4 Answers2025-12-13 09:59:33
คำแนะนำหนึ่งที่ผมมักพูดกับเพื่อนสตาร์ทอัพคือเริ่มจากปัญหาเล็กๆ ที่เห็นได้ชัดแล้วคนยอมจ่าย
ผมชอบแบ่งไอเดียออกเป็นสามประเภทที่เหมาะกับบริบทไทย: แรกคือแพลตฟอร์มที่เป็น 'เครื่องมือ' ให้ธุรกิจท้องถิ่น เช่นซอฟต์แวร์เฉพาะทางสำหรับร้านอาหารหรือคลินิกความงาม ซึ่งช่วยลดต้นทุนและจัดการลูกค้าได้ดีขึ้น สองคือการแก้ปัญหาด้านโลจิสติกส์และการกระจายของ เช่นการเชื่อมร้านค้ารายย่อยกับบริการส่งของในพื้นที่ห่างไกล และสามคือบริการที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ/สุขภาพระยะยาว เพราะประชากรไทยกำลังเปลี่ยนโครงสร้างและความต้องการเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ผมทำเสมอก่อนลงมือคือทดสอบกับผู้ใช้จริงโดยให้มีการจ่ายจริงในขั้นต้น แม้จะเป็นราคาเล็กน้อยก็ตาม นั่นช่วยแยกความชอบจากความจำเป็นได้ชัดเจน และถ้าพบว่าต้นทุนต่อการได้ลูกค้าสูงเกินไป จะได้ปรับช่องทางกระจายหรือโมเดลรายได้ตั้งแต่แรก สุดท้ายอย่าลืมเลือกคู่แข่ง ตัวหนี-ตัวตาย และพันธมิตรท้องถิ่นที่ช่วยย่นเวลาเข้าถึงลูกค้าได้เหมือนที่ผมเคยเห็นการเติบโตจากการจับมือกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดภูมิภาคหนึ่ง — ทำแบบเรียบง่าย ลงมือไว แล้วค่อยขยาย
3 Answers2026-04-28 19:06:12
แนะนำให้เริ่มจากตอนแรกของ 'Start-Up' ถา้ต้องการเข้าใจบริบท ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร และความตั้งใจของเรื่องตั้งแต่ต้น เพราะการเดินเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไปคือเสน่ห์สำคัญของซีรีส์นี้, ผมคิดว่าการดูตั้งแต่ตอนแรกช่วยให้เห็นรากของแรงจูงใจทุกคนและความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ในตอนหลังโดยไม่รู้สึกหลุดไปจากบริบท
โทนการเล่าเรื่อง ความตลกปนเศร้า และฉากแฟลชแบ็กที่อธิบายความสัมพันธ์ในอดีตถูกวางไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ทำให้การติดตามพัฒนาการของตัวละครอย่าง Seo Dal-mi, Nam Do-san และ Han Ji-pyeong มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อถึงฉากสำคัญในซีซันถัดมา, นอกจากนี้พากย์ไทยในหลายตอนทำได้ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ถาดูจากตอนแรกจะช่วยให้ปรับหูเข้ากับน้ำเสียงผู้พากย์และสำเนียงที่ต่างกันระหว่างตัวละครหลัก
อีกข้อดีคือการดูตั้งแต่ต้นทำให้เราเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ เช่นมุกซ้ำ ความละเอียดของการเติบโตทางอาชีพ และการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ สะสมจนถึงฉากประทับใจช่วงท้าย ฉะนั้นถ้าเน้นการรับรู้เต็มรูปแบบและอยากอินกับการเดินทางของตัวละคร ผมแนะนำเริ่มตั้งแต่ตอนแรกจริง ๆ แล้วจะได้ความรู้สึกครบทั้งฮาทั้งตื้นตันได้อย่างเต็มที่
1 Answers2026-02-16 02:55:09
เริ่มต้นจากการหาปัญหาที่ชัดเจนและร้ายแรงพอที่คนจะยอมจ่ายเพื่อแก้ไขเป็นสิ่งที่ผมถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการสร้างสตาร์ทอัพ ไม่ใช่แค่ไอเดียเจ๋งๆ แต่เป็นการยืนยันว่ามีคนจริงๆ เผชิญปัญหานั้นทุกวัน การพูดคุยกับลูกค้าจริง การสังเกตพฤติกรรม และการตั้งสมมติฐานที่สามารถทดสอบได้ช่วยให้รู้ว่าเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ควรเป็นอย่างไร สิ่งที่ผมมักทำคือเขียนปัญหาเป็นประโยคสั้นๆ ระบุใครได้รับผลกระทบอย่างไร และวัดความเจ็บปวดด้วยคำถามเชิงปริมาณ เช่น พวกเขาใช้เวลาหรือเงินเท่าไรกับปัญหานั้น นี่ไม่ใช่กระบวนการวิเศษ แต่เป็นการสะสมหลักฐานว่าปลายทางมีมูลค่าพอที่จะทุ่มเทเวลาและทรัพยากร การออกแบบโปรโตไทป์หรือ MVP ที่เน้นการเรียนรู้มากกว่าการสวยงามเป็นขั้นตอนถัดไป เพราะการปล่อยของเยอะและเรียนรู้ช้าเป็นกับดักใหญ่ การทดสอบฮิปโปธิซิสด้วยวงจรสั้นๆ จะช่วยให้ปรับทิศทางได้เร็วขึ้น สิ่งที่ผมทำบ่อยคือตั้งสมมติฐานหลัก 3 ข้อที่ขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น กลุ่มลูกค้าหลักพร้อมจ่ายหรือไม่ การเก็บลูกค้าได้ในอัตราที่พออยู่ได้หรือไม่ และต้นทุนการได้ลูกค้ามีค่าต่อมูลค่าตลอดชีวิตหรือไม่ จากนั้นเลือกเกณฑ์การผ่านหรือไม่ผ่านเพื่อรู้ว่าไอเดียนั้นไปต่อได้ไหม ตัวอย่างงานที่ผมชอบอ้างถึงคือแนวคิดการทำซ้ำเร็วๆ ใน 'Lean Startup' ซึ่งช่วยให้มองเห็นการทดสอบแบบชัดเจนโดยไม่ต้องลงทุนมาก การจัดทีมและการจัดสรรทรัพยากรเป็นอีกมุมที่มักถูกมองข้าม ผู้ก่อตั้งควรชัดเจนเรื่องบทบาท หลักการทำงาน และข้อตกลงเรื่องหุ้นตั้งแต่ต้นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในภายหลัง เมื่อทีมขยายตัว การมีวิสัยทัศน์ร่วมและวัฒนธรรมที่เน้นการแก้ปัญหาเป็นเรื่องสำคัญมาก ทางการเงินเองก็ต้องมีแผนการบริหารเงินสดหรือ runway ที่เพียงพอเพื่อทำการทดสอบสำคัญๆ โดยไม่ต้องวิ่งขอทุนทุกเดือน การติดต่อกับนักลงทุนควรทำเมื่อมีข้อมูลเชิงประจักษ์และตัวเลขที่สื่อสารได้ ไม่ใช่เพราะต้องการคำชมจากไอเดียเท่านั้น สุดท้ายคือการโฟกัสที่การเรียนรู้ต่อเนื่องและความถ่อมตัวทางวิชาชีพ แผนธุรกิจย่อมเปลี่ยนได้เมื่อหลักฐานใหม่ปรากฏ และคนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่ยอมรับข้อผิดพลาดได้เร็วและแก้ไขได้เร็ว ความอดทนผสมกับการกระทำที่สม่ำเสมอจะทำให้ไอเดียมีโอกาสเติบโต เมื่อมองย้อนกลับผมรู้สึกว่าการเริ่มจากลูกค้าแล้วค่อยๆ ลงมือทำแบบมีสมมติฐานเป็นวิธีที่ทำให้การเริ่มต้นมีความหมายและยั่งยืนมากขึ้น
3 Answers2026-03-25 11:52:56
ฉันมักจะเริ่มการทดสอบนวัตกรรมด้วยการตั้งสมมติฐานเดียวที่ชัดเจนและวัดผลได้ก่อนเสมอ
การมีสมมติฐานที่ชัดเจนช่วยให้ทุกการทดลองมีกรอบที่ไม่ลื่นไหล เช่น สมมติฐานว่า "กลุ่มเป้าหมาย X จะยอมจ่าย Y บาทต่อเดือนเพื่อฟีเจอร์ Z" เมื่อมีข้อสรุปแบบนี้ วิธีทดสอบก็คือออกแบบการทดลองให้ตรงกับตัวชี้วัดที่สำคัญ — conversion, retention, และ willingness-to-pay โดยไม่ต้องสร้างระบบทั้งหมด ตัวอย่างที่ฉันใช้บ่อยคือหน้าแลนดิ้งเพจพร้อมปุ่มจองหรือจ่ายล่วงหน้า เผยแพร่โฆษณาเล็กๆ เพื่อวัด CTR และอัตราแปลงเป็นการลงทะเบียน ถ้าตัวเลขไม่มา แปลว่าน่าจะมีปัญหากับคุณค่าที่เสนอ มากกว่าปัญหาทางเทคนิค
หลังจากนั้นจะตามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ลงทะเบียนจริง ทำความเข้าใจเหตุผลที่พวกเขาคลิกหรือไม่คลิก บางครั้งการทำ 'concierge' หรือบริการแบบแมนนวลให้กลุ่มเล็กๆ ก่อน ก็เผยให้เห็นอุปสรรคในการใช้งานได้ชัดเจนกว่าการปล่อยเวอร์ชันอัตโนมัติทันที สุดท้ายต้องตั้งกติกาให้รู้ว่าเมื่อไรจะหยุดลงทุน: ถ้าผลทดลองหลักไม่ได้ผ่านเกณฑ์ภายในเวลาที่กำหนด ให้ตัดสินใจย้ายไปทดลองสมมติฐานถัดไปแทน กระบวนการแบบนี้ช่วยให้เราไม่หลงรักไอเดียมากจนลืมทดสอบความเป็นจริง และยังเปิดโอกาสให้ปรับทิศทางได้เร็วโดยไม่เสียทรัพยากรมากเกินไป
3 Answers2026-04-28 03:19:49
การดู 'Start-Up' แบบพากย์ไทยให้บรรยากาศเปลี่ยนไปพอสมควรนะ การแปลบทและเสียงพากย์มักจะถูกปรับจูนเพื่อให้เข้ากับสำเนียงและความรู้สึกผู้ชมไทยมากขึ้น โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครมีอารมณ์สะเทือนใจหรือพูดเร็ว ๆ เสียงพากย์จะเลือกโทนที่สื่อความชัดเจนกว่า บางครั้งน้ำเสียงพากย์อาจเน้นความอบอุ่นหรือความดราม่าที่ต่างจากต้นฉบับ ทำให้ซีนเช่นการพูดคุยระหว่างตัวเอกเวลาทบทวนความฝันฟังแล้วเข้าใจง่ายขึ้น แต่รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างคำเล่นคำหรือสำเนียงพื้นถิ่นอาจหายไป
นอกจากเสียงแล้ว การตัดต่อเสียงประกอบและมิกซ์เพลงก็มีผล ฉากจังหวะตลกหรือจังหวะอารมณ์เพลงประกอบบางครั้งจะถูกปรับระดับเพื่อไม่ให้ชนกับเสียงพากย์ ผลคือความสมดุลระหว่างบทพูดกับเพลงเปลี่ยนไป ทำให้บางจังหวะที่ดูในซับไทยแล้วรู้สึกคมขึ้นอาจกลายเป็นนุ่มนวลขึ้นในพากย์ไทย
