Share

บทที่ 10

Penulis: ลูกพีชแสนสวย
“ซวยจริง ๆ” เฉิงเฉิงแสดงความไม่พอใจเฉินเยวี่ยทันทีที่เห็นเธอ หันมาดึงฉันออกไปทันที “ลั่วลั่ว ที่นี่แมลงวันเยอะเกินไป เราไปร้านอื่นกันเถอะ”

ฉันมองเฉินเยวี่ยแวบหนึ่ง ด้วยความที่ฉันรู้จักเธอดี เธอต้องหาเรื่องอะไรแน่ ๆ

ส่วนฉันเองก็เฉย ๆ ไม่อยากเสียเวลาหรือแรงกายแรงใจไปกับพวกเธอ

ฉันพยักหน้าให้เฉิงเฉิง “ได้ ไปกันเถอะ”

ฉันกับเฉิงเฉิงเดินออกไป ลูกน้องของเฉินเยวี่ยมองเธอแวบหนึ่ง แล้วพูดจิกกัดขึ้นมา “เสแสร้งไปทำไมกัน ใคร ๆ ก็รู้ว่าใกล้จะล้มละลายแล้วยังทำท่าหยิ่งยโสอีก”

เฉินเยวี่ยแกล้งห้ามลูกน้อง “อย่าพูดเลย”

“เธอว่าใคร?” เฉิงเฉิงหันกลับอย่างรวดเร็ว เดินตรงไปยังลูกน้องคนนั้นด้วยท่าทีดุดัน เธอผลักเฉินเยวี่ยจนเซไปชนราวแขวนเสื้อ “โอ๊ย!” เฉินเยวี่ยกรีดร้องขึ้นมา

ลูกน้องอีกคนของเฉินเยวี่ยรีบเข้าไปประคองเธอ “เยวี่ยเยวี่ย เธอไม่เป็นไรใช่ไหม? เฉิงเฉิง ทำไมเธอถึงทำร้ายคนอื่นแบบนี้?”

“แล้วทำไมฉันจะทำร้ายพวกเธอไม่ได้? ปากดีนัก ระวังจะโดนฉันซ้อมจนหน้าบวมเหมือนหัวหมู!” เฉิงเฉิงเคลื่อนไหวเร็วมาก ฉันยังไม่ทันตั้งตัว เธอก็พุ่งไปหาอีกฝ่ายแล้ว ยกมือขึ้นเตรียมจะตบ

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจำนวนคน ฉันกับเฉิงเฉิงแค่สองคน ไม่มีทางสู้พวกนั้นสามคนได้อยู่แล้ว ปกติฉันกับเฉิงเฉิงก็เป็นคุณหนู ไม่เคยทำงานหนัก แม้แต่ถังน้ำเล็ก ๆ ยังยกไม่ไหว ถ้าลงไม้ลงมือกันจริง ๆ เราไม่มีทางชนะพวกเธอ

ยิ่งไปกว่านั้น เรายังเป็นฝ่ายเริ่มก่อนด้วย

ก่อนวันสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันไม่อยากให้เฉิงเฉิงได้รับผลกระทบอะไรจากเรื่องของฉัน ฉันรีบเข้าไปคว้ามือเฉิงเฉิงที่กำลังจะตกลงมา แล้วส่ายหัวให้เธอ

แต่การกระทำของฉันกลับทำให้อีกฝ่ายคิดว่าฉันไม่กล้า

ลิ่วล้อพวกนั้นหัวเราะเยาะเบา ๆ สองครั้ง ก่อนจะยกนิ้วก้อยให้เฉิงเฉิง “ดูสิ แม้แต่เจ้านายของเธอยังรู้จักสถานการณ์ดีกว่าเธออีก เธอเห่าอะไรอยู่อีก?”

ในวินาทีต่อมา ฝ่ามือที่ดังสนั่นก็ฟาดเข้าที่หน้าลูกน้อง

เมื่อได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ฉันเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับผู้คนตลอดเวลา และฉันก็เข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับคนที่ไม่สำคัญ

ดังนั้น ช่วงนี้ฉันเลยแกล้งทำเป็นไม่เห็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เฉินเยวี่ยทำทั้งหมด

แต่ดูเหมือนความอดทนของฉันจะทำให้พวกเธอคิดว่า ฉัน เฉียวซิงลั่ว เป็นคนอ่อนแอที่ใคร ๆ ก็สามารถรังแกได้ อ่อนแอจนกระทั่งเพื่อนที่อยู่กับฉันก็ต้องถูกรังแกและไม่ได้รับความเป็นธรรมไปด้วย

ฝ่ามือนี้ ฉันตบอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด เกือบจะในเวลาเดียวกับที่ฝ่ามือตกลงไป รอยฝ่ามือก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลูกน้องคนนั้นทันที

ไม่มีใครคิดว่าฉันจะตบคน เฉินเยวี่ยป็นคนแรกที่รู้สึกตัว เธอปกป้องลูกน้องของเธอด้วยความไม่น่าเชื่อ “ซิงลั่ว ทำไมเธอถึงทำร้ายคนอื่นล่ะ?”

เฉิงเฉิงยืนอยู่ข้างหน้าฉันโดยไม่รู้ตัว “ใครเป็นคนก่อเรื่องก่อน ก็รู้ดีอยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอ?”

ฉันไม่สนใจเฉินเยวี่ย ดึงเฉิงเฉิงไปอยู่ข้างหลังฉัน แล้วมองไปที่ลูกน้องคนนั้น “เธอชื่อหวังจิ้งใช่ไหม? ฉันจำได้ว่าหลังจากการสอบกลางภาคครั้งที่แล้ว เธอถูกไล่ออกจากโรงเรียนเพราะไปมีเรื่องทะเลาะวิวาท พ่อแม่ของเธอไปคุกเข่าขอร้องผู้อำนวยการที่ห้องทำงาน ผู้อำนวยการถึงไม่ไล่เธอออกใช่รึเปล่า?”

โรงเรียนอวิ๋นเกา เป็นโรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดในอวิ๋นเฉิง มีนักเรียนทุกชนชั้นเข้าเรียน ที่นี่มีทั้งพวกเราที่มีฐานะดีและจ่ายเงินเพื่อเข้าเรียน รวมถึงเฉินเยวี่ยและหวังจิ้งที่ฐานะปานกลางแต่เรียนเก่งจนสอบเข้ามาได้

ความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจน คงอยู่ที่เรามีทางเลือกมากกว่าพวกเขา และมีความมั่นใจมากกว่านิดหน่อย

เมื่อหวังจิ้งได้ยินที่ฉันพูด หน้าเธอก็ซีดลงทันที

ฉันมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “พรุ่งนี้ก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ฉันแนะนำว่าเธออย่าสร้างปัญหาดีกว่า หรือไม่เราก็มาลองดูกันว่าจะรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองได้หรือเปล่า”

พูดจบ ฉันก็มองไปที่เฉินเยวี่ย และมองเธอด้วยสายตาเตือน

เฉินเยวี่ยถูกฉันมองจนเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็รีบตอบกลับมาด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า “เฉียวซิงลั่ว เธอขู่พวกเรางั้นเหรอ?”

“เฉินเยวี่ย” ไม่รู้ทำไม ฉันกลับหมดความอดทนในทันที แต่ก็ยังพยายามพูดอย่างใจเย็นว่า “จริง ๆ แล้วเธอไม่จำเป็นต้องเล่นลูกไม้พวกนี้กับฉันหรอกนะ”

“ฉันก็บอกไปหลายครั้งแล้วไงว่า ฉันไม่ได้ชอบกู้จือโม่แล้ว”

“เธอไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกับฉัน และไม่จำเป็นต้องคอยจับจ้องฉันตลอดเวลาด้วย”

“ถ้าเธอฉลาดพอ เธอก็ควรตั้งใจเรียน และพยายามพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น”

“คุณปู่ของกู้จือโม่อาจจะชอบเธอโดยไม่สนใจเรื่องฐานะทางสังคม แต่แม่ของกู้จือโม่อาจจะไม่คิดแบบนั้นก็ได้”

ฉันพูดจบอย่างช้า ๆ ไม่รู้ว่าทำไมทุกคนถึงเงียบกันหมด

ฉันรู้สึกแปลก ๆ เลยหันไปมองเฉิงเฉิงโดยไม่รู้ตัว

เฉิงเฉิงมองมาที่ฉันเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่ได้พูด เพียงแต่กลืนน้ำลายลงคอไปหนหนึ่ง

นี่พวกเขาเห็น…

คำว่า “ผี” ยังไม่ทันผุดขึ้นมาในหัว ฉันก็ได้ยินเสียงเย็นชาของกู้จือโม่ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะที่แสบแก้วหู

“เฉียวซิงลั่ว เธอเก่งเรื่องทำนายอนาคตขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเธอจะทำนายได้ไหมว่าตัวเองจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้หรือเปล่า”

ทันใดนั้น ฉันก็รู้สึกว่าแผ่นหลังของฉันเย็นเฉียบไปหมด

ทำไมกู้จือโม่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้?

แล้วเขาได้ยินสิ่งที่ฉันพูดไปเมื่อกี้มากน้อยแค่ไหนกัน?

ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้ชอบกู้จือโม่แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพูดเรื่องส่วนตัวของคนอื่นได้ตามใจชอบ

ฉันรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่ที่มากกว่านั้นคือความอับอายมากกว่า

“ทำไมไม่พูดต่อล่ะ? เฉียวซิงลั่ว เธอพูดเก่งไม่ใช่เหรอ?”

เสียงฝีเท้าของกู้จือโม่ค่อย ๆ ใกล้เข้ามา ทุกก้าวราวกับเหยียบลงบนเส้นประสาทของฉัน

ฉันกลืนน้ำลาย พยายามทำให้สีหน้าดูเป็นธรรมชาติ แล้วหันกลับไป “คุณชายกู้ยังอยากฟังอะไรอีก? ไม่สู้นายบอกฉันมา ฉันจะพูดตามที่นายต้องการ?”

ถึงแม้ว่าฉันจะรู้ว่าการพูดเรื่องของคนอื่นแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดี และรู้สึกผิดที่ถูกเจ้าตัวได้ยิน แต่ถึงจะแพ้คน ฉันก็ไม่ยอมแพ้สถานการณ์ ถึงจะรู้ว่าฉันผิด แต่ตอนนี้ฉันก็ยอมรับไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ฉันพูดก็ถือว่าเป็นการคิดเผื่อเขาและเฉินเยวี่ยด้วย

“ปัง” กู้จือโม่เตะชั้นเสื้อผ้าข้าง ๆ จนมันล้มลงไปทั้งแถว

ทุกคนต่างตกใจกลัว แม้แต่พนักงานที่เห็นของในร้านตัวเองถูกทำลายก็ไม่กล้าส่งเสียง

เฉินเยวี่ยดูเหมือนจะไม่เคยเห็นกู้จือโม่อารมณ์เสียขนาดนี้มาก่อน พูดเสียงเบาพร้อมน้ำตาคลอเบ้าว่า “อาโม่…”

“ออกไป!”

“อาโม่…” เฉินเยวี่ยเอ่ยปากอีกครั้ง

กู้จือโม่ไม่มีความอดทนแม้แต่น้อย เตะเสื้อผ้าอีกแถวหนึ่งล้มคว่ำ พูดด้วยเสียงเย็นยะเยือก “ไสหัวออกไปให้หมด”

ในไม่ช้า เฉินเยวี่ยและลูกน้องของเธอก็จากไป กู้จือโม่โยนแบล็คการ์ดให้พนักงานที่เคาน์เตอร์ พนักงานคนอื่น ๆ ก็รู้ตัวและจากไปอย่างรวดเร็ว

ในที่สุด ร้านเสื้อผ้าทั้งร้านก็เหลือเพียงฉัน กู้จือโม่ และเฉิงเฉิง สามคนเท่านั้น

เฉิงเฉิงจับมือฉันแน่นราวกับกลัวว่าฉันจะถูกกู้จือโม่รังแก แต่จริง ๆ แล้วเธอเองก็ไม่กล้าไปแหย่กู้จือโม่ที่กำลังโกรธเช่นกัน

ฉันรู้ว่าความโกรธของกู้จือโม่ครั้งนี้พุ่งเป้ามาที่ฉัน ดังนั้นจึงพูดกับเฉิงเฉิงว่า “เธอออกไปรอฉันข้างนอกก่อน อีกเดี๋ยวฉันจะออกไป”

“ไม่ได้ ฉัน...”

ฉันมองกู้จือโม่แวบหนึ่ง ความอดทนของเขาถึงขีดสุดแล้ว

“ไม่เป็นไร” ฉันขัดจังหวะเฉิงเฉิง ยิ้มอย่างผ่อนคลายให้เธอ “ฉันจะไม่เป็นไร เธอไปรอก่อนนะ เดี๋ยวฉันก็ออกไปแล้ว”

เฉิงเฉิงมองกู้จือโม่อย่างระมัดระวัง ก่อนจะพยักหน้า แล้วจากไปอย่างไม่สบายใจ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 370

    “อย่าให้เธอหนีไปได้!”เสียงคำรามของหัวหน้าชายดังมาจากด้านหลัง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และแฝงความเร่งรีบอย่างชัดเจนแต่ฉันรู้ดีว่า นี่คือโอกาสสุดท้ายของฉันฉันพุ่งเข้าไปในห้องนอนโดยไม่ลังเล โถมตัวเข้าหาหน้าต่างทันที ใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักเปิดบานหน้าต่างที่หนักและเก่าไปสุดแรงสายลมเย็นพัดกระทบใบหน้า พร้อมกับกลิ่นอายของค่ำคืน ทำให้ฉันลืมความหวาดกลัวและความเหนื่อยล้าไปชั่วขณะฉันลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันตัวเตรียมหนีไป แต่ทันใดนั้นเอง ปลายเสื้อของฉันก็ถูกกระชากเอาไว้!“ปล่อยฉันนะ!”ฉันอุทานออกมาด้วยความตกใจ พยายามดิ้นรนสุดแรง แต่แรงที่จับฉันไว้นั้นแข็งแกร่งอย่างน่ากลัว ราวกับจะดึงฉันกลับเข้าไปในห้องอย่างไม่ปรานีในช่วงเวลาที่คับขันที่สุด ฉันเหวี่ยงมีดปอกผลไม้ในมือออกไปอย่างสุดแรง แม้ว่าจะไม่ได้แทงเข้าเป้าตรง ๆ แต่คมมีดก็เฉือนเข้าที่แขนของเขา ทิ้งรอยแผลลึกไว้พร้อมกับเลือดที่ไหลซึมออกมา!ความเจ็บปวดทำให้เขาเผลอคลายมือโดยไม่รู้ตัว ฉันฉวยโอกาสนี้สะบัดตัวหลุดจากการควบคุม แล้วกระโจนออกไปทันที ร่างของฉันลอยอยู่กลางอากาศ แขวนตัวอยู่เหนือพื้นด้านล่าง!‘กระโดดเร็ว!’ฉันตะโกน

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 369

    ในตอนนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของฉันอย่างกะทันหันฉันต้องการหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ตัวตนของพวกเขา หรืออย่างน้อยก็ถ่วงเวลาไว้ เพื่อรอโอกาสที่อาจเปลี่ยนสถานการณ์ได้แต่ฉันก็นึกถึงความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือพวกเขากำลังทดสอบขีดจำกัดของฉันฉันเป็นผู้หญิงที่อาศัยอยู่ตามลำพัง ไร้ที่พึ่งพาเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ฉันรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถทำอะไรบุ่มบ่ามได้ จำเป็นต้องรักษาความสงบและใช้สติปัญญาอย่างถึงที่สุดฉันกวาดตามองชายเหล่านั้นอย่างเงียบ ๆ โดยประมาณแล้วดูเหมือนว่าจะมีเพียงสามคนฉันคำนวณในใจเงียบ ๆ หากจำเป็นต้องลงมือ อย่างน้อยฉันต้องพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาเสียก่อนดังนั้น ฉันจึงจงใจเพิ่มระดับเสียง ทำท่าเหมือนกำลังหาโทรศัพท์ไปด้วย ขณะเดียวกันก็ใช้หางตาสังเกตปฏิกิริยาของพวกเขาอย่างระมัดระวัง“ขอโทษค่ะ ดูเหมือนว่าโทรศัพท์ของฉันจะอยู่ในห้องนั่งเล่น รอสักครู่ค่ะ เดี๋ยวฉันกลับมา”พูดจบ ฉันค่อย ๆ หมุนตัวทำท่าเหมือนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง แต่แท้จริงแล้ว ฉันใช้ปลายเท้าเกี่ยวเข้ากับกระถางต้นไม้ที่วางอยู่ตรงขอบประตู กระถางนั้นเป็นเพียงของตกแต่งในชีวิตประจ

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 368

    ชายคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ยังคงแฝงไปด้วยความหนักแน่นฉันพยักหน้า พยายามทำให้เสียงของตัวเองฟังดูนิ่งสงบที่สุด“ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรเหรอคะ?”“พวกเราเป็นทีมปฏิบัติการพิเศษของตำรวจ เกี่ยวกับเหตุการณ์ปล้นในช่วงเช้าวันนี้ เรามีบางเรื่องที่ต้องสอบถามคุณเพิ่มเติม”ชายที่เป็นผู้นำยื่นบัตรประจำตัวให้ดู น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงจังที่ไม่อาจมองข้ามได้ฉันชะงักไปเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าเหตุปล้นที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา จะโยงมาถึงตัวฉันได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ฉันก็พยายามทำตัวให้สงบที่สุด ก่อนจะขยับตัวหลบไปด้านข้าง เตรียมให้พวกเขาเข้ามาในบ้านแต่ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ดึกขนาดนี้ ตำรวจจะมาหาฉันถึงบ้านได้อย่างไรกัน?ฉันหยุดเดินทันที ความระแวงพุ่งขึ้นสุดขีด สายตากวาดมองไปมาระหว่างชายเหล่านั้น พยายามจับพิรุธจากแววตาของพวกเขาในตอนนั้นเอง เบาะแสเล็กน้อยบางอย่างก็สะดุดตาฉันชายที่เป็นหัวหน้าถึงแม้จะแสดงบัตรออกมา แต่ในสายตาที่พร่ามัวของฉัน บัตรใบนั้นดูเหมือนจะมีแสงสะท้อนที่ผิดปกติ ไม่เหมือนกับวัสดุพลาสติกทั่วไปที่ควรจะเป็นเมื่ออยู่ใต้แสงไฟ

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 367

    สำหรับกู้จือโม่ ความรักของเขามีหรือไม่มี ก็ไม่สำคัญสำหรับฉันอีกต่อไปบางที สักวันหนึ่ง เขาอาจยอมทิ้งฉันเพื่อครอบครัวของเขาก็เป็นได้คิดมาถึงตรงนี้ ฉันเผลอแสดงรอยยิ้มขมขื่นออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ในรอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความปล่อยวางเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันเก็บข้าวของเสร็จล่วงหน้าแล้วและออกเดินไปตามทางแสงแดดลอดผ่านกลุ่มเมฆบางเบา โปรยเป็นลวดลายลงบนพื้น เติมความอบอุ่นให้กับเช้าวันนี้ที่เงียบเหงาขึ้นมาเล็กน้อยฉันสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปลึก ๆ พยายามปล่อยความหม่นหมองของเมื่อคืนออกไปทั้งหมด และเตรียมตัวต้อนรับวันใหม่บนท้องถนน ผู้คนเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนต่างก้าวเดินอย่างเร่งรีบและวุ่นวายกับชีวิตของตัวเองฉันเดินไปอย่างไร้จุดหมาย แต่ในใจกลับมีทิศทางที่ชัดเจน ฉันจะมุ่งมั่นกับชีวิตและหน้าที่ของตัวเองให้มากขึ้น และจะไม่ให้ความรู้สึกมาผูกมัดฉันอีกต่อไปขณะที่ฉันกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบสงบรอบตัวฉันหันกลับไปมอง เห็นชายคนหนึ่งวิ่งตรงมาหาฉันด้วยท่าทางตื่นตระหนก ขณะที่ด้านหลังของเขามีกลุ่มชายฉกรรจ์สีหน้าดุดันไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด เห็นได้ชัดว

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 366

    เมื่อหลินเฉี่ยนได้ยินดังนั้น ดวงตาของเธอแดงก่ำ แต่เธอพยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมาการอยู่ที่นี่ต่อไปจะยิ่งทำให้สถานการณ์น่าอึดอัดขึ้น ฉันหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นมาแล้วเดินออกไปทันทีเดินอยู่บนถนนอันเงียบสงัด ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เด็กหนุ่มที่เคยอ่อนโยนและน่ารักในวันวาน กลับมาทะเลาะกันเพราะเรื่องของความรู้สึกในตอนนี้ดูเหมือนจะสามารถสืบทอดกิจการของครอบครัวได้ แต่กลับสูญเสียอิสรภาพในการเลือกความรักของตัวเองไม่รู้ว่าเดินมาได้นานแค่ไหน ฉันก็พบว่าตัวเองมาถึงริมแม่น้ำแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงพลบค่ำพอดีสายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเบา ๆ นำพาความเย็นเล็กน้อย แต่ก็ดูเหมือนจะช่วยพัดพาความหงุดหงิดในใจให้จางหายไปด้วยฉันเดินทอดน่องเพียงลำพังบนถนนที่มีแสงไฟสลัว ในหัวยังคงฉายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านกาแฟซ้ำแล้วซ้ำเล่าความรัก ความรับผิดชอบ ผลประโยชน์ของครอบครัว... คำเหล่านี้สานกันเป็นใยซับซ้อนในความคิดของฉัน ทำให้ยากที่จะหลุดพ้นบางเรื่องฉันเคยผ่านมันมาแล้ว แต่บางเรื่องกลับทำให้ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน แม้ว่าจะมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ ฉันก็ยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการอยู่ดีฉันหยุดเดิน เ

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 365

    สีหน้าของลู่เฉินเต็มไปด้วยความสับสน เขามองฉันแวบหนึ่งก่อนจะรีบหลบสายตากลับไป ราวกับกำลังชั่งใจและตัดสินใจบางอย่างในใจฉันรับรู้ได้ถึงความสับสนและความเจ็บปวดในใจของเขา ไม่ใช่แค่เพราะหลินเฉี่ยนที่อยู่ตรงหน้า แต่ยังเป็นเพราะทางเลือกที่เขาเคยทำ รวมถึงความไม่แน่นอนต่ออนาคตของตัวเอง“หลินเฉี่ยน เธอใจเย็น ๆ ก่อนนะ”น้ำเสียงของลู่เฉินพยายามรักษาความสงบ แต่ความเหนื่อยล้าและความสิ้นหวังที่ซ่อนอยู่กลับไม่อาจปกปิดได้“ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคุยเรื่องนี้ เราหาเวลาคุยกันให้ดีอีกทีได้ไหม?”เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหลินเฉี่ยนไม่ได้ดีขึ้นมากนัก แต่เธอดูเหมือนจะตระหนักได้ว่าสถานการณ์ตรงนี้ไม่เหมาะสมสำหรับการพูดคุยเรื่องนี้ เธอจึงสูดลมหายใจลึก พยายามระงับอารมณ์ของตัวเอง“ก็ได้ แต่ฉันต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากคุณตอนนี้เลย เกี่ยวกับการหมั้นของเรา คุณคิดยังไงกันแน่?”ลู่เฉินนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยปากพูดอย่างช้า ๆ ในที่สุด“หลินเฉี่ยน ผมรู้ว่าฉันติดค้างคำอธิบายกับคุณ เกี่ยวกับการหมั้น ผมไม่เคยคิดจะหนี เพียงแต่... ผมต้องใช้เวลาเพื่อจัดการความคิดของตัวเอง ธุรกิจของครอบครัว อนาคตของเราสักหน่อย เร

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 238

    ขณะที่ฉันกำลังครุ่นคิดหนักเพื่อหาเรื่องคุย ก็ไม่คาดคิดว่าผู้อาวุโสหนานจะเป็นฝ่ายพูดถึงโครงