Se connecter
บ้านสกุลเยี่ยที่อยู่ติดกันกำลังจัดงานเลี้ยงดื่มน้ำชาเล็กๆ ที่สวนหลังบ้าน หลี่ลี่อิงติดตามบิดาของตนไปด้วยความตื่นเต้น หมายจะเจอหน้าเยี่ยหยวนซีพี่ชายข้างบ้านที่แสนอ่อนโยน
“พี่หยวนซี” หลี่ลี่อิงร้องเรียกเขาเสียงดังเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินตรงมาต้อนรับ
“สำรวมหน่อยลี่อิง นี่ไม่ใช่บ้านของเรา” หลี่หลงบอกแก่บุตรสาววัยสิบหนาวที่ตื่นเต้นทุกครั้งยามพบกับพี่ชายวัยสิบหกหนาวข้างบ้าน
“เชิญท่านอาไปที่ศาลาริมน้ำด้านนั้น ท่านพ่อและท่านลุงหานรอท่านอยู่” หนุ่มน้อยวัยสิบหกหนาวพูดด้วยความสุภาพ แล้วหันไปยิ้มให้กับเด็กหญิงตัวน้อย
“พี่หยวนซี ข้าอยากให้ท่านพาไปชมปลาที่สระอีกได้หรือไม่” หลี่ลี่อิงบอกด้วยน้ำเสียงที่สดใส
“ได้สิ แต่ว่าต้องรออีกสักครู่ เจ้าไปนั่งกินขนมกับท่านอาก่อน หากข้าทำธุระเสร็จแล้วจะเรียกเจ้าให้ไปดูปลาด้วยกันดีไหม”
“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะรอนะเจ้าคะ” หญิงสาวตัวน้อยบอกด้วยน้ำเสียงที่เจื้อยแจ้วแล้วยอมเดินไปกับบิดาแต่โดยดี
หลี่ลี่อิงมาเที่ยวเล่นที่นี่อยู่บ่อยครั้ง ตระกูลหลี่ ตระกูลเยี่ยและตระกูลหาน ทั้งสามตระกูลใหญ่ในเมืองต้าถงเป็นมิตรต่อกันและมีการพูดคุยอยู่บ่อยครั้งถึงเรื่องการหมั้นหมายลูกสาวของสองตระกูลให้แก่บ้านสกุลเยี่ยที่มีลูกชายเพียงคนเดียว ซึ่งเด็กน้อยนั้นคาดหวังว่าผู้ที่ถูกเลือกนั้นจะเป็นตัวเอง
หานหลิงหลิง หรือที่บิดานางเรียกว่าหลิงเอ๋อร์ เป็นเด็กสาววัยสิบสามหนาวที่ดูเรียบร้อยและเก่งงานบ้านงานเรือน อีกสองปีนางก็จะเข้าสู่พิธีปักปิ่นและสามารถออกเรือนได้แล้วจึงทำให้เด็กน้อยอย่างหลี่ลี่อิงอดที่จะกังวลไม่ได้
“คารวะท่านลุงเยี่ย คารวะท่านลุงหาน” เด็กน้อยย่อตัวคารวะด้วยท่าทีที่สุภาพและอ่อนน้อม แต่หากเทียบกับกิริยาอันอ่อนช้อยที่หานหลิงหลิงลุกขึ้นคารวะบิดาของตนก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดในใจไม่ได้
“คารวะท่านอาหลี่” หานหลิงหลิงพูดเสียงเบา ท่าทีอ่อนช้อยจนเด็กหญิงรู้สึกหมั่นไส้
“ตอนนี้หลิงเอ๋อร์กำลังเรียนดีดพิณ ฝีมือพอใช้ได้ทีเดียว ครั้งหน้าข้าจะให้นางบรรเลงให้ฟัง” หานชิงเทียนพูดชมบุตรสาวแก่สหายทั้งสอง
“แล้วลี่อิงเล่า เจ้าทำอะไรได้แล้วบ้าง” เยี่ยฟู่ตงถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเอ็นดู
“ยังไม่ได้เรียนเลยเจ้าค่ะ ข้าชอบการต่อสู้มากกว่า” หลี่ลี่อิงตอบอย่างฉะฉานเรียกเสียงหัวเราะให้แก่ผู้ใหญ่ทั้งสามเป็นอย่างมาก
“อยู่ในสำนักคุ้มกันกับบิดาเจ้า เจ้าก็คงคุ้นเคยแต่กับเรื่องนี้สินะ”
“เจ้าค่ะท่านลุงเยี่ย ข้าอยากเก่งอย่างท่านพ่อจะได้คุ้มกันสินค้าไปต่างเมืองได้” หลี่ลี่อิงตอบแล้วยิ้มกว้าง จริงๆ แล้วเพราะเยี่ยหยวนซีไปฝึกปรือวิชาต่อสู้กับบิดาของนางอยู่บ่อยครั้ง นางจึงชอบนั่งดูเขาต่างหาก
“เจ้าเป็นเด็กผู้หญิง ต้องเรียนงานบ้านงานเรือนมิใช่หรือ หากเจ้าไม่รังเกียจข้าจะช่วยสอนให้” หานหลิงหลิงบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเอ็นดู
“ใช่ เป็นเด็กผู้หญิงต้องเรียนงานบ้านงานเรือนถึงจะถูก” หานชิงเทียนพูดขึ้นมา ภูมิใจในตัวบุตรสาวที่เพียบพร้อม ในขณะที่หลี่หลงมองลูกสาวตัวน้อยด้วยความกังวล
บ้านสกุลหลี่เปิดสำนักคุ้มกัน คนในบ้านส่วนใหญ่จึงมีแต่ผู้ชาย อีกทั้งหลี่ลี่อิงก็ดูไม่สนใจงานบ้านงานเรือนเลยสักนิด ร่ำร้องแต่จะฝึกวิชาการต่อสู้จนเขาเองก็เหนื่อยใจ
เยี่ยหยวนซีเดินเข้ามาแล้วส่งยิ้มให้กับเด็กน้อย แล้วหันไปสบตากับหานหลิงหลิงที่นั่งก้มหน้าเอียงอายอยู่ข้างบิดา เขาเองก็พึงใจในความอ่อนหวานของเด็กสาวอยู่ไม่น้อย แต่นางยังเด็กเกินที่เขาจะแสดงความรู้สึกด้วย
แม้รู้อยู่ว่าบิดานั้นหมายจะให้เด็กสาวมาเป็นสะใภ้และตนเองก็พึงพอใจตัวหานหลิงหลิงมากแค่ไหน แต่ถ้ายังไม่ได้ทำตามความฝันของตนก็ยังไม่อยากออกเรือนไปในช่วงเวลานี้
“พี่หยวนซี ท่านเสร็จธุระหรือยัง” หลี่ลี่อิงถามด้วยความตื่นเต้น
“ท่านอา ข้าขอพาลี่อิงไปชมปลาในสระทางด้านนั้นได้หรือไม่” เขาขออนุญาตจากหลี่หลงด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
หลี่หลงพยักหน้าอนุญาตแล้วหันไปบอกบุตรีตัวน้อย “ไปสิลี่อิง”
“พาหลิงเอ๋อร์ไปด้วยสิ” หานชิงเทียนบอกแก่เด็กหนุ่ม
“หลิงหลิงเจ้าอยากไปหรือไม่” เยี่ยหยวนซีหันไปถามนางตามมารยาท
“เจ้าค่ะ” เด็กสาวตอบด้วยท่าทีงดงาม แล้วลุกขึ้นเดินตามทั้งคู่ไปยังสระน้ำที่อยู่ใกล้ๆ
“พี่หยวนซี พรุ่งนี้ท่านจะไปฝึกวิชาหมัดที่สำนักคุ้มกันหรือไม่” เด็กหญิงถามแล้วจูงมือกับพี่ชายใจดีเดินไปด้วยกันโดยมีหานหลิงหลิงเดินตามมา
“ไปสิ แต่ข้าเริ่มฝึกดาบแล้วนะ มันอันตราย เจ้าไม่ต้องตามไปดูหรอก” เขาพูดแล้วหันไปดูหานหลิงหลิงที่เดินตามมาแล้วยิ้มให้แก่นาง
“แต่ข้าชอบดูท่านฝึกวิชาป้องกันตัว ข้าเองก็อยากฝึกบ้าง”
“เจ้าเก่งแล้ว คราก่อนก็ต่อยลูกของหัวหน้าเฉินจนเลือดกำเดาไหลเลยไม่ใช่หรือ” เขาหมายถึงคนของสำนักที่เป็นหัวหน้าขบวนคุ้มกัน
“ระหว่างให้ข้าเก่งหมัดมวยกับเก่งงานบ้านงานเรือน พี่หยวนซีชอบให้ข้าเป็นแบบไหนมากกว่า” หลี่ลี่อิงถามอย่างใคร่รู้
“ข้าชอบที่เจ้าเก่งหมัดมวย จะได้ไม่มีใครมารังแกเจ้าได้ เวลาที่ข้าได้ยินวีรกรรมของเจ้าจากท่านอาหลี่ ข้ารู้สึกเอ็นดูเหลือเกิน” เยี่ยหยวนซีพูดชมนางเพื่อเอาใจเด็กหญิง แต่หารู้ไม่ว่ามันทำให้หลี่ลี่อิงฝังใจว่าเขาชอบสตรีที่แข็งแกร่งมากกว่าสตรีที่อ่อนแออย่างหานหลิงหลิง
ในขณะที่เด็กหนุ่มหันหลังกลับไปมองเด็กสาวที่เดินตามหลังมาเป็นระยะ แล้วส่งสายตาห่วงใยให้จนหานหลิงหลิงแก้มแดงเรื่อด้วยความเขินอาย
**********************
เยี่ยฟู่ตงเป็นคหบดีค้าข้าวที่มีชื่อเสียงในเมืองต้าถง บางครั้งต้องเดินทางไปค้าข้าวยังต่างเมืองจึงต้องว่าจ้างสำนักคุ้มกันของสกุลหลี่อยู่บ่อยครั้ง เขาจึงจำเป็นต้องเรียนวิชาป้องกันตัว เพื่อที่เขาจะสานต่อกิจการจากบิดาและอยากกำจัดกลุ่มโจรป่าที่สังหารปู่ของตนเมื่อสามปีที่แล้วขณะเดินทางไปยังเมืองจี้เฉิน
ตอนนี้เยี่ยหยวนซีกำลังฝึกการใช้ดาบ หลี่ลี่อิงนั่งดูเขาด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข ท่วงท่ารำดาบพื้นฐานของเขานั้นดูอย่างไรก็ยังไม่เข้าขั้น แต่ในสายตาของเด็กสาวมันช่างเป็นท่วงท่าที่งดงามเหลือเกิน
“คุณหนู นายหญิงให้มาเรียกเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงหญิงรับใช้คนสนิทมาตามเด็กน้อยไปเรียนงานบ้าน
“ข้าไม่ไป” เด็กหญิงปฏิเสธเสียงแข็ง
“คุณหนูไปเถิดนะเจ้าคะ ครั้งนี้นายหญิงบอกว่าหากไม่ไปจะมาตามด้วยตนเอง แล้วจะกักบริเวณคุณหนูด้วย”
หลี่ลี่อิงทำหน้ามุ่ย มองพี่ชายข้างบ้านที่ฝึกซ้อมอย่างตั้งใจ ไม่อยากออกไปจากตรงนี้เลย
“ข้าไม่อยากเรียนงานบ้านนี่ พี่หยวนซีไม่ชอบผู้หญิงอ่อนแอ”
เสี่ยวชิงดูออกว่าเด็กหญิงมีใจให้กับเยี่ยหยวนซี จึงออกอุบายหลอกล่อให้ยอมตามกลับไปที่เรือนใหญ่
“แต่หากหญิงสาวผู้นั้นเก่งทั้งการต่อสู้และเก่งงานบ้านไปด้วย คุณหนูว่าคุณหนูจะได้เปรียบคนอื่นหรือไม่เจ้าคะ คิดดูนะเจ้าคะหากคุณชายเยี่ยชอบคนที่ต่อสู้เก่ง แต่นายท่านเยี่ยอยากได้สะใภ้ที่เก่งงานบ้านงานเรือน อย่างไรคุณชายเยี่ยก็ต้องเชื่อฟังบิดาแน่”
“ไม่ต้องมาหลอกล่อข้าหรอกเสี่ยวชิง ข้าไม่หลงกลเจ้า” หลี่ลี่อิงบอกอย่างรู้ทัน แต่ในใจก็แอบเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย
“คุณหนูอายุยังน้อยนัก ยังไม่รู้หรอกเจ้าค่ะว่าโลกของผู้ใหญ่ การเชื่อฟังบิดามารดานั้นเป็นเรื่องใหญ่ รักใครชอบใครหากบิดามารดาไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ไม่มีวันสมหวังหรอกเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงพยายามพูดให้คุณหนูของตนเปลี่ยนใจ
เด็กหญิงหันกลับมามองที่หญิงรับใช้คนสนิทแล้วส่ายหัวปฏิเสธอย่างแน่วแน่ เพราะยึดคำพูดของเยี่ยหยวนซีเท่านั้น อีกทั้งยังเด็กจึงมีความคิดที่ต่อต้าน คิดว่าเสี่ยวชิงแค่พูดหว่านล้อมตนเองเท่านั้นจึงปฏิเสธออกไป “เจ้ากลับไปบอกท่านแม่ หากจะกักบริเวณข้า ข้าก็จะอดข้าวให้ตายไปเลย”
“คุณหนู” เสี่ยวชิงเรียกด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะเดินกลับไปรายงานนายหญิงของตนด้วยความผิดหวัง
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







