Masukบทที่ 5 ข้ออ้าง
ร่างบางเดินโซเซมานั่งลงที่ม้านั่งในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงซ่านจากการร้องไห้เป็นเวลานาน ดีที่วันนี้เป็นวันหยุด ผู้คนจึงไม่พลุกพล่านเท่าไร
“ฮึก...ฮือ~” พราวดาวยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างยากที่จะกลั้น น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบสองแก้มแดงระเรื่อ ภาพและน้ำเสียงของพ่อยังติดที่ปลายตา มันยิ่งทำให้เธอหยุดร้องไห้ไม่ได้ บาดแผลที่ฝังลึกในใจมานานหลายปีมันยากที่จะหาย และยิ่งไปสะกิด มันก็ยิ่งเจ็บปวด
“คุณครับ” เสียงเข้มของใครคนหนึ่งดังขึ้น พราวดาวหยุดสะอื้นแล้วเงยหน้ามอง “เอ่อ...เป็นอะไรหรือเปล่าครับ พอดีผมเห็นคุณนั่งร้องไห้มานานแล้ว”
“เปล่าค่ะ ฉันไม่เป็นไร” เธอปฏิเสธชายหนุ่มแล้วลุกขึ้นยืนหมายจะเดินออกมา
“ไม่เป็นไรครับ ขอโทษที่มารบกวนคุณ นั่งต่อได้นะครับ” ชายหนุ่มยิ้มให้บาง ๆ เขาผายมือไปที่ม้านั่ง พราวดาวแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงเหมือนเดิม และมองหน้าเขา
“คุณรู้จักฉันไหมคะ”
“เอ่อ...ไม่รู้จักครับ”
‘แปลก...หรือฉันยังดังไม่พอ หรือว่าเขาไม่สนใจข่าวพวกดารา’
นางแบบสาวคิดในใจแล้วคลี่ยิ้มให้ชายหนุ่ม
“ถ้าไม่รังเกียจ นั่งด้วยกันสิคะ” เธอเอ่ยชวนเขาทั้งที่ยังสะอื้นไห้อยู่เล็กน้อย
“ผมชื่อติ๊กนะครับ แล้วคุณชื่อ...”
“พราวดาวค่ะ เรียกพราวเฉย ๆ ก็ได้”
“ครับคุณพราว พอดีผมมาวิ่งน่ะครับ ผ่านมาเห็นคุณร้องไห้ และยิ่งตรงหน้าเป็นคลองน้ำด้วย ผมกลัวว่าคุณจะคิดสั้น”
“ไม่หรอกค่ะ ฉันจะคิดสั้นทำไม คุณไม่รู้อะไรเสียแล้ว หมดตัวฉันทำมาตั้งหลายบาท จะมาคิดสั้นฆ่าตัวตายได้ยังไง ทำแบบนั้นเสียดายแย่” ปกรณ์หลุดขำพรืดใหญ่กับคำพูดติดตลกของหญิงสาวที่เพิ่งรู้จักกันหมาด ๆ
“พอคุณยิ้มแล้ว สถานการณ์เมื่อนาทีก่อนเปลี่ยนไปเลยนะครับเนี่ย นึกว่าคนไม่เคยโศกเศร้า”
“ใคร ๆ ก็ว่าแบบนั้นค่ะ ฉันมีแววตาที่ดุดัน ใบหน้าเย่อหยิ่ง แค่อยากมองคนคนหนึ่งด้วยสายตาธรรมดา กลับกลายเป็นว่าฉันไปจิกเขาด้วยสายตาดุดันซะงั้น เฮ้อ เกิดมาเป็นแบบนี้ก็ลำบากนะคะ หาคนจริงใจยาก”
“แล้วไม่ได้ทำหน้ามาเหรอครับ” ปกรณ์เอ่ยถามอย่างเสียมารยาท
“ฮึฮึ...ตัวน่ะทำ แต่หน้าของจริงค่ะ” พราวดาวหัวเราะขบขันกับคำถามไม่ประสาของชายหนุ่ม ไม่แปลกที่เขาจะดูไม่ออกว่าอันไหนของจริง อันไหนของปลอม ศัลยกรรมสมัยนี้สวยจะตาย ต่อให้ตาดีแค่ไหนก็มองไม่ออกหรอกว่าทำมา
“อ๋อ ครับ”
“ฉันต้องกลับแล้วละค่ะ ขอบคุณนะคะที่นั่งเป็นเพื่อน”
“อ๋อครับ” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เขายิ้มให้พราวดาวและเดินไปส่งเธอที่รถ “เอ่อคุณพราวครับ ผมอยากจะขอที่อยู่ หรือที่ติดต่อคุณไว้ได้ไหมครับ ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร”
“สะดวกสิคะ งั้นเราแลกไลน์กันไว้นะคะ” พูดจบพราวดาวจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า แลกไลน์กับปกรณ์ไว้
เมื่อแลกไลน์กันเสร็จ ปกรณ์ก็ส่งสติกเกอร์หัวใจเข้าแช็ตหาพราวดาวทันที สองหนุ่มสาวหลุดยิ้มกว้าง
“พราวไปก่อนนะคะคุณติ๊ก”
“ขับรถดี ๆ นะครับ”
“ขอบคุณค่ะ แล้วจะทักไปคุยด้วยนะ” เธอควงโทรศัพท์ไปมาก่อนที่จะหันหลังเดินมาขึ้นรถแล้วขับกลับคอนโด
หลายนาทีต่อมา
นางแบบสาวทิ้งตัวลงบนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้า เธอรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัวและปวดขมับนิดหน่อย อาจเป็นเพราะร้องไห้หนักและเจอกับอากาศภายนอก ปกติเธอไม่ค่อยได้ออกไปไหนนาน ๆ อยู่แล้ว ภูมิคุ้มกันในร่างกายเลยไม่ดีเท่าไร
ติ๊ง!
เสียงข้อความจากแอปพลิเคชันไลน์ดังขึ้นหนึ่งครั้ง เรียกความสนใจจากหญิงสาวซึ่งเธอกำลังพักสายตาอยู่ให้ลืมตาขึ้น พราวดาวคว้าโทรศัพท์มาเปิดอ่านข้อความนั้นพลางอมยิ้ม เพราะเจ้าของข้อความนั้นคือปกรณ์
ติ๊ก : คุณพราวถึงบ้านหรือยังครับ
พราวดาวพิมพ์ข้อความตอบกลับ
พราว : เพิ่งถึงค่ะ กำลังจะพักสายตาอยู่พอดี พราวเหมือนจะเป็นไข้
ติ๊ก : อ้าว งั้นอย่าลืมกินยานะครับ งั้นผมไม่กวนนะ
พราว : ค่ะ
เธอกดปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แต่กลับต้องสะดุ้งตัวโยนเมื่อเห็นเงาแฟรงค์ปรากฏอยู่หน้าจอ ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังโซฟา
“เฮ้อ!” หญิงสาวถอนหายใจออกพรืดใหญ่ “เดี๋ยวนี้ห้องพักฉันมันเป็นห้องสาธารณะไปแล้วเหรอ ใครก็เข้าออกได้”
“ไปไหนมา”
“ไปหาพ่อ...มา”
“อืม...แล้วเป็นไง”
“เหมือนเดิม โดนไล่ตะเพิดออกมา” เธอพูดราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่ทว่าภายในใจกลับเจ็บปวดรวดร้าว
“โกหกทำไม”
“ฉันไปโกหกแกตอนไหน”
“ตอนนี้”
“เรื่องอะไรไม่ทราบ”
“เมื่อกี้คุยกับใคร” พราวดาวแค่นหัวเราะอย่างนึกขำ
“ฉันไม่ได้เป็นนักโทษนาย จำเป็นต้องตอบคำถามนั้นด้วยเหรอ” เธอมองหน้าแฟรงค์อย่างยิ้ม ๆ “แล้วว่างมากหรือไงมาจ้องจับผิดฉัน” พราวดาวปรายตามองคนตัวโตเพียงนิด
“...” แฟรงค์ไม่ตอบคำถาม เอาแต่จ้องหน้าพราวดาว
“จ้องอะไรนักหนาเนี่ย กะจะให้ฉันบอกหมดหรือไง ว่าไปทำอะไรมา กับใคร ที่ไหน ไม่ใช่นักโทษนะเว้ย!”
“คุยกับใคร” แฟรงค์ถามคำเดิม
“คุยกับว่าที่แฟนในอนาคต” พราวดาวตอบกลับไปตรง ๆ อย่างไม่อ้อมค้อม แล้วกดปิดโทรศัพท์มือถือ จ้องหน้าชายหนุ่มไม่ละสายตา เพราะอยากรู้ว่าเขาจะทำอย่างไรที่ได้ยินเธอบอกแบบนั้น
“อืม...”
“ฉันเหงา อยากหาคนคุย”
“...”
“แล้วนายไม่ทำงานทำการเหรอ มาเฝ้าตามติดฉันเป็นเงาแบบนี้ เสียการเสียงานแล้วมาโทษฉันไม่ได้นะ แม่จะโบกกระบาลให้”
“ว่างนิดหน่อย เลยแวะมาดูว่าได้กินข้าวกินยาบ้างไหม แต่เธอก็ไม่อยู่”
“อืม...ฉันไปเยี่ยมพ่อมา แต่ก็นั่นแหละ...เฮ้อ ไปหาก็เสียความรู้สึก”
“ทำไมไม่บอกฉัน” เขาถามพราวดาวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“บอกทำไม นี่มันเรื่องส่วนตัว”
“ปกติเธอไม่เคยไปไหนมาไหนโดยไม่บอกฉัน”
“แฟรงค์ แกฟังนะ ฉันเป็นตัวฉันเอง ฉันโตแล้ว ไปไหนมาไหนไปคนเดียวได้ แกไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า” แฟรงค์ยกยิ้ม
“แต่อย่าลืม ว่าเธอเพิ่งจะถูกลอบทำร้าย”
“อันนั้นก็จริงอยู่ ฉันก็ระวังตัวอยู่นะ แล้วแก...ห่วงมากขนาดนั้นเลยเหรอ หรือเพราะอะไร” เกิดคำถามขึ้นภายในใจ เดี๋ยวนี้แฟรงค์ทำตัวติดเธอมากเกินไปจริง ๆ เขาดูเหมือนเป็นห่วงมาก แต่อีกใจหนึ่งเธอก็คิดว่าเขาน่าจะแสดงความเป็นห่วงเพื่อนปกติ
“ฉันซื้อข้าวมาให้ กินข้าวกินยาด้วย” แฟรงค์หันหลังหมายจะเดินออกมาแต่ถูกพราวดาวรั้งไว้
“ไปไหน”
“กลับไปทำงาน”
“เดี๋ยวสิ” พราวดาวลุกขึ้นไปดูกล่องอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ “ซื้อมาเยอะขนาดนี้...กินคนเดียวไม่หมดหรอก กินด้วยกันสิ”
“ไม่ว่าง”
“กะอีแค่กินข้าวเนี่ยเหรอไม่ว่าง แล้วทีมาตาม มาหา มานั่งรอตั้งหลายชั่วโมงทำไมว่างวะ”
“...” มาเฟียหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวพราวดาวจนเธอตั้งตัวไม่ทัน ร่างเล็กถูกดันไปชิดพนักโซฟา ขณะที่เธอตกอยู่ในวงแขนแกร่งของแฟรงค์ “แค่นี้ก็ปรานีมากแล้ว อย่าทำให้เส้นความอดทนกูขาดเลย เพราะผลลัพธ์มันไม่น่าดูเท่าไรหรอก เดี๋ยวจะเป็นภาพหลอนติดตาอีก”
“แล้วแกเป็นบ้าอะไร ผีเข้าผีออก”
“อย่าลืมว่าฉันเป็นอะไรกับเธอ!”
“...อย่าเอาความเงี่...นมาเป็นข้ออ้างได้ปะ เราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะแฟรงค์”
“ฮึ!”
“ฉันกับแกไม่มีอะไรผูกมัดกันและกัน เพราะงั้นฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน! และแกจะทำอะไรก็เรื่องของแก!”
“อย่าท้านะพราว”
“ไม่ได้ท้า แต่มันคือเรื่องจริง”
หมับ!
แฟรงค์บีบแก้มพราวดาวอย่างแรง ในขณะที่มืออีกข้างคลายปมเนกไทออก
“ได้...ต้องการแบบนี้ก็ไม่บอก”
“...!”
ตอนพิเศษ 2 วันต่อมา แฟรงค์นั่งขัดสมาธิพับใบตองตามที่พราวดาวสั่ง ส่วนลูกน้องคนอื่น ๆ ก็ปูเสื่อนั่งทำกระทงของตนเองอยู่ในสวน เพราะวันนี้เจ้านายจะพาออกไปเที่ยวข้างนอก “เท” หนูพิ้งค์ยื่นดอกไม้ให้แล้วขยับตัวไปนั่งบนหน้าตักของเทนต์ ทำเอาแฟรงค์หยุดชะงักเหลือบตามองลูกน้องอย่างเอาเรื่อง “คุณหนูทำกระทงไหมครับ เดี๋ยวผมสอนพับกระทงนะ” เทนต์ไม่ได้มองเจ้านายและสอนคุณหนูพับใบตองทำกระทงเล็ก ๆ เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยเรียกความสนใจจากเหล่าแม่บ้านและบอดีการ์ดคนอื่นได้เป็นอย่างดี “หนูพิ้งค์อยู่กับเทนต์ก็ดีแล้วค่ะ แกจะได้ไม่ป่วนคนอื่น” พราวดาวห้ามแฟรงค์ที่ตั้งท่าจะเดินไปหาลูกสาว แต่กลับถูกพราวดาวรั้งตัวไว้ด้วยคำพูด “หนูพิ้งค์แกเป็นเด็กเรียบร้อยนะคะ” “เฮ้อ...เรียบร้อยแล้วยังไง แฟรงค์ห่วงลูกมากอยู่ดี” “แฟรงค์ห่วงลูก หวงลูกอะได้ พราวไม่ห้ามหรอกค่ะ แต่คนในบ้านเว้นไว้ได้ไหม อย่างน้อย ๆ พวกเขาก็ช่วยเลี้ยงยายหนูมานะ” “คนในบ้านก็ไม่น่าไว้ใจเท่าไร ยิ่งหนูพิ้งค์สนิทกับเทนต์มากแค่ไหนแฟรงค์ยิ่งไม่ชอบ” มาเฟียหนุ่มขมวดคิ้วแน
ตอนพิเศษ 1 หนึ่งปีต่อมา กาลเวลาผ่านมาอย่างรวดเร็ว แต่ความรักของเขาและเธอยังคงสดใสเหมือนวันแรกที่คบกัน “หนูพิ้งค์อย่าวิ่งค่ะ เดี๋ยวล้มคุณแม่ไม่โอ๋นะคะ” นางแบบสาวดุลูกสาวตัวน้อยที่กำลังอยู่ในวัยซุกซน เธอวิ่งเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน และได้หันมามองหน้าแม่เมื่อได้ฟังสิ่งที่แม่บอก “หนูจะให้เทโอ๋” เด็กน้อยที่ยังพูดไม่ชัดเท่าไรตอบกลับแม่ ทำเอาพราวดาวอึ้งกินกับสิ่งที่ได้ฟัง “หนูไปเอาคำพูดพวกนั้นมาจากไหนคะเนี่ย หนูพูดแบบนั้นไม่ได้นะคะหนูพิ้งค์” “หนูจะไปหาเท” ว่าจบก็วิ่งหน้าตั้งจนปลายผมถักเปียสะบัดไปมาไปหาเทนต์ที่ห้องพักบอดีการ์ด เด็กน้อยมาแอบอยู่ที่ประตูห้องแล้วกวาดสายตามองหาคนที่จะมาหา เมื่อเห็นเป้าหมายแล้วจึงวิ่งไปกอดขาเทนต์ไว้แน่นจนชายหนุ่มตกใจ “คุณหนูครับ เล่นแบบนี้ไม่ได้นะครับ ถ้าผมถือของมีคมอยู่จะทำยังไง” เทนต์ย่อเข่านั่งลงตรงหน้าหนูพิ้งค์แล้วลูบผมออกจากพวงแก้มแดงปลั่งจากการวิ่งมา เด็กน้อยยังอยู่ในอาการหอบหายใจเร็ว “ไปเย็งกัง” “ไม่เล่นแล้วครับ ตอนนี้ผมทำงานอยู่” “เย็งกัน” ม
บทที่ 69 ตอนจบ หลายเดือนต่อมา “คุณหนูไม่เล่นนะครับ เดี๋ยวคุณพ่อดุเอานะ” เทนต์ลูกน้องคนสนิทแฟรงค์กำลังดุคุณหนูตัวน้อยที่กำลังซนเดินเล่นรอบบ้าน วันนี้มีการนัดกินข้าวและประชุมใหญ่ของตระกูลโสภณ เขากับพี่เลี้ยงคุณหนูพิ้งค์อีกคนจึงต้องพาเธอออกมาเดินเล่นที่สวน เพราะบรรยากาศในห้องรับประทานอาหารไม่ค่อยดีเท่าไร “แอ๊ะ~” เด็กน้อยวัยหนึ่งขวบเดินเตาะแตะล้มบ้างไม่ล้มบ้าง เธอหัวเราะขบขันที่เห็นเทนต์วิ่งตามมาจับแล้วอุ้มขึ้นไปแนบอก “ปาปะ” “ไม่ใช่ครับ ไม่ปะป๋าครับ” เขาปัดเศษหญ้าออกจากตัวคุณหนูแล้วพาเธอเดินไปนั่งลงบนม้านั่ง หนูพิ้งค์นั่งนิ่งฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจพลางปรบมือแปะ ๆ เมื่อเทนต์ไกวชิงช้าไปมาเบา ๆ “ชอบเหรอครับ” “อื้อ~” เด็กน้อยยิ้มแป้นแล้วแหงนมองหน้าเขา หนูพิ้งค์ส่งสายตาหวานเยิ้มและรอยยิ้มที่ทำเอาคนทื่อ ๆ แข็งกระด้างเป็นต้องโอนอ่อนและเผยรอยยิ้มเอ็นดูออกมา “เท...” หนูพิ้งค์เอนตัวไปซบอกแกร่งอย่างออดอ้อนออเซาะ นิ้วน้อย ๆ เขี่ยแก้มเทนต์เบา ๆ พลางทำปากยื่น ๆ “คุณหนูจะเอาอะไรครับ” “หม่ำ ๆ กิงหม่ำ ๆ” “อา...นา
บทที่ 68 ความรัก ในช่วงชีวิตนางแบบคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าชีวิตข้างหน้าจะดังเป็นพลุแตก หรือดับอนาถไม่ได้เฉิดฉายอยู่ในวงการ แต่วันนี้มีผู้ชายคนหนึ่งทำให้เธอรู้ว่าบนโลกใบนี้เธอไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ยังมีเขาที่เป็นดั่งลมหายใจและทุก ๆ อย่างในชีวิต “ขอบคุณมากนะที่รักที่ดูแลกันมา” พราวดาวที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างเอี้ยวหน้ามายิ้มให้คนรักซึ่งแฟรงค์ยืนโอบเอวเธออยู่ด้านหลัง มาเฟียหนุ่มกดปลายจมูกลงบนไหล่มนอย่างแผ่วเบา “หากไม่ใช่เธอ ฉันเองก็ไม่รู้จะเป็นแบบไหน ชีวิตดำเนินไปในทางไหนมากกว่ากันระหว่างเป็นคนเลวกับเป็นคนดี แต่เพราะมีเธอ ชีวิตฉันถึงดีขึ้น เธอเองก็เป็นดั่งดวงใจของฉัน” “ปากหวานแบบนี้อยากให้พราวมีน้องให้หนูพิ้งค์เหรอคะ” แฟรงค์คลี่ยิ้มชอบใจกับคำถามเชิงหยอกล้อแฟนสาว แม้จะรู้ว่าเป็นเพียงการเย้าหยอก แต่เขากลับรู้สึกดีจนต้องซุกหน้าลงกับไหล่พราวดาว หลบสายตาเธอด้วยความเขินอาย “อย่ามาพูดดีกว่า ในเมื่อไม่อนุญาตให้มีอะ” แฟรงค์เบะปากใส่พราวดาว เพราะเธอเป็นคนบอกเองว่าจะยังไม่มีลูกคนที่สองถ้าหนูพิ้งค์ยังไม่สองขวบ “จริง ๆ แล้วลูกอาจจะอยากมีน้องนะ” แฟ
บทที่ 67 ครอบครัว หลายเดือนต่อมา พราวดาวอุ้มลูกน้อยในวัยเจ็ดเดือนไปที่สวนหลังบ้าน เพราะคุณปู่คุณย่ารอเล่นกับหลานอยู่ที่นั่น วันนี้เป็นวันคริสต์มาสเลยมีการแลกของขวัญกันหน่อย “หลานปู่มาแล้ว” พอพิ้งค์ได้ยินเสียงคุ้นหู เธอก็กรีดร้องและดีดดิ้นดีใจที่เห็นหน้าปู่กับย่า “มาหาปู่มาลูก” คาร์ลลุกขึ้นมาอุ้มหลานสาวมาแนบอก พร้อมทั้งหอมแก้มหนูพิ้งค์ไปหนึ่งฟอดใหญ่ด้วยความคิดถึงมาก ๆ แม้ว่าพราวดาวจะไม่ได้ย้ายมาอยู่กับเขาตามที่พูดกันไว้ แต่ก็พาหลานสาวมาหาทุกวัน ทว่าความคิดถึงปู่กับย่าก็มีให้ทุกวันเหมือนกัน “แอ๊ะ~” หนูพิ้งค์ส่งเสียงอ้อแอ้มองหน้าปู่กับย่าด้วยรอยยิ้มสดใส เธอยกมือขึ้นมาลูบแก้มปู่แล้วซบหน้าลงกับบ่า “นี่หนูง่วงนอนเหรอเนี่ย หรือว่าอยากได้อะไรครับ” “พ่อไม่ต้องตามใจพิ้งค์เลย เดี๋ยวเอาแต่ใจ เสียนิสัยอีก” แฟรงค์รีบดักทางพ่อกับแม่ไว้ เพราะท่านทั้งสองเอาใจและตามใจหนูพิ้งค์เก่งพอ ๆ กับตามใจลูกสะใภ้ พราวดาวคลี่ยิ้มจนตาหยีเมื่อเห็นปู่ย่าทำหน้าสลดเมื่อถูกลูกชายปรามไว้ “ความสุขของท่านค่ะ ให้แกทำเถอะ” “ไม่ได้
บทที่ 66 ความสุข “มันไม่ยากขนาดนั้นหรอกน่าเพื่อน มึงออกจะหล่อ สูงยาวขาวตี๋แบบนี้ ผู้หญิงคนไหนก็อยากเข้าหา” หมอพีทหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกอย่างหนักแล้วหันมองหน้าแฟรงค์อย่างเหนื่อยหน่ายใจ “ก็ถ้าเป็นอย่างที่พูดก็ดีดิ กูเจอแต่คนไม่จริงใจ” “เออน่า ครั้งนี้ต้องเจอคนที่ดีแน่” “สองปีครั้งเนี่ยนะ” “เออ ดีกว่าไม่มีคนมาจีบแล้วกัน” “แหม...มึงมีเมียแล้วก็พูดได้ดิ กูยังไม่มี มันหายากเว้ย!” แฟรงค์หัวเราะขบขันกับสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ของเพื่อนรัก “มีเมียไม่พอ ยังหลงลูกหลงเมียอีก” “ก็ธรรมดาไหมวะ” หมอพีทกลอกตามองบนกับสิ่งที่ได้ยิน “เออ...มองแค่ปราดเดียวก็รู้แล้วว่าคุณพ่อป้ายแดงขาโหดอย่างแฟรงค์หลงลูกหลงเมียมากแค่ไหนน่ะ” “ก็จริง ไม่กล้าเถียงเลย” แฟรงค์ยกยิ้มมุมปาก จากนั้นจึงเดินออกมาด้านนอก “ทำอะไรกันครับ” แฟรงค์เดินไปหาพราวดาวแล้วโน้มตัวลงไปโอบกอดเธอไว้หลวม ๆ “กำลังกินน้ำร้อนอยู่ค่ะ คุณแม่โทร. มาบอกให้พราวกินน้ำร้อนบ่อย ๆ แล้วเดี๋ยวอีกสิบห้าวันท่านจะมาหาและให้พราวอยู่ไฟ
บทที่ 58 หลงรัก “เอาละ ๆ แม่ไม่อยู่เป็นก้างลูกทั้งสองแล้ว รักนะลูก จุ๊บ...” ปภัสสรโน้มตัวลงไปจูบหน้าผากพราวดาวแล้วเดินอ้อมเตียงผู้ป่วยมาสวมกอดลูกชาย ก่อนจะออกมาจากห้องนั้น “คุณแม่น่ารักมากเลย” “ก็แหง แม่ชอบเธอแล้วหนิ” “ไม่ดีเหรอ” “ดีดิ แม่
บทที่ 57 จัดการ เย็นของอีกวัน แฟรงค์โน้มตัวลงไปหอมหน้าผากพราวดาวที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงผู้ป่วย ก่อนจะเดินอ้อมเตียงไปหอมแก้มแม่ตนเองที่อาสามาอยู่เป็นเพื่อนว่าที่ลูกสะใภ้ “รีบไปรีบมา เดี๋ยวหนูพราวตื่นมาไม่เจอจะงอนเอานะลูก” ปภัสสรยิ้มให้ลูกชายพร้อมกับยกมือขึ้นมาจั
บทที่ 55 ท้อง วันต่อมา แฟรงค์เดินไปเปิดม่านรับแสงแดดอ่อน ๆ ในยามเช้าตรู่ของวันใหม่ก่อนจะหมุนตัวกลับไปที่เตียงผู้ป่วยอีกครั้งหนึ่ง “ตื่นได้แล้วครับคนสวย หลับนานแบบนี้ระวังหน้าบวมไม่สวยนะ” แฟรงค์กระซิบบอกพราวดาว แม้ว่าเธอยังคงหลับใหลเพราะฤทธิ์ยาที่หมอให้ไปเมื่อตอนต
บทที่ 54 ชีวิตน้อย ๆ หมอพีทนั่งเป็นเพื่อนแฟรงค์หน้าห้องฉุกเฉิน ขณะที่แพทย์กำลังช่วยชีวิตพราวดาวอยู่ด้านในนั้น “ขอให้คุณพราวปลอดภัย...กูอยู่ข้างมึงเสมอนะเพื่อน” เขาโอบกอดแฟรงค์ไว้แน่น ในยามที่อ่อนแอแฟรงค์ก็เหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้มีพิษมีภัยใด ๆ เขาสัมผัสได้ถึงความรักความห







