1 คำตอบ2025-12-02 05:23:43
กลางคืนหนึ่งที่แสงไฟริมถนนสลัวลงและเสียงฝนกระทบหลังคาทำให้บรรยากาศค่อยๆ เงียบลง ผู้เขียนเล่าในบทสัมภาษณ์ว่าไอเดียของ 'พิษฐาน' เกิดมาจากเรื่องเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ: การพบจดหมายเก่าที่มีคำขอโทษและคำพร่ำบอกเล่าค้างไว้ บทสนทนาเล็กๆ กับคนในครอบครัว และความทรงจำของงานศพที่ไม่มีใครกล้าเรียกว่าจริงจัง ทั้งหมดผสมผสานกันจนกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตเป็นธีมของเรื่องราว การขอพรหรือการพิษฐานในงานเขียนของผู้เขียนจึงไม่ได้เป็นแค่พิธีกรรม แต่เป็นการเผชิญหน้ากับความผิดพลาด ที่มาของ 'พิษฐาน' จึงมีทั้งความเศร้า ความโหยหา และความปรารถนาที่อยากจะปล่อยวาง
ในบทสัมภาษณ์ยังมีรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้การบอกเล่าใกล้ชิดขึ้น เช่นผู้เขียนพูดถึงภาพของวัตถุธรรมดา—ลักษณะผ้าที่เปียกจากฝน กระดาษที่เหลือง และเทียนที่ค่อยๆ ดับ—ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ยึดโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน เขาตั้งใจให้คำว่า 'พิษฐาน' เป็นประตูก้าวเข้าไปสู่ความทรงจำของตัวละคร ไม่ใช่แค่คำสั่งให้โชคดี แต่เป็นการสืบค้นอดีต การยืนยันความรู้สึก และการทำพิธีทางใจ ผู้เขียนยังบอกด้วยว่าโทนเสียงของเรื่องได้รับอิทธิพลจากเรื่องเล่าในท้องถิ่นและนิทานที่เขาได้ยินตอนเด็ก ทำให้ภาพของการพิษฐานในเรื่องมีทั้งความเป็นของจริง ความคลุมเครือ และความมหัศจรรย์เล็กๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลอย่างเดียว
ท้ายที่สุด การเกิดของ 'พิษฐาน' ถูกวางเป็นสัญลักษณ์ที่คนอ่านจะตีความต่อได้เอง ผู้เขียนไม่ต้องการมอบคำตอบที่ตายตัว แต่ชอบให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกำลังพบชิ้นส่วนความทรงจำที่กระจัดกระจายและต้องนำมาประกอบเอง คำอธิบายในบทสัมภาษณ์สะท้อนถึงความตั้งใจของเขาที่อยากให้เรื่องนี้เป็นทั้งกระจกและหน้าต่าง—กระจกเพื่อให้เรามองเห็นความบกพร่องของตัวเอง หน้าต่างเพื่อให้เราได้มองออกไปยังความหวังหรือความเสียใจที่ยังคงลอยอยู่ ผมชอบความที่ผู้เขียนเปิดเผยทั้งความเปราะบางและความกล้าหาญนี้ เพราะมันทำให้การอ่าน 'พิษฐาน' ไม่ใช่แค่การติดตามพล็อต แต่เป็นการเดินเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบของอดีต และนั่นเป็นประสบการณ์ที่ยังคงติดอยู่ในใจผมจนถึงทุกวันนี้
3 คำตอบ2025-10-14 14:28:00
การอ่านงานของกุญชรทำให้ฉันอยากรู้ว่าผลงานเหล่านั้นมาจากไหนและเพราะอะไร
ในการสัมภาษณ์หลายครั้งที่ฉันตามอ่าน เขามักพูดถึงภาพความทรงจำจากวัยเด็กซึ่งเป็นแหล่งแรงบันดาลใจหลัก — เรื่องเล่าพื้นบ้าน เสียงงานบุญ กลิ่นอาหารของครอบครัว และภูมิทัศน์ในชุมชนที่เติบโตมา เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ที่ชวนให้เห็นภาพ ฉันรู้สึกว่าเมื่อได้ฟังสิ่งเหล่านั้น งานเขียนของเขาก็มีชีวิตขึ้นมาเหมือนคนที่เรารู้จักจริงๆ
นอกจากนี้ยังมีช่วงที่เขาพูดถึงสื่ออื่นๆ ที่มีอิทธิพล ทั้งภาพยนตร์เพลง และหนังสือที่เคยอ่าน ซึ่งทำให้ธีมบางอย่างในงานของเขาได้รับการหล่อหลอมจนกลายเป็นสไตล์เฉพาะตัว ความตรงไปตรงมาในการบอกเล่าว่าสิ่งใกล้ตัวเป็นแรงขับเคลื่อน ช่วยให้ฉันเข้าใจวิธีการสร้างตัวละครและบรรยากาศในเรื่องราวมากขึ้น ตอนอ่านบทสัมภาษณ์เหล่านั้น ฉันมักคิดถึงฉากเล็กๆ ในงานของเขาที่เคยทำให้หัวใจสะดุด — นั่นคงเป็นสัญญาณว่าแรงบันดาลใจอยู่รอบตัวเราเสมอ และเขาแค่จับมันมาเล่าให้เราฟังด้วยท่าทีเป็นมิตร
5 คำตอบ2026-02-16 15:47:05
ในการสัมภาษณ์หนึ่ง นักแสดงเปิดประเด็นว่า 'นที' เกิดขึ้นจากภาพจำง่าย ๆ ของแม่น้ำในชุมชนบ้านเกิดของเขา—คนที่เขาโตมาด้วยและเรื่องเล่ารอบเตาไฟเป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน
เล่าแบบตรงไปตรงมา, ฉันรู้สึกว่าการบอกเล่านั้นไม่ได้เป็นแค่การหยิบชีวิตจริงมาแต่ง แต่เป็นการย้ายผิวสัมผัสของความทรงจำมาสู่คาแรกเตอร์: เสียงลมพัดข้ามผืนน้ำ กลิ่นดินหลังฝน จังหวะการเดินของคนบนแพ เหล่านี้นักแสดงบอกว่าเป็นข้อมูลชั้นยอดที่ทำให้เขาสามารถแต่งเติมท่าทางและบทพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เขาพูดถึงการใช้เวลาไปนั่งดูผู้คนจริง ๆ รอฟังจังหวะการพูดและท่าทางจนสามารถนำมาแปลงเป็นนิสัยเฉพาะตัวของนที
สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือวิธีที่เขาไม่ยึดติดกับสคริปต์เพียงอย่างเดียว แต่เลือกผสมปัจจัยชีวิตจริงกับความต้องการของบทจนเกิดความซับซ้อนที่อบอุ่นและไม่เป็นสัญลักษณ์แข็งทื่อ เหมือนที่บางผลงานคลาสสิกอย่าง 'The Godfather' ใช้ประวัติครอบครัวเป็นฐาน เขาบอกว่านทีจึงเป็นทั้งคนหนึ่งคนและผลผลิตของชุมชน ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมมองตัวละครในมิติเฉพาะขึ้นมาก
1 คำตอบ2025-10-19 10:04:09
