INICIAR SESIÓNเสียงเคาะประตูห้องทำงาน ทำให้คนที่กำลังนั่งมองภาพวาดของหญิงสาวในกรอบไม้ลวดลายสวยงามแบบเดียวกันกับที่ถูกวางไว้ในห้องนอนของเขาละสายตาจากภาพตรงหน้า ก่อนจะปรายตามองผู้มาใหม่ที่ค้อมศีรษะเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพตามมารยาท
“ได้อะไรมาบ้าง วศิน” สิงหาเอ่ยถามถึงเรื่องที่ใช้ให้ผู้ช่วยคนสำคัญ ที่รั้งตำแหน่งที่ปรึกษาทางกฎหมายของตระกูลไว้ด้วยอีกตำแหน่ง
“น่าสนใจทีเดียวครับ เธอทำให้ผมนึกถึงตอนสืบเรื่องของ...”
วศินละคำพูดไว้เพียงเท่านั้น ไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องที่สร้างความคลางแคลงใจ และยังเต็มไปด้วยข้อกังขาเหล่านั้นขึ้นมาอีก เพราะรู้ดีว่าเรื่องของ ‘เขาคนนั้น’ เป็นตะกอนขนาดเล็กที่ยังตกค้างและมักจะสร้างความขุ่นใจให้กับเจ้านายของตัวเองได้อย่างง่ายๆ
“ว่ามา” สิงหาบอก มุมปากยังมีรอยยิ้มประดับ
แม้ว่าจะเป็นรอยยิ้มแกมเยาะก็ตามที
“คุณ ‘ปาหนัน ชลวัฒน์สุวรรณ’ หรืออีกชื่อคือ ‘ปาหนัน ศิลาศิลศาสตร์’ ครับ”
“สองนามสกุล?” คนฟังขมวดคิ้วเล็กน้อย เปิดแฟ้มที่คนสนิทยื่นให้
“คุณปาหนันเคยเป็นลูกสาวคนกลางของตระกูล ‘ชลวัฒน์สุวรรณ’ ครับ แต่เพราะมีเรื่องบางอย่างก็เลยตัดขาดจากทางบ้านเมื่อหลายปีก่อน”
“...”
“แล้ว ‘คุณพิพัฒน์ ศิลาศิลศาสตร์’ ก็ได้จดทะเบียนรับเธอมาเป็นบุตรบุญธรรมครับ”
“...คุณพิพัฒน์ เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่แถบหัวหินใช่ไหม” สิงหาเอ่ยถามเพราะจำนามสกุลได้
เมื่อหลายปีก่อนเขาเคยติดต่อขอซื้อที่ดินติดริมทะเลของผู้อาวุโสเพราะต้องการสร้างคอนโดหรูริมหาด แต่ก็ถูกปฏิเสธเพราะผู้สูงวัยมีความประสงค์ที่จะบริจาคที่ดินในส่วนนั้นให้แก่กรมประมงเพื่อสร้างสถานีวิจัยทางทะเล ซึ่งในตอนแรกที่ได้ยินก็อดเสียดายที่ดินผืนงามไม่ได้ แต่ชายหนุ่มก็รู้สึกชื่นชมต่อการกระทำนั้นมากเช่นกัน เพราะเขารู้ว่าการคืนกำไรให้สังคมและธรรมชาติเป็นสิ่งที่นักธุรกิจพึงกระทำ
“ใช่ครับ”
วศินเฉลยสิ่งที่อีกฝ่ายถาม แล้วเริ่มรายงานสิ่งที่สืบมาต่อ
“ข่าววงในพูดกันว่า คุณปาหนันเป็นลูกสาวของเพื่อนที่คุณพิพัฒน์สนิทที่สุดก็เลยรับมาเป็นลูกบุญธรรมครับ และที่สำคัญ...ตอนนี้เธอเป็นทายาทเพียงคนเดียวของคุณพิพัฒน์ด้วยครับ”
“ทำไมก่อนหน้านี้ฉันถึงไม่เคยเจอเธอ” สิงหาเอ่ยถามสิ่งที่สงสัย เพราะคุณหญิงฐิสาผู้เป็นคู่ชีวิตของคุณพิพัฒน์มีหน้าตาในวงสังคมไม่น้อย จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่บุตรสาวบุญธรรมเพียงคนเดียวของคนทั้งคู่ จะไม่เคยปรากฎตัวในวงสังคมมาจนถึงตอนนี้?
“การรับบุตรบุญธรรมเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณห้าปีก่อนครับ”
“ห้าปี..” ชายหนุ่มทวนคำช้าๆ อย่างใช้ความคิด
“แล้วหลังจากนั้นไม่นานคุณปาหนันก็เดินทางไปอเมริกา เธอเพิ่งกลับมาเมื่อปีที่แล้วครับ”
“แล้วครอบครัวจริงๆ ของปาหนัน?”
“ตอนนี้ครอบครัวของเธอย้ายไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกครับ เพราะว่า พี่ชายคนโตแต่งงานกับสาวฝรั่งเศส”
“แล้วน้องล่ะ นายบอกว่าเธอเป็นลูกคนกลาง”
“น้องชายของเธอเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ครับ แล้วหลังจากนั้นไม่นาน...ทั้งครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ที่ฝรั่งเศส”
“ทำไมเขาถึงทิ้งลูกสาวคนเดียวไว้นะ?”
“ดูเหมือนอุบัติเหตุที่เกิดจะมีส่วนในการตัดสินใจครั้งนั้นครับ”
ช่องว่างมากมายในชีวิตของปาหนันที่สร้างคำถามให้เกิดขึ้นกับสิงหา ทำให้ชายหนุ่มต้องขมวดคิ้วขุ่น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจับจ้องภาพวาดที่ตั้งประดับตรงมุมโต๊ะทำงานเล็กน้อย ราวกับว่ามันจะช่วยให้ตัวเองสามารถเข้าใจเกี่ยวกับคนในภาพมากขึ้นสักนิดก็ยังดี
“ตอนนี้เธอช่วยงานคุณพิพัฒน์อยู่หรือเปล่า?”
“ส่วนหนึ่งครับ จนถึงเมื่อครึ่งปีก่อน...เธอเข้ามารับหน้าที่ผู้บริหารของสำนักงานกฎหมายต่อจากพ่อแท้ๆ ของเธอด้วยครับ”
“แล้วกิตติภพล่ะ มันมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้” คำถามที่ชายหนุ่มอยากรู้ที่สุดถูกเอ่ยออกไป
“กิตติภพเป็นคู่หมั้นคู่หมายที่ทางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ครับ และถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง งานหมั้นคงเกิดในอีกไม่เกินสามเดือนข้างหน้า...รวมถึงงานแต่งด้วยครับ”
“..ขอบใจ นายไปทำงานเถอะ” สิงหาเอ่ยเรียบ ๆ เพียงไม่นานห้องทำงานกว้างก็เหลือเพียงเจ้าของห้องที่อยู่ลำพัง
ในความเงียบสงบกลับมีเสียงถอนหายใจหนักๆ ของเจ้าของห้องดังแว่วมาเป็นระยะ มือหนาหยิบกรอบไม้ลวดลายสวยงามที่มีรูปภาพของเธอขึ้นมาดูอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามกับภาพวาดตรงหน้าด้วยน้ำสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมหลายเท่า..
“ห้าปีที่ผ่านมา คุณต้องเจอกับเรื่องอะไรมาบ้างนะ?”
เด็กชายณเรศไม่ได้ตอบคำถามแต่ก็มองสบตาของคนตรงหน้าโดยไม่หลบ แม้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิดโรยจะเรียบเฉยจนยากจะอ่าน แต่ดวงตาคู่หม่นที่มองตอบมากลับอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ อีกทั้งยังคงหลงเหลือร่องรอยของความแตกร้าวและเต็มไปด้วยความทุกข์โศก...ความสูญเสียและการพลัดพราก“ทำไมถึงทำเหมือนว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของฉัน? เธอเข้าใจมันจริงๆ หรือเปล่า?”“...ผมแค่คิดว่ามันคงคล้ายกัน” ในที่สุดเด็กน้อยที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงก็เริ่มตอบคำถาม“จะช่วยเล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังได้ไหม”เด็กน้อยพยักหน้ารับ“ตอนที่แม่ของผมตาย ผมเสียใจมากๆ เสียใจที่แม่ไม่ยอมพาผมไปอยู่ด้วยกัน”มือเล็กที่ถือผ้าขยับหยุกหยิกคล้ายทำตัวไม่ค่อยถูก“แต่ก็คิดได้ว่าผมยังมีน้องสาวอยู่ แม่คงอยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนน้องครับ”เด็กชายณเรศพูดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มน้ำตาคลอหน่วย มือเล็กปาดน้ำตาลวกๆ จนใบหน้าเล็กเกิดรอยแดงเป็นริ้วขึ้นให้เห็น ก่อนจะสูดน้ำมูกแล้วตั้งตัวตรงขึ้นอีกครั้งเพื่อเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามสดใสขึ้นอีกนิด“ผมเลยสัญญากับแม่ที่อยู่บนสวรรค์ แล้วก็สัญญากับน้องว่าจะดูแลน้องให้ดี..” รอยยิ้มจืดเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังเต็มไปด
ยามดึกสงัดช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บจนเย็นจัดไปถึงขั้วหัวใจ ปราลีขดร่างที่สั่นไหวไปกับผ้าห่มคล้ายต้องการไออุ่น แต่ในเวลาเดียวกันภายในร่างกายกลับรู้สึกร้อนราวกับถูกไฟเผา ลำคอแหบแห้งและเจ็บระบมทุกครั้งที่ฝืนกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะไอโขลกๆ ออกมาเพราะเสมหะเหนียวหนืดในลำคอเธอกำลังจะตายแล้วสินะ?ตายไปเสียเลยก็ดีเหมือนกัน เธอไม่อยากอยู่บนโลกนี้ต่อไปอีกแล้ว...ให้มันจบเสียตรงนี้เถอะ“...คุณแม่ คุณแม่ลุกขึ้นมากินยาก่อนนะครับ” น้ำเสียงแหบเล็ก และบางเบาราวกับกลัวจะรบกวนคนที่กำลังหลับใหล แต่ในเวลาเดียวกันก็พยายามจะปลุกให้อีกฝ่ายลืมตาตื่น “กินก่อน ค่อยนอนต่อนะครับ”“..อ.ออกไป..”ปราลีแค่นเสียงทั้งที่ยังกึ่งหลับกึ่งตื่น“กินยาเถอะนะครับ” เด็กชายณเรศยังคงยืนยันคำเดิม แต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือจนเกือบจะกลายเป็นการอ้อนวอน “แค่กินยาเท่านั้น”“ฉันไม่กิน!” คนที่อยากจากโลกนี้ไปมากกว่าอยากจะอยู่ตวาดเสียงแหบแห้ง ก่อนจะไอโขลกๆ จนหน้าดำหน้าแดงเพราะใช้เสียงมากเกินไป แต่ก็ยังไม่ลดความเกรี้ยวกราดลง “ฉัน.อยาก.ตาย!”“...” เด็กน้อยนิ่งไป แต่ก็ยังคงมองมาที่คนป่วยไม่วางสายตาแม้จะเห็นไม่ชัดเพราะพิษไข้ทำให้สายตาพร่า
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อนตอนที่รู้ว่าสามีของเธอแอบรับเอาเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาอุปการะโดยไม่บอกกล่าว ก็เพียงแค่นึกขุ่นใจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะณเรศเป็นเด็กที่ค่อนข้างเรียบร้อยและพึ่งพาได้ แตกต่างจากบุตรชายเพียงคนเดียวที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน...สิงหานั้นซุกซนราวกับลิงค่าง ซ้ำยังชอบเล่นแรงๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนทำให้คนเป็นแม่อดหวั่นใจไม่ได้เพราะตนเองกำลังตั้งท้องอ่อนๆการมีณเรศเข้ามาช่วยเบี่ยงความสนใจและคอยเป็นเพื่อนเล่นของสิงหาจึงทำให้ปราลีเบาแรงและเบาใจลงมาก แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกสนิทใจ แต่ก็วางใจในตัวเด็กชายไม่น้อย...จวบจนเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เธอเดินสะดุดของเล่นที่บุตรชายวางทิ้งไว้จนเกือบล้ม แต่เคราะห์ยังดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเพราะณเรศเอาตัวเองเข้ามารองรับไว้ได้ทันแต่เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลกลับพบว่าเด็กหยุดหายใจไปแล้ว! ภาวะครรภ์เป็นพิษพรากเอาลูกน้อยที่ยังไม่มีโอกาสได้พบหน้าไปจากเธอและครอบครัวการสูญเสียที่ได้รับมาในเวลาที่เราไม่ทันได้ตั้งรับนั้นรุนแรงเกินไปรุนแรงจนรู้สึกเหมือนทุกอย่างมันพังทลายลง ปราลีขอห่างจากสามีและบุตรชายสักพัก เธอไม่อาจกอบเก็บความปวดร้าวไว้กับตัวแล้
ใบหน้างดงามเปื้อนน้ำตากำลังเหม่อมองไกลอย่างไร้จุดหมาย หญิงสาวอยู่ในชุดคลุมท้องที่ดูจะใหญ่เกินขนาดตัวของหล่อนไปหลายไซซ์ทีเดียว ร่างบางนั่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบแทนที่จะเป็นโซฟากว้างหนานุ่มข้างกาย มือซีดขาวราวไร้สีเลือดยังคงลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเหมือนที่ทำมาตลอดหลายสัปดาห์ สักพักน้ำตาเม็ดกลมก็เริ่มร่วงเผาะจากดวงตาคู่งามที่เคยเปี่ยมสุขอีกระลอกลูกไม่อยู่กับเธอแล้ว..แค่ลูกคนเดียวก็ดูแลไม่ได้ เธอเป็นแม่แบบไหนกัน?คำถามซ้ำๆ ดังก้องในความคิดและบาดลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ทำให้หญิงสาวที่เพิ่ง ‘แท้ง’ ลูกไปรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังจะแตกสลาย น้ำตายังคงอาบแก้มนวลไร้สีเลือดจนเปียกปอน‘แอ๊ดดดด...’เสียงประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง แต่เพราะมันเป็นไม้สักทั้งบานทำให้น้ำหนักของมันมีมากจนทำให้เกิดเสียงทุกครั้งที่มีคนใช้งานปราลีผินหน้ามองดูผู้มาเยือนเพียงเล็กน้อย ก่อนดวงตาอับแสงจะเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวและชิงชัง มือบางคว้ากล่องไม้ที่ใช้บรรจุกระดาษทิชชูขว้างใส่ผู้มาเยือนในทันที จนเกิดเสียงดัง ‘โครม!’ ก่อนจะตามด้วยข้าวของมากมายที่เรียกได้ว่าเป็น ‘อะไรก็ได้’ ที่เ
ดวงตาหวานกะพริบขึ้นลงช้าๆ เพื่อขับไล่ความง่วงที่มี มือบางยังควานหาอ้อมกอดอบอุ่นที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยามหลับ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า? ปาหนันลุกขึ้นจากที่นอนหนานุ่มอย่างเกียจคร้าน เพราะถึงแม้ว่าเธอจะไม่เหนื่อยจนแทบหมดสภาพเช่นที่สิงหาเป็น แต่ก็อ่อนล้าไม่น้อย การนอนหลับไปอย่างยาวนานหลายชั่วโมงทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าได้พักผ่อนและฟื้นฟูพลังกายที่สูญเสียไปจากการโหมงานหนักติดต่อกันร่วมสามเดือนได้อย่างดีเยี่ยม“ขี้เซาจริงนะครับ คุณภรรยา”เสียงทุ้มเจือรอยเย้าแหย่กระซิบแนบริมหูสวยของคนที่นั่งบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงนุ่ม“ก็มันเหนื่อยสะสมนี่ค่ะ คุณสามี” ปาหนันตอบอย่างหยอกล้อ ก่อนจะคล้องแขนรอบคอของคนที่รวบเอวบางของเธอไว้ทันที เหมือนลูกแมวน้อยที่พร้อมจะคลอเคลียเจ้าของอยู่ตลอดเวลาเมื่อยามเข้ามาใกล้“...” เมื่อแน่ใจว่าคนที่กลายร่างเป็นลูกแมวน้อยชอบคลอเคลีย ไม่ได้ตื่นตระหนกยามตนเองเข้าใกล้ ซ้ำยังออดอ้อนจนยากจะอดใจไหว จนต้องเอ่ยถามออกไปทั้งที่ความคิดล่วงเลยไปไกลเกินกู่“ถ้าเกิดว่า...ต้องเหนื่อยกว่านี้จะไหวเหรอ?”คนฟังหัวเราะเสียงใสกับคำถามที่ชวนใจเตลิด ก่อนจะครุ่นคิดเพียงครู่แล้วตอบกลับตามใจคิด“ก็ต้อ
จังหวัดเชียงใหม่ อากาศยามเช้าของเมืองเหนือทำให้หญิงสาวที่เพิ่งมาถึงยิ้มสดใส ต่างจากคนข้างกายที่ใบหน้าบูดบึ้งราวกับโกรธใครมาร่วมร้อยปี วันนี้เป็นเช้าวันแรกหลังจากพิธีแต่งงานอันแสนเหน็ดเหนื่อยที่เพิ่งผ่านพ้นไป ด้วยเพราะหน้าที่การงานของคนทั้งคู่ ทำให้ในช่วงเตรียมงานแต่งตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาวุ่นวายจนแทบจะเรียกได้ว่า ‘ยุ่งจนหัวหมุน’ เมื่อรวมกับพิธีการต่างๆ ที่แสนยาวนานตั้งแต่เช้าจรดเย็น พอเข้าห้องหอคนทั้งคู่ก็แทบจะสลบในทันที ซ้ำยังต้องตื่นมาขึ้นเครื่องตั้งแต่เช้ามืดตามตารางที่วางไว้แต่แรก ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนเจ้าบ่าวหมาดๆ ยังนึกขอบคุณกิตติภพและดารินทร์ที่รับคำขอร้องในการฝากเลี้ยงเด็กหญิงดาหลาร่วมสองสัปดาห์ของการมาฮันนีมูนครั้งนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่ากิตติภพยินดีเสียยิ่งกว่ายินดีเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องมากมายจนได้รับรู้ว่าหนูน้อยเป็นบุตรสาวของตนเอง เขาก็แทบจะมาเฝ้าแม่หนูน้อยเช้าเย็นจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว พอเอ่ยปากฝากหนูน้อยไว้ คนรับฝากก็ยิ้มกว้างราวกับเด็กที่ได้ของขวัญชิ้นใหญ่ที่รอคอยมานานอย่างไรอย่างนั้น “คุณสิงห์ทำไมทำหน้าอ







