเสน่ห์สำหรับคนที่ชอบเห็นพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ส่วนฉัน — ถ้าวันไหนอยากเสพความคลาสสิก ฉันจะหยิบกลับมาดูตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อรำลึกบรรยากาศเก่า ๆ
3 Jawaban2026-05-17 12:58:58
การเล่นโปเกม่อนแบบร่วมมือกับเพื่อนมีเสน่ห์ต่างไปจากการเล่นคนเดียว เพราะแต่ละภาคออกแบบระบบหลายคนมาไม่เหมือนกันเลย
ผมชอบแนะนำ 'Pokémon Scarlet and Violet' เป็นอันดับต้น ๆ หากเป้าหมายคือการออกท่องโลกเปิดด้วยกัน ภาคนี้ให้การเล่นร่วมกันแบบสี่คนจริงจัง — ทุกคนสามารถเห็นกันบนแผนที่ เดินด้วยกัน จับโปเกม่อนด้วยกัน และช่วยกันย่อยกิจกรรมในพื้นที่เดียวกัน มันให้ความรู้สึกเหมือนออกทริปกับเพื่อน ๆ: บางคนไล่จับ บางคนช่วยต่อสู้ บางคนเปิดแผนที่หาของประดิษฐ์ ความยืดหยุ่นนี้ทำให้มันเป็นภาคที่สนุกที่สุดถ้าคุณอยากมีประสบการณ์ร่วมแบบเรียลไทม์
อีกทางเลือกที่เข้าถึงง่ายคือ 'Pokémon Let's Go, Pikachu! / Let's Go, Eevee!' เกมนี้ออกแบบให้เล่นสองคนบนหน้าจอเดียวกันได้ดีมาก การจับทำได้ร่วมกันและระบบถูกปรับให้เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้เล่นที่อยากนั่งเล่นโซฟาด้วยกันกับเพื่อนที่ไม่ชอบกลไกซับซ้อน ส่วนผู้เล่นสายออกนอกบ้านจริงจังก็คงไม่พลาด 'Pokémon GO' — การตีบอส Raid เป็นกิจกรรมที่รวมกลุ่มได้ชัดเจน มีการเทรดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในโลกจริง แม้ว่าจะไม่ใช่ภาคหลัก แต่ความเป็นโซเชียลของมันหาจากเกมหลักยาก
สรุปแบบไม่เป็นทางการ: ถ้าอยากผจญภัยในโลกเปิดพร้อมเพื่อนเลือก 'Scarlet and Violet'; ถ้าอยากนั่งเล่นด้วยกันบนคอนโซลแบบสบาย ๆ เลือก 'Let's Go'; ถ้าชอบกิจกรรมรวมกลุ่มในชีวิตจริงให้ 'Pokémon GO' ทำหน้าที่ได้ดี ทั้งสามแบบมีข้อดีต่างกัน เลือกตามสไตล์และเวลาที่คุณกับเพื่อนมี แล้วเตรียมแผนการออกล่ากันได้เลย
2 Jawaban2025-11-25 02:09:25
การเริ่มต้นดู 'Pokémon' ทั้งชุดตามลำดับเป็นความคิดที่น่าตื่นเต้นแต่ก็หนักหน่วงในเวลาเดียวกัน — ผมหมายถึง ใครจะโต้แย้งกับการได้เห็นวิวัฒนาการของตัวละครและโลกในแบบไทม์แมชชีนล่ะ แต่จริง ๆ แล้วผมมองว่ามันขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคนดูมากกว่าคำตอบแบบเดียวกันสำหรับทุกคน
ถ้าอยากซึมซับบรรยากาศดั้งเดิมและเข้าใจรากเหง้าของแฟรนไชส์ การเริ่มจาก 'Pokémon: Indigo League' แล้วไล่ตามแต่ละเจนเนอเรชันแบบเป็นเส้นตรงให้ความคุ้มค่า—คุณจะได้เห็นการเติบโตของแอช การพัฒนาแนวคิดเรื่องมิตรภาพและการแข่งขัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของงานภาพกับการเล่าเรื่องที่ชัดเจน แต่ทางกลับกัน นี่คือการนั่งดูหลายร้อยตอนที่มีทั้งตอนหลักและตอนแยก เป็นงานหนักสำหรับคนที่อยากสนุกแบบทันที
ผมชอบวิธีผสมผสาน: แนะนำให้ผู้เริ่มต้นเลือกเส้นทางที่ตอบโจทย์ เช่น ถ้าอยากได้เนื้อเรื่องเรียงตามตัวละคร พิถีพิถันดูซีซันหลักของแต่ละเจน (เช่นจุดเริ่มต้นของแอช, ช่วงการเป็นผู้ท้าชิงที่จริงจัง) แต่ถ้าเป้าหมายคือความบันเทิงทันใจ ให้ข้ามตอนฟิลเลอร์และเน้นช่วงไคลแม็กซ์ของแต่ละซีรีส์ หรือเริ่มจากซีรีส์ที่เป็นมิตรกับผู้ดูใหม่ เช่นบางคนแนะนำ 'Pokémon Journeys' เพราะโครงเรื่องแบบอีพิโสดิกที่ยืดหยุ่น ทำให้กระโดดเข้ามาได้โดยไม่ต้องรู้เบื้องลึกทั้งหมด
สุดท้าย ผมคิดว่าการดูตามลำดับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าแต่ไม่ใช่ข้อบังคับ คนที่อยากฟังเพลงเก่า ๆ ของแฟรนไชส์และชมการพัฒนาตัวละครจะรักมัน ส่วนคนที่อยากเริ่มดูแล้วรู้สึกสนุกทันที อาจเลือกเส้นทางคัดเฉพาะซีรีส์หรือตอนสำคัญก็เพียงพอ แค่ตั้งใจว่าจะดูเพื่ออะไร แล้วเลือกให้เหมาะกับเวลาที่มี — จะได้ไม่ทิ้งความสนุกไว้กลางทาง
3 Jawaban2025-11-01 16:07:34
การไล่จับโปเกมอนตำนานแบบวิ่งไปทั่วแผนที่ทำให้หัวใจเต้นแรงทุกครั้งที่หน้าจอกระพริบ
ความทรงจำแรก ๆ ที่เด่นชัดคือการตามหา Raikou และ Entei ใน 'Pokémon Gold/Silver' — พวกมันไม่ได้อยู่กับที่เหมือนตำนานอื่น แต่เดินไปมาทั่วโลก ทำให้ต้องไล่ตามจนหลงทางบ้าง ใช้เวลานานบ้าง โอกาสจะได้เจอก็น้อย การเจอแล้วที่ยากจริงคือพวกมันมักจะหนีหรือหลุดจากการต่อสู้ การวางแผนเรื่องสกิลลดความเร็ว สตั๊ตัส และการเซฟก่อนเจอ จึงเป็นกลยุทธ์ที่แทบจะกลายเป็นตำนานของผู้เล่นรุ่นเก่า
ประสบการณ์การตามล่าพวกนี้สอนให้รู้จักความอดทนและความตื่นเต้นของการเล่นแบบไม่มีอินเทอร์เน็ต ช่วงเวลานั้นถ้าจับได้ด้วยบอลธรรมดา ความภูมิใจมันยิ่งใหญ่กว่าการได้รางวัลในเกมหลาย ๆ อย่าง แถมยังมีเรื่องเล่าของเพื่อนที่เสียเวลาตามเป็นเดือน ทำให้การได้ Raikou หรือ Entei กลายเป็นเรื่องเล่าข้ามรุ่นที่เล่าแล้วทั้งหัวเราะทั้งเขินด้วยกัน