ส่วนความถูกต้องในการแปล ฉบับซับไทยมักเก็บโครงสร้างประโยคและรายละเอียดทางภาษาได้ใกล้เคียงต้นฉบับมากกว่า ฉบับพากย์ต้องคำนึงถึงการซิงก์ปากและจังหวะ ทำให้ต้องย่อหรือปรับรูปประโยคบ่อยครั้ง ดังนั้นถาต้องการความละเอียดของบทต้นฉบับและไว้ฝึกภาษา ซับไทยยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ถาต้องการความสบายตาสบายใจในขณะดูแล้วไม่อยากอ่านหน้าจอ พากย์ไทยก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมและเข้าถึงง่ายกว่า
1 Answers2026-02-19 18:16:33
การวางแผนการเงินสำหรับสตาร์ทอัพสื่อบันเทิงต้องคิดต่างจากธุรกิจทั่วไปในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องเวลาและความไม่แน่นอนของรายได้
การเริ่มต้นผมจะโฟกัสที่การทำงบประมาณแบบไตรมาสและการตั้ง ‘runway’ ที่ชัดเจน เพราะงานสร้างคอนเทนต์มักมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ล่วงหน้า—ค่าฝีมือ ทีมถ่ายทำ สถานที่ และหลังการผลิต—แต่รายรับอาจมาเป็นลำดับหรือเป็นลิขสิทธิ์ระยะยาว การแบ่งต้นทุนออกเป็นส่วนที่ต้องจ่ายจริงตอนนี้และส่วนที่สามารถจ่ายเป็นงวดหรือแบ่งความเสี่ยงกับพันธมิตรร่วมผลิตได้ ช่วยลดแรงกดดันจากกระแสเงินสด ฉันมักใช้การคาดการณ์แบบหลายสถานการณ์ (best/likely/worst) เพื่อเตรียมแผนสำรอง เช่น ถ้าไม่ขายสปอนเซอร์ทัน ก็ต้องรู้ว่าจะดึงค่าใช้จ่ายตรงไหนออกก่อน
โมเดลรายได้ต้องหลากหลายและยืดหยุ่น—สมัครสมาชิก โฆษณา สตรีมมิงแบบจ่ายต่อเรื่อง ขายลิขสิทธิ์ให้ช่องต่างประเทศ หรือแม้แต่เมอร์ชไดซ์และกิจกรรมออฟไลน์ ตัวอย่างเช่นกรณีของ 'House of Cards' แสดงให้เห็นว่าการมีแพลตฟอร์มหรือพันธมิตรที่รับประกันการเผยแพร่สามารถเปลี่ยนความเสี่ยงได้เยอะ การกำหนด KPI ทางการเงินที่จับต้องได้ เช่นอัตรา CAC ต่อผู้ชมใหม่ ค่า LTV ของผู้ชมต่อเรื่อง หรือจุดคุ้มทุนต่อซีซัน จะช่วยให้ตัดสินใจเรื่องงบและการระดมทุนได้เร็วขึ้น
ท้ายที่สุดอย่าลืมเรื่องสัญญา ลิขสิทธิ์ และภาษีที่อาจเป็นบวกหรือข้อจำกัดด้านกระแสเงินสด การสร้างพอร์ตฟอลิโอของผลงานที่มีรายได้ต่อเนื่องจะช่วยให้ธุรกิจยืนได้ในระยะยาว และทำให้การสื่อสารกับนักลงทุนชัดเจนขึ้นด้วย ฉันเองมักจบแผนการเงินด้วยการระบุ ‘3 เรื่องที่จะทำทันทีถ้ากระแสเงินสดลดลง’ เพื่อให้ทีมมีเส้นทางแก้ไขที่พร้อมใช้งาน
3 Answers2026-05-18 16:04:40
คำถามแบบนี้ชวนให้ฉันนึกถึงช่วงที่เริ่มทำโปรเจ็กต์ตัวเล็ก ๆ และต้องตัดสินใจเลือกว่าใครควรเป็นคนแรกที่เข้าร่วมทีม
โดยส่วนตัวฉันมักแนะนำให้เริ่มจากคนที่ลงมือสร้างสิ่งที่จับต้องได้ได้จริง — นักพัฒนาระดับกลางถึงอาวุโสที่เป็นสายมัลติทาสก์หรือเป็น 'full-stack' มากกว่าจะเป็นคนเฉพาะทางด้านใดด้านหนึ่ง เหตุผลคือช่วงต้นต้องการคนที่ทำงานได้หลายบทบาท ตั้งแต่สร้าง MVP ปรับแก้บั๊ก วางระบบพื้นฐาน และช่วยตัดสินใจเรื่องเทคนิคกับผลิตภัณฑ์ได้ในเชิงกลยุทธ์ คนแบบนี้ช่วยให้ไอเดียกลายเป็นของจริงเร็วขึ้น ลดเวลาที่ต้องพึ่งพาผู้รับเหมา และยังช่วยตั้งมาตรฐานโค้ดกับสถาปัตยกรรมตั้งแต่แรก
ในมุมมองของฉัน การมีคนที่สามารถปล่อยฟีเจอร์ซ้ำ ๆ ได้อย่างปลอดภัยสำคัญกว่าการมีตำแหน่งอย่างผู้จัดการผลิตภัณฑ์หรือหัวหน้าทีมที่สื่อสารได้ดีแต่ไม่สามารถก่อร่างสร้างโค้ดได้ทันที หากผลิตภัณฑ์ของคุณเน้นประสบการณ์ผู้ใช้หรือดีไซน์จัดอันดับสูง ให้พิจารณานักออกแบบ UX/UI มาร่วมทีมพร้อมกับนักพัฒนา แต่โดยทั่วไปถ้าต้องเลือกเพียงหนึ่งคนเพื่อให้การเติบโตเริ่มต้นได้จริง ฉันเลือกนักพัฒนา/วิศวกรที่เชี่ยวชาญการส่งมอบสินค้าได้เร็ว ซึ่งช่วยให้ทดลองสมมติฐานทางธุรกิจได้เร็วขึ้นและลดต้นทุนความเสี่ยง
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการในหนังสืออย่าง 'The Lean Startup' ที่เน้นการเรียนรู้จากการปล่อยของจริงไปยังผู้ใช้ การมีคนที่สามารถทำให้ของออกสู่ตลาดได้เร็วและปลอดภัยทำให้เราทดสอบตลาดได้เยอะขึ้นก่อนจะขยายทีมใหญ่ขึ้น ฉันมักจบด้วยความรู้สึกว่าการเลือกคนแรกควรเอื้อต่อการเรียนรู้เร็วและการส่งมอบประสบการณ์แก่ผู้ใช้ให้เกิดขึ้นจริง — นั่นแหละตัวตัดสินความคุ้มค่าของการจ้างตอนเริ่มต้น
4 Answers2026-02-03 06:51:16
ช่วงเริ่มต้นอยากให้มองหาไอเดียที่แก้ปัญหาเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันก่อน
เราเคยเริ่มจากการคิดว่าอะไรที่เพื่อนบ้านหรือคนรอบตัวบ่นบ่อย ๆ แล้วลองแปลงเป็นบริการที่ทำได้จริง เช่น บริการรับ-ส่งซักแห้งรายย่อยที่เน้นความสะดวก หรือบริการรับฝากพืชอ่อนให้คนที่ต้องเดินทางไกล สิ่งสำคัญคือค่าเริ่มต้นต้องไม่สูงมาก ทดลองได้เร็ว และมีลูกค้าชัดเจนที่ยินดีจ่าย เรามักเลือกไอเดียที่ทำได้ด้วยทรัพยากรในมือก่อน แล้วค่อยขยายเมื่อได้รับสัญญาณตอบรับ
การเดินตามความชอบก็สำคัญ แต่อย่าทุ่มจนลืมการทดสอบตลาดง่าย ๆ เริ่มจากลูกค้าจำนวนน้อย ใช้สื่อสังคมเล็ก ๆ โปรโมท และรับฟังความเห็นจริงจัง วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงและให้เราปรับรูปแบบธุรกิจได้เร็ว โดยที่ไม่ต้องลงทุนเยอะตั้งแต่แรก
