Masuk(น้ำขิง) ทุกคนถลาตัวลุกขึ้นออกจากโต๊ะทันที เมื่อเห็นแม่แบมที่จู่ๆก็โผล่หัวออกมาพลางจ่อปืนมาทางฉัน ใบหน้าของเธอมันช่างน่ากลัวมีรอยแผลขรุขระเต็มไปหมดทั้งใบหน้า "แบม" พ่อเอ่ยเรียกชื่อแม่แบมเสียงแผ่วเบา "ไงที่รัก" แม่แบมเอ่ยพลางฉีกยิ้มมองหน้าพ่อ เธอค่อยๆไล่มองเราทีละคนก่อนที่สายตาของเธอจะไปบรรจบอยู่ที่น้าแตน เธอฉีกยิ้มเหยียดออกมา "ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนนี้คนที่ฉันจะจัดการก็คงเป็นเธอและลูกของเธอ" "มึงคิดจะทำบ้าอะไร" พ่อเอ่ยถามแม่แบมเสียงเรียบ "แล้วคิดว่าคนจนตรอกแบบฉันจะทำอะไรได้" "มึงอย่าคิดทำอะไรบ้าๆ เพราะมึงไม่มีทางทำสำเร็จ มึงมองไปรอบๆสิ ตอนนี้รอบตัวของมึงเต็มไปด้วยลูกน้องกูทั้งนั้น" พ่อพูดพลางเหยียดยิ้มให้แม่แบม... ขุนพลมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยตาเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความหน้ากลัว ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะฆ่าเธอทิ้งตั้งแต่วันนั้น เธอจะได้ไม่ต้องห้วนกลับมาแก้แค้นเขาเหมือนกับวันนี้ "คิดว่ากลัวเหรอ คิดว่ากลัวรึไง ถ้ากลัวคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้ ชีวิตกูไม่มีอะไรจะเสีย ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย แต่ก่อนที่กูจะตาย กูต้องได้แก้แค้นมึงก่อน" แบมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระด่าง มองขุนพลด้วยแววตาอาฆา
(น้ำขิง) ฉันเดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง อย่างคนคิดไม่ตก หลายวันมานี้ฉันเครียดมาก มากซะจนไม่อยากออกไปพบเจอใคร พี่ไทเปถามตลอดว่าฉันเป็นอะไร ฉันก็ทำได้เพียงตอบเขาไปว่าไม่มี แม่แบมยังคงไม่เลิกโทรหา ท่านโทรมาก่อกวนฉันแทบทุกวัน โทรมาขู่นู่นนี่นั่น จนฉันหลอนไปหมด "น้ำขิง" ฉันหันไปมองพี่ไทเปที่ยืนเรียกฉันอยู่หน้าประตูห้องน้ำ "อะไรคะ" "หยิบผ้าเช็ดตัวมาให้หน่อยครับ พี่ลืมหยิบติดมือมา" คนตัวโตเอ่ยบอกเสียงหวาน ฉันเลยคว้าผ้าเช็ดตัวที่อยู่อีกด้าน ลุกเดินเอามาให้เขา "เอาค่ะ" ฉันส่งผ้าเช็ดตัวให้พี่ไทเป พลางจะหันหลังเดินกลับไปนั่งที่เตียงตามเดิม แต่ทว่าพี่ไทเปดันกระชากแขนฉันอย่างแรง จนตัวฉันเซถลาไปซบอกเขา "อาบน้ำด้วยกันครับ" คนตัวโตเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน "ขิงอาบแล้วค่ะ" ฉันว่าพลางพยายามแกะแขนคนตัวโตออกจากเอว "อาบแล้ว อาบอีกได้ พี่อยากรักหนู" หน้าฉันเห่อร้อนทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเขา ฉันใช้มือน้อยๆของฉันตีไปที่แขนพี่ไทเปเบาๆอย่างคนเขินอาย "คนบ้า" "นะครับ ขอทำรักหน่อย น้องชายพี่อยากรักน้องของหนู" ฉันเม้มริมฝีปากแน่นอย่างชั่งใจ แต่ไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไร คนตัวโตก็จับฉันถอดเสื้อผ้าแล
(น้ำขิง) ฉันรีบเดินมาหาทุกคนที่รถจากนั้นพวกเราก็พากันเดินทางกลับบ้าน โดยที่ลุงแทนกับลุงเจแยกกันไปอีกทาง ฉันคิดว่ามันจะจบลงแค่นั้นแต่ไม่ใช่ น้าแตนและครอบครัวของเขาตามฉันกับพ่อมาที่บ้านของลุงเป้ "ขุน" เธอตะโกนเรียกชื่อพ่อ ก่อนจะเดินเข้าไปหา พ่อยืนนิ่งไม่ขยับ มองคนตรงหน้าตาไม่กระพริบ เหมือนท่านกำลังอึ้งกับคนตรงหน้าอยู่ยังไงยังงั้น "ไปอยู่ไหนมารู้รึเปล่าลูกตามหาไปทั่วเลย" ว่าจบน้าแตนก็มองไปทางพี่ขุนช้าง ที่ยืนเคียงข้างอยู่กับภรรยามีเด็กชายตัวน้อยคั้นระหว่างกลางเขาทั้งสองอยู่ พวกเราทั้งหมดพากันมานั่งในบ้าน พี่ขุนช้างคลานเข่าเข้าไปหาพ่อช้าๆ พลางพนมมือกราบแทบเท้าของพ่อ น้ำตาของพ่อไหลลงมา ก่อนที่ท่านจะดึงพี่ขุนช้างขึ้นมาสวมกอดอย่างแนบแน่น "ขุนขอโทษนะพ่อ" "ขุนช้างลูกพ่อ" อ้อมกอดที่ท่านโหยหามานานแต่ไม่เคยได้สัมผัสมันเลยสักครั้ง ฉันไม่อาจรู้ได้ว่าอ้อมกอดนี่มันคุ้มค่ากับการรอคอยของพ่อไหม แต่มันคงเป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นสำหรับพ่อมากแน่ๆ "ขุนขอโทษนะครับ ขอโทษจริงๆ ขุนไม่น่าทำแบบนั้น ไม่น่าเลย พี่ขอโทษนะน้ำขิง ขอโทษ" พี่ขุนช้างเอ่ยขอโทษออกมาอย่างรู้สึกผิด ฉันยิ้มให้เขาบางๆ แต่ไม่ได้พูดอะ
(น้ำขิง) น้ำขิง ฉันมาช่วยพ่อเคลียร์งานที่บริษัทเพราะว่าเราทั้งสองต้องเดินทางกลับประเทศไทยในอีกอาทิตย์หน้า เนื่องจากลุงเป้ป่วยหนัก พ่อเลยต้องกลับไปดู และมีท่าว่าน่าจะอยู่ยาว ฉันไม่ได้คิดหนักเรื่องที่ต้องกลับไปประเทศไทย แต่คิดหนักมากกว่าว่าจะเจอเข้ากับใครบางคน แต่โลกคงไม่โหดร้ายขนาดนั้นหรอกมั้งที่จะเหวี่ยงให้เรามาเจอกันอีกครั้ง "ทานข้าวกันครับ" ฉันยิ้มมองคนมาใหม่ที่เดินหิ้วตะกร้ากล่องข้าวเข้ามาในห้องทำงานของฉัน "ขิงยังทำงานไม่เสร็จเลยค่ะ" "ทานก่อนครับ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมดวันนี้พี่ทำสุดฝีมือเลย" คนตัวโตอวดอ้างรสมือของตัวเองด้วยท่าทางภูมิใจ ส่วนฉันก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับท่าทางของเขา พี่ไทเปมักทำอาหารมื้อกลางวันใส่ตะกร้าหิ้วมาทานที่บริษัทของฉันแบบนี้ทุกวันตั้งแต่เราเริ่มทำงานด้วยกันอย่างจริงจัง จนเราทั้งสองตัดสินใจคบกันเมื่อไม่นานมานี้ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงตกลงคบกับเขา ตั้งแต่ฉันทำงานกับเขา เรารู้จักกันมากขึ้น ฉันก็สัมผัสได้ว่าจริงๆแล้วเขาก็ไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไร ออกจะเป็นคนดี เขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะใส่ใจแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆของฉัน ดูแลเอาใจใส่กันไม่ใช
(น้ำขิง) เขาพาฉันมาทานอาหารร้านหรูที่มีเหล่าไฮโซมากมายมาทานกัน บอกตามตรงฉันอยากกลับบ้านฉันไม่ชอบเขาเอาซะเลย "ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย" เขาเอ่ยสั่งพลางยิ้มเย้ยหยันมองหน้าฉัน ฉันถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะตักอาหารเข้าปากไป "มีไลน์ไหม" คุณไทเปเอ่ยถามพลางยื่นโทรศัพท์มือถือมาตรงหน้าฉัน "ไม่มีค่ะ" "มีแฟนแล้ว" "ไม่มีค่ะ" ฉันตอบพลางมองหน้าเข้าด้วยความไม่พอใจ "จีบได้ไหม" "ไม่ได้" เมื่อไหร่เขาจะทานเสร็จกัน ฉันอยากจะกลับบ้านไวๆ เห็นหน้าเขามันทำให้ฉันพะอืดพะอมอยากจะอ้วกยังไงไม่รู้ "เล่นตัว คิดว่าสวยมากเหรอ" ผู้ชายคนนี้มันยังไงกัน ทำไมถึงปากร้ายได้ขนาดนี้ ฉันเงียบไม่ตอบเขากลับไป พลางรีบตักอาหารตรงหน้าเข้าปาก อยากให้มันหมดไวๆ ฉันจะได้ไปจากเขาสักที ฉันรำคาญผู้ชายแบบนี้ รำคาญมาก คุณไทเปมาส่งฉันที่บ้านในเวลาต่อมา แต่เขาไม่ยอมกลับไป มิหนำซ้ำกลับลงจากรถ เดินเข้าบ้านฉันไปหน้าตาเฉย ฉันเดินเข้ามาก็เห็นว่าเขากำลังคุยกับพ่อของฉันอย่างออกอรรถรส "อ้าว น้ำขิง" เท้าฉันหยุดชะงักกึก ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางเดินขึ้นห้องไปหาพ่อแทน "คะพ่อ" ฉันว่าแล้วนั่งลงตรงข้างท่าน "ไปทานข้าวกับพี่
(น้ำขิง) หญิงสาวร่างบางที่อยู่ในชุดสีขาว เธอยืนทอดมองออกไปเบื้องหน้า พร้อมกับน้ำตาที่ไหล หวนคิดเรื่องราวที่ผ่านมา ย้ำเตือนว่าเธอเพิ่งเจอกับอะไร เหมือนมีมีดที่แหลมคมทิ่มแทงลงมาตรงกลางใจ เมื่อเธอได้รู้ความจริงว่า คนรักที่เธอคบหา เป็นพี่ชายของเธอหนำซ้ำเขายังมีภรรยา และลูกน้อยวัยกำลังน่ารัก น่าชัง มีคำถามมากมายเกิดขึ้น ณ ตอนนั้นแต่เธอไม่สามารถที่จะปริปากหรือถามอะไรได้เลย เพราะเธอไม่กล้าพอ ไม่กล้าพอที่จะรับรู้ความจริงว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้นกับเธอ........ เธอที่มีชื่อว่า 'น้ำขิง' ฉันมองทอดไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย ชีวิตของฉันตอนนี้มันโคตรจะเคว้งคว้าง หาที่ยึดติดไม่ได้ สิ่งที่ฉันเจอมันหนักหนาเกินกว่าฉันจะรับไหว หลงรักคนมีเจ้าของจนหมดหัวใจ และที่เลวร้ายไปกว่านั้น ก็คือฉันได้รับรู้ว่า ตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อและแม่ที่เลี้ยงดูฉันมา หนำซ้ำแม่ที่เลี้ยงดูฉันกลับฆ่าพ่อแม่แท้ๆ ของฉันอย่างเลือดเย็น ไม่มีใครบอกฉันถึงเรื่องนี้ แต่เป็นฉันที่ดันไปได้ยินเรื่องพวกนี้เอง..... ความรู้สึกฉันมันดิ่งขั้นสุด จนไม่รู้จะฉุดตัวเองขึ้นมาจากความรู้สึกนี้ยังไง มันมืดแปดด้าน มันเคว้งคว้างไปหมด ความรู้







