หนังเรื่องน่าประทับใจอย่าง 'The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring' ฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2001 ในนิวยอร์ก ก่อนจะเข้าฉายทั่วโลกในวันที่ 19 ธันวาคมปีเดียวกัน หนังเรื่องนี้สร้างจากนิยายอมตะของ J.R.R. Tolkien ที่หลายคนรอคอยมานานกว่าจะได้เห็นบนจอใหญ่
ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือการถ่ายทอดโลกมิดเดิลเอิร์ธออกมาได้อย่างสมจริงด้วยเทคนิคพิเศษที่ทันสมัยในยุคนั้น แม้เวลาจะผ่านมานานแต่ยังคงเป็นหนังที่แฟนๆ ชื่นชอบและหยิบมาดูซ้ำๆ ไม่เคยเบื่อ
ความคาดหวังสำหรับ 'The Lord of the Rings: The Two Towers' สูงมากหลังจากภาคแรกที่ยอดเยี่ยม และภาคนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
การเดินทางของฟร็อดและแซมยังคงเข้มข้นด้วยความตึงเครียด ขณะที่อารากอร์นและกลุ่มเพื่อนต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่ดุเดือดขึ้นทุกที แนวทางการเล่าเรื่องที่สลับไปมาระหว่างกลุ่มตัวละครหลักทำได้สมดุลมาก ไม่รู้สึกว่ามีส่วนไหนถูกละเลย ฉากสำคัญอย่างการต่อสู้ที่ฮอร์นเบิร์กนั้นยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้นจนกลายเป็นหนึ่งในฉากแอคชั่นที่จดจำได้มากที่สุดของวงการหนัง
สิ่งที่ประทับใจคือการพัฒนาตัวละคร โดยเฉพาะกอลลัมที่กลายเป็นตัวละครที่มีความลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งน่าสงสารและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
กระโดดเข้าไปในมิดเดิลเอิร์ธอีกครั้งกับ 'The Lord of the Rings: The Two Towers' แล้วเจอกับนักแสดงสุดอลังการที่ทำให้เรื่องราวนี้มีชีวิตชีวา! เอลิจาห์ วูด ยังคงนำทีมในบทฟรอโด แบ็กกิ้นส์ กับบทบาทที่หนักหน่วงขึ้นเมื่อต้องแบกรับภาระแหวนวิเศษ
ฌอน แอสติน เป็นแซมไวส์ แกมจี เพื่อนซี้ที่ซื่อสัตย์จนน้ำตาไหล ส่วนวิกโก มอร์เทนเซนกับออร์แลนโด บลูม ก็ร้อนแรงในบทอารากอร์นและเลโกลาสตามลำดับ โดน forget บทกวีของเบอร์นาร์ด ฮิลล์ ในฐานะกษัตริย์ธีโอเดนที่ต้องต่อสู้กับความสิ้นหวังก็ทรงพลังไม่แพ้กัน ส่วนกอลลัมที่เล่นโดยแอนดี เซอร์กิสก็เป็นหนึ่งในการแสดงโมชั่นแคปเจอร์ที่ลือลั่นไปทั่ว Hollywood เลยล่ะ
เรื่องราวใน 'The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring' นั้นเป็นเหมือนการผจญภัยครั้งใหญ่ที่ถูกแบ่งออกเป็นตอนสำคัญๆ แต่ถ้าพูดถึงภาคแรกนี้จริงๆ มันเป็นหนังหนึ่งเรื่องเต็มๆ เลยนะ ไม่ได้แบ่งเป็นตอนแบบซีรีส์ แต่ถ้านับฉากสำคัญก็มีหลายช่วงที่เด่นๆ อย่างการเริ่มต้นใน Shire, การเดินทางไป Rivendell, การก่อตั้งคณะพันธมิตร, และการต่อสู้ใน Moria แต่ละช่วงก็น่าตื่นเต้นและมีรายละเอียดที่ทำให้เราเหมือนได้ดูหลายเรื่องในหนึ่งเดียว
สำหรับคนที่ชอบเนื้อหาละเอียด หนังสือต้นฉบับก็แบ่งเป็น 2 เล่มคือ 'The Fellowship of the Ring' แต่ในหนัง Peter Jackson ทำออกมาได้สมบูรณ์แบบในเวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆ ส่วนตัวชอบตอนที่คณะพันธมิตรเดินทางผ่านภูมิประเทศต่างๆ เพราะมันแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของโลกในจินตนาการของ Tolkien ได้ดีมาก
ใครที่ชื่นชอบ 'The Lord of the Rings' อย่างเรา คงรู้ดีว่าภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ J.R.R. Tolkien นี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ภาคหลักด้วยกัน แต่ละภาคมีความยาวและรายละเอียดที่ทำให้เราจมดิ่งเข้าไปในโลกของมิดเดิลเอิร์ธได้อย่างสนุกสนาน
เริ่มจาก 'The Fellowship of the Ring' ที่พาเราไปรู้จักกับวงแหวนแห่งอำนาจและกลุ่มพันธมิตรที่ต้องเดินทางไปทำลายมัน ตามด้วย 'The Two Towers' ที่เต็มไปด้วยการต่อสู้และแผนการร้ายของศัตรู จบลงที่ 'Return of the King' ที่เป็นจุด Climax ทั้งการต่อสู้ครั้งใหญ่และชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แค่คิดก็อยากหยิบมาดูอีกครั้งแล้วล่ะ
เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่นึกถึงมหากาพย์สุดอลังการของ 'The Lord of the Rings' เวลาคุยกันเรื่องหนังฟอร์มยักษ์! จริงๆ แล้วไตรภาคนี้แบ่งออกเป็น 3 ภาคหลักด้วยกัน คือ 'The Fellowship of the Ring', 'The Two Towers' และสุดท้ายคือ 'The Return of the King' ที่คว้ารางวัลออสการ์ไปแบบถล่มทลาย
แต่ละภาคของปีเตอร์ แจ็กสัน ให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทางครั้งใหญ่จริงๆ นะ เพราะเขาใช้เวลาถ่ายทำต่อเนื่องกันยาวนาน แถมยังตัดต่อออกมาได้สมบูรณ์แบบจนแทบไม่มีจุดให้ติได้เลย
เสียงเพลงจาก 'The Lord of the Rings: The Two Towers' ถูกแต่งโดย Howard Shore ผู้ที่สร้างสรรค์บทเพลงอันยิ่งใหญ่ให้กับโลกมิดเดิลเอิร์ธอีกครั้ง
ความพิเศษของอัลบั้มนี้อยู่ที่การใช้ธีมเพลงเดิมจากภาคแรกอย่าง 'The Fellowship of the Ring' แล้วพัฒนาต่อยอดด้วยโทนใหม่ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเพลง 'Rohan Theme' ที่โดดเด่นด้วยเครื่องสายและเสียงประสานบรรเลงถึงจิตวิญญาณแห่งแผ่นดินโรฮัน ส่วน 'Evenstar' ก็เป็นบทเพลงที่อ่อนหวานราวกับแสงดาว ตอบรับฉากโรแมนติกระหว่างอารากอร์นกับอาร์เวนได้อย่างสมบูรณ์แบบ