3 Answers2026-05-18 10:22:39
เริ่มจากสไลด์เปิดที่ชัดเจนและฉับไวเลย — ประโยคเดียวที่บอกได้ว่าแก้ปัญหาอะไรและทำไมตอนนี้ถึงสำคัญ ผมมักเริ่มด้วย 'หนึ่งบรรทัด' ที่จับใจนักลงทุนแล้วค่อยขยายเป็นเรื่องราวในสไลด์ถัดไป
แผนภาพชุดแรกควรประกอบด้วย: ปัญหา (Problem) ที่มีหลักฐานชัด เช่น ตัวเลขการสำรวจหรือคอมเมนต์จากลูกค้า; ทางออก (Solution) ที่สั้นแต่จับต้องได้พร้อมภาพหน้าจอหรือเดโม; ขนาดตลาด (TAM/SAM/SOM) ที่มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูล ไม่ใช่ตัวเลขเดาไปเรื่อยๆ ผมชอบใช้กราฟเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่คนคุ้นเคยเพื่อให้เห็นสเกลทันที
เรื่องตัวเลขต้องมีความเรียบร้อย—เมตริกสำคัญที่ผมให้ความสนใจคือ MRR/ARR, อัตราการเติบโตรายเดือน, CAC vs LTV, Gross Margin, Burn Rate และ Runway อย่าลืมใส่ตัวอย่างลูกค้าที่ใช้จริงหรือรีวิวสั้น ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทีมและโครงสร้างถือเป็นอีกสไลด์ที่ต้องชัดเจน ใครทำอะไร และมีที่ปรึกษาหรือคนที่เคยผ่านการสเกลมาแล้วหรือไม่
บทสรุปคือ 'ขอเท่าไหร่และจะใช้ทำอะไร' แยกเป็นหัวข้อย่อย เช่น สัดส่วนสำหรับพัฒนาโปรดักต์ การตลาด และบุคลากร รวมทั้งเป้าหมายหนึ่งปีถัดไป สไลด์สุดท้ายให้ข้อมูลติดต่อแบบเห็นได้ชัด ผมมักตั้งใจให้ทั้งเรื่องเล่าและข้อมูลเชิงตัวเลขทำงานร่วมกัน ไม่ใช่มีแค่ภาพสวยกับคำคม—เอาแบบที่ถ้าเขาอยากลงทุน เขาจะรู้ว่าจะเจออะไรในเดือนต่อไปอีกด้วย
4 Answers2025-12-13 06:12:04
เริ่มต้นทำสตาร์ทอัพในเมืองไทยต้องยอมรับว่าไม่มีทางลัดที่ได้ผลสำหรับทุกคน
ฉันมักจะเตือนเพื่อน ๆ ว่าสิ่งที่ทำให้บ่อยครั้งล้มเหลวคือออกสินค้าแล้วไม่รู้ว่าลูกค้าต้องการจริงหรือเปล่า — พูดง่าย ๆ คือขาดการพิสูจน์ 'product-market fit' ก่อนขยายทีมและงบประมาณ ตัวอย่างที่เคยเห็นคือสตาร์ทอัพส่งอาหารที่ทุ่มเงินทำแอปสวยงามแต่ไม่ได้ทดสอบเส้นทางการสั่งจริง ทำให้ต้นทุนการหาลูกค้าพุ่งและอัตราการใช้งานต่ำ
อีกเรื่องสำคัญคือการจัดการเงินทุนและเมตริกพื้นฐาน ถ้าไม่วางแผนรายจ่ายอย่างรัดกุม และไม่จับตา CAC/LTV กับการเบิร์น เราจะหมดเงินก่อนจะเติบโตได้จริง ที่ผมอยากเน้นคืออย่าพยายามโตเร็วโดยไม่เข้าใจ unit economics และอย่าเพิ่งรับเงินมากจนยอมให้คนที่ไม่เห็นวิสัยทัศน์ของบริษัทมากำหนดทิศทาง การรักษาโฟกัสกับลูกค้าแรก ๆ และการปรับปรุงผลิตภัณฑ์จากฟีดแบ็กจริงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงแรกๆ