เพลงนั้นทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกพาไปยืนกลางสนามฝุ่นและแสงแดดจ้าทันที — ทำนองฮัมท่ามกลางเสียงก้องของทรัมเป็ตและวิสเปิลที่ค่อยๆ เลื้อยขึ้นมาจนกลายเป็นธีมหลักที่ทุกคนจำได้ 'The Good, the Bad and the Ugly' ไม่ใช่แค่เพลงประกอบ แต่เป็นเครื่องหมายการค้าของหนังคาวบอยยุคสปาเกตตี
เมโลดี้เชื่อมภาพได้เฉียบขาด: ท่อนฮัมติดหูซ้ำๆ ทำหน้าที่เหมือนการตะโกนเรียกความตึงเครียดก่อนการดวล ส่วนการใช้กีตาร์ไฟฟ้าและทรัมเป็ตสลับกับเสียงฮัมทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเอกเทศ ไม่เหมือนเพลงประกอบคลาสสิกแบบออเคสตราที่เราเคยชิน มันดิบและมีเสน่ห์แบบชนบทที่อัดแน่นด้วยความทรมานและอารมณ์ขันแฝง
เราเห็นความเก่งกาจของคอมโพสเซอร์ตรงที่เปลี่ยนทำนองสั้นๆ ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำจนกลายเป็นซาวด์สเคปที่โอบรอบภาพยนตร์ทั้งเรื่อง ทุกครั้งที่ได้ยินท่อนนั้นก็เหมือนมีภาพสามคนยืนหันหน้าในสนามศพผุดขึ้นมาในหัวเสมอ — นี่แหละเพลงประกอบที่ติดอยู่ในสมองจนยากจะลบเลือน
ทำนองของ 'Back to the Future' ยังคงติดอยู่ในหัวฉันเหมือนการเดินทางข้ามเวลาเอง—มันสดใส กระฉับกระเฉง และมีพลังจนอยากจะยกเท้าจุดขึ้นเตารีดกลางถนนเลยทีเดียว
เมื่อสายสตริงกับซินธ์มาบรรจบกันในธีมหลักของหนัง เสียงกีตาร์ในเพลง 'The Power of Love' กับธีมออเคสตราที่ Alan Silvestri แต่งไว้ กลายเป็นภาพของรถไฟฟ้าลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าในหัวฉันทันที เพลงนี้เหมาะสำหรับวันที่ต้องการอารมณ์สนุก มีพลัง และความคิดถึงความเป็นวัยรุ่น ผมยังนึกภาพตัวเองขับรถไปตามถนนที่ไฟส่องกระพริบเมื่อเพลงนี้ขึ้น
ถ้าต้องเลือกหนึ่งชิ้นที่ฟังซ้ำได้ไม่เบื่อ ให้เริ่มจากธีมหลักของ 'Back to the Future' แล้วค่อยไล่ไปหาฉบับร้องของ 'The Power of Love' แบบเต็มๆ มันคือเครื่องเตือนว่าเสียงดนตรีสามารถทำให้การเดินทางข้ามเวลาในหนังกลายเป็นความทรงจำส่วนตัวของเราได้เสมอ