บทสัมภาษณ์ของนักเขียน กุญชร ไล่เรียงแรงบันดาลใจได้ละเอียดและอบอุ่นกว่าที่คิดไว้มาก ตรงนั้นมีภาพของบ้านเกิด กลิ่นฝนในฤดูมรสุม เสียงจักจั่นตอนบ่าย และภาพคนร้านค้าข้างทางที่เขาเอามาเรียงร้อยเป็นตัวละครได้อย่างเป็นธรรมชาติ การสัมภาษณ์ไม่ได้หยุดแค่การพูดถึงหนังสือเล่มก่อน ๆ แต่กลับพาเราเข้าไปดูวิธีที่ชีวิตประจำวัน—ทั้งเรื่องเล็กน้อยและความสูญเสีย—กลายเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดฉากและบทสนทนาที่ชวนให้จดจำ
หัวใจของแรงบันดาลใจที่เขาพูดถึงมักจะอยู่ที่ความทรงจำที่ไม่หวือหวา การอ่านนิยายเก่า ๆ และการฟังเพลงที่พาให้ย้อนกลับมาที่บรรยากาศของวันเก่า ๆ เขายกตัวอย่างผลงานที่ชื่นชอบอย่าง 'Spirited Away' ในแง่ของการจับความรู้สึกแปลกประหลาดของโลกที่ขนาบด้วยความธรรมดา หรือการอ้างถึงบทกวีโบราณเช่น 'พระอภัยมณี' ในมิติของการเล่าเรื่องด้วยภาพและสัญลักษณ์ ทำให้เห็นว่าแรงบันดาลใจไม่จำเป็นต้องมาจากงานเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่างภาพ เสียง และการคุยกันธรรมดาของผู้คนรอบตัว
การเล่าเรื่องของกุญชรแสดงให้เห็นว่ากระบวนการสร้างสรรค์ของเขาไม่ใช่การรอคอยโมเมนต์ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการสะสมชิ้นส่วนเล็ก ๆ ไว้ในสมุดโน้ต การจดประโยคแปลก ๆ ที่ได้ยินจากคนรู้จัก หรือการเดินเที่ยวในตลาดเช้าแล้วเก็บรายละเอียดของผู้คนกลับมา เขาย้ำว่าเพลงพื้นบ้านและอินดี้บางเพลงช่วยเปิดประตูอารมณ์ได้ดี ขณะเดียวกันภาพยนตร์หรือวรรณกรรมจากต่างประเทศก็ทำให้เขามองโครงสร้างเรื่องแบบใหม่ ๆ การผสมผสานนี้ส่งผลให้งานของเขามีทั้งความใกล้ตัวและความกว้างของจินตนาการ
ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้สัมภาษณ์นี้น่าสนใจคือความตรงไปตรงมาของการยอมรับว่าบางครั้งแรงบันดาลใจมาจากความบกพร่องของตัวเอง เช่นความกลัว ความอับจน หรือความสงสัยในความสัมพันธ์ ซึ่งถูกนำมาถักทอเป็นธีมที่วนอยู่ในงานเขา ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่เป็นการร่วมเดินทางไปกับคนที่ยังค้นหาตัวเองอยู่ ข้อคิดแบบนั้นทำให้รู้สึกอบอุ่นและเข้าใจได้ง่าย เหมือนกำลังคุยกับเพื่อนที่เล่าประสบการณ์ตรง ๆ ให้ฟัง และนั่นแหละเป็นส่วนที่ทำให้ผมอยากกลับไปอ่านงานของเขาอีกหลายรอบ
5 คำตอบ2025-11-29 19:19:55
หัวใจของเรื่องนี้เต้นเป็นจังหวะเล็กๆ ที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมดาแล้วกลายเป็นมหากาพย์ความทรงจำ
ฉันมองเห็นที่มาของไอเดียในภาพเล็กๆ: ฝนตกแล้วคนสองคนไม่ตั้งใจชนกันบนฟุตปาธ แววตาที่เผลอหยุดมอง และคำพูดที่ยังไม่ทันได้พูด ทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมลงในสมุดบันทึกแบบวันต่อวันก่อนจะพัฒนาเป็นโครงเรื่องใหญ่ ในมุมของฉัน ผู้เขียนอาจเริ่มจาก 'ภาพเดียว' ที่สะกิดความคิด แล้วขยายให้มันกลายเป็นซีเควนซ์บทสนทนาและฉากซ้ำๆ ที่สะท้อนตัวละครมากขึ้นเรื่อยๆ
รูปแบบการเขียนที่คล้ายกับบรรยากาศใน 'Before Sunrise' คือการให้ความสำคัญกับเวลาช่วงสั้นๆ ที่เปลี่ยนชีวิตคนสองคน ฉันเห็นว่าองค์ประกอบอย่างกลิ่นกาแฟ ร้านรถเข็นตอนกลางคืน หรือการเดินเล่นใต้แสงไฟ ช่วยให้เรื่องราวดูจริงและอิ่มเอม ผู้เขียนจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเหตุการณ์ปล่อยระเบิดมากมาย แต่เลือกจะให้รายละเอียดเล็กๆ ถูกขยายจนกลายเป็นความหมาย ซึ่งนั่นแหละคือความงดงามของเรื่องรักในแบบที่ฉันชอบที่สุด
5 คำตอบ2025-12-03 18:54:35
คำอธิบายของผู้เขียนเกี่ยวกับ 'ก๋งก๋ง' มีความละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยความเมตตา ทำให้ฉันต้องหยุดอ่านแล้วคิดตามหลายรอบ
ผู้เขียนเล่าว่า 'ก๋งก๋ง' ถูกเขียนขึ้นไม่ใช่แค่ว่าเป็นคนแก่ที่มีบทบาทเล็ก ๆ แต่เป็นตัวแทนของความทรงจำที่ยังมีชีวิต คนเขียนใช้คำพูดที่อ่อนโยนเมื่อลงรายละเอียดเกี่ยวกับนิสัยเล็ก ๆ อย่างนิ้วที่สั่นเวลาเปิดหนังสือหรือการฮัมเพลงเก่า ๆ เพื่อสื่อว่าเขาไม่ใช่เพียงแค่ภาพจำ แต่เป็นบุคคลที่มีเรื่องราวซับซ้อน ทั้งความเหนื่อยล้า ความภูมิใจ และการยอมรับความเปลี่ยนแปลง
การนำเสนอเช่นนี้ทำให้ฉันเห็นมิติใหม่ของตัวละคร — ไม่ได้มีไว้เพื่อบทพลิกหรือทำนองโศก แต่เป็นตัวเชื่อมระหว่างอดีตและปัจจุบันของคนรอบข้าง ฉันจึงชอบว่าเขาไม่ถูกทำให้เป็นแค่อารมณ์เดียว แต่เป็นพื้นที่ที่คนอ่านสามารถเข้าไปตั้งคำถามกับความทรงจำของตัวเองได้อย่างเงียบ ๆ
3 คำตอบ2025-10-23 20:21:11
หลายครั้งที่บทสัมภาษณ์ของนักเขียนเผยมุมที่เราไม่เคยคิดถึง: มันไม่ได้มีแค่เรื่องราวต้นกำเนิดของไอเดียเท่านั้น แต่ยังชวนให้ฉันเห็นกระบวนการคิด ความท้าทาย และการตัดสินใจที่ซ่อนอยู่หลังคำสวยงามบนหน้ากระดาษ
ฉันมักจะชอบบทสัมภาษณ์ที่เล่าเรื่องพัฒนาการของตัวละคร เช่น นักเขียนอาจเล่าว่าตัวละครหนึ่งเริ่มจากลักษณะนิสัยที่เล็กน้อยแต่ถูกปรับจนกลายเป็นแกนกลางของเรื่อง การรู้ว่าเหตุการณ์ฉากหนึ่งเคยถูกวางให้จบแบบอื่นหรือมีฉากที่ถูกตัดออกไป ช่วยให้ฉันกลับไปอ่านงานนั้นใหม่ด้วยมุมมองต่างไป ตัวอย่างเช่น ในการสัมภาษณ์เกี่ยวกับ 'One Piece' ผู้สร้างมักพูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงเรื่องและเส้นทางตัวละครซึ่งทำให้ฉันเข้าใจว่าทำไมบางเส้นเรื่องถึงยืดยาวและบางครั้งดูเหมือนหลุดออกจากจังหวะ
อีกสิ่งที่พบบ่อยคือข้อมูลเชิงเทคนิคและข้อจำกัด เช่น ข้อบังคับจากสำนักพิมพ์ งบประมาณ หรือเวลาที่มีจำกัด นี่แหละที่ทำให้ฉันเห็นการต่อรองที่แท้จริงของงานสร้างสรรค์ บทสัมภาษณ์ยังมักเผยแรงบันดาลใจที่เป็นส่วนตัว—เพลง ภาพยนตร์ ประสบการณ์ชีวิต—ซึ่งทำให้ฉันทบทวนว่าผลงานนั้นสื่ออะไรในเชิงอารมณ์และวัฒนธรรม การได้ยินนักเขียนพูดตรง ๆ ว่าฉากบางฉากถูกเปลี่ยนเพราะกลัวไม่เหมาะสมหรือเพราะต้องการเข้าถึงผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม ทำให้ฉันเข้าใจความเป็นมนุษย์เบื้องหลังงานศิลป์มากขึ้น
2 คำตอบ2025-11-26 14:50:20
คำว่า 'จรด' ดูเผินๆ เหมือนคำสั้นๆ แต่พอขยับดูดีๆ มันมีทั้งน้ำหนักและมิติที่น่าสนใจมากกว่าที่คิด
ผมชอบมองคำนี้จากมุมภาษาศาสตร์ผสมกับบรรยากาศวรรณกรรม: 'จรด' มักถูกใช้ในความหมายของการสัมผัสหรือการถึงจุดสุดท้าย เช่นในวลีที่คุ้นหูอย่าง 'จรดปลายปากกา' ซึ่งบอกความตั้งใจและการเริ่มกระทำจริงจัง ต้นกำเนิดของคำอาจเชื่อมโยงกับรากศัพท์จากภาษาที่มีอิทธิพลต่อภาษาไทยอย่างบาลี-สันสกฤตหรือขอมโบราณ เพราะคำกริยาที่บอกการเคลื่อนที่หรือการแตะต้องในภาษายุคก่อนมักถูกยืมมาใช้และปรับเสียงจนเป็นคำไทยรูปปัจจุบันได้ แต่สิ่งที่ทำให้คำนี้น่าติดตามคือการยืดหยุ่นของความหมาย — ทั้งการบรรยายการเขียน การชี้จุดถึงจุดสูงสุด หรือการแตะถึงขอบเขตบางอย่าง
ในฐานะคนที่ชอบอ่านบทกวีไทยเก่าๆ ผมสังเกตว่ากวีมักเอา 'จรด' มาใช้เพื่อเพิ่มน้ำหนักเชิงภาพและจังหวะ เช่นในบทร้อยกรองที่จะบอกว่ามือหรือปลายเครื่องมือสัมผัสผิวของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำให้ภาพที่อ่านรู้สึกชัดขึ้นโดยไม่ต้องอธิบายยืดยาว อีกด้านหนึ่ง ผู้ใช้ภาษาในชีวิตประจำวันก็ชอบเอาคำนี้มาประยุกต์อย่างอิสระจนเกิดสำนวนย่อยๆ ที่ฟังแล้วเข้มแข็ง เช่นการบอกว่าความพยายาม 'จรด' ไปถึงผลสำเร็จ ซึ่งให้ความรู้สึกทั้งการลงมือและการบรรลุเป็นหนึ่งเดียวกัน สุดท้ายภาพที่ติดตาผมคือแสงที่สะท้อนบนหน้ากระดาษเมื่อปากกา 'จรด' และเส้นเคลื่อนออกมา—มันเป็นการเริ่มที่ไม่จำเป็นต้องหวือหวา แต่หนักแน่นพอจะทำให้เรื่องราวเริ่มต้นได้ดี
3 คำตอบ2025-11-27 04:17:58
เราอ่านประโยคที่ผู้เขียนเล่าในสัมภาษณ์แล้วรู้สึกว่ามันเป็นโมเมนต์ที่คมชัดมาก: เขาบอกว่าฉากหัว 'แห้ว' เกิดจากการผสมกันของความอายส่วนตัวกับมุมมองตลกร้ายที่มาจากนิทานบ้านเกิด
ในความเห็นของเรา การเชื่อมโยงความทรงจำวัยเด็กกับโทนตลกร้ายทำให้ฉากนั้นมีทั้งความเจ็บและความขำในคราวเดียว ผู้เขียนเล่าอย่างละเอียดถึงภาพวันหนึ่งที่โดนปฏิเสธต่อหน้าเพื่อน เป็นสถานการณ์เล็ก ๆ แต่ถูกขยายออกด้วยความคิดภายใน ซึ่งพาไปสู่การตัดสินใจสร้างฉากที่มีทั้งซีนเงียบ ๆ แล้วตัดเข้าสู่ภาพที่เกินจริงจนกลายเป็นมุขตลกแบบขม ๆ
มุมมองส่วนตัวของผู้เขียนยังชี้ให้เห็นว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลป์อื่น ๆ ด้วย เช่นฉากเงียบในหนังที่เน้นภาษากายมากกว่าคำพูด เหมือนที่เคยเห็นในงานจิตวิทยาเชิงภาพของ 'A Silent Voice' ซึ่งทำให้เสียงหัวเราะในฉากหัว 'แห้ว' ดูไม่ใช่แค่ความขบขัน แต่เป็นการคลายความตึงเครียดของตัวละครและเผยความเปราะบางของมนุษย์ ฉากนี้เลยทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน: ทำให้เราหัวเราะ และทำให้เรารู้สึกต่อผู้ถูกหัวเราะไปพร้อมกัน
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้คำอธิบายของผู้เขียนน่าซึ้งกว่าการบอกว่า 'ขำ ๆ' คือการยอมรับว่ามนุษย์มักใช้มุกเพื่อปกปิดความเจ็บปวด นั่นแหละที่ทำให้ฉากมันยังคงติดอยู่ในใจฉันนานหลังจากได้ดู
3 คำตอบ2025-11-26 08:17:35
บทสัมภาษณ์ครั้งนั้นเล่าเรื่องราวของ 'ตัวข้า' ในมุมที่ทำให้หัวใจเต้นแรงและคิดถึงความเงียบของธรรมชาติพร้อม ๆ กัน
ผู้เขียนพูดถึงแรงขับจากความเงียบของชนบทและความลี้ลับที่ซ่อนในเหตุการณ์เล็ก ๆ รอบตัว เหตุการณ์บางอย่างในคำเล่าทำให้ฉันนึกถึงโทนและอารมณ์ของงานที่นำธรรมชาติมาเป็นตัวละครร่วมเหมือนใน 'Mushishi' — ไม่ได้เป็นการอ้างอิงตรง ๆ แต่เป็นความรู้สึกว่าโลกธรรมดาอาจมีสิ่งที่เหนือธรรมชาติแอบซ่อนอยู่ ผู้เขียนเล่าว่าบ้านในวัยเด็ก กลิ่นฝน เสียงแมลงยามค่ำคืน ถูกเก็บเป็นเศษความทรงจำที่ต่อมาไหลออกมาเป็นภาพและบทสนทนาในเรื่อง
พาร์ตที่ทำให้ฉันยิ้มคือการพูดถึงเพลงโปรดที่เขียนขึ้นในตอนที่กำลังพัฒนา 'ตัวข้า' เพลงนั้นกลายเป็นพลังขับเคลื่อนอารมณ์บางอย่าง และยังมีการหยิบเอาเทพนิยายท้องถิ่นมาแปลงให้ร่วมสมัย ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจจะอ้างอิงตำนานอย่างเคร่งครัด แต่ใช้มันเป็นกรอบความรู้สึกที่ทำให้ตัวละครมีมิติ ความตรงไปตรงมาแบบนี้ทำให้ฉันเข้าใจว่าบางครั้งแรงบันดาลใจไม่ได้มาจากแหล่งใหญ่โต แต่อยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เมื่อรวมกันแล้วกลายเป็นโลกทั้งใบของเรื่อง นั่งอ่านสัมภาษณ์จบลงด้วยความรู้สึกอุ่น ๆ ในอก เห็นภาพฉากหนึ่งเกิดขึ้นเองในหัวก่อนจะหลับตาลงด้วยรอยยิ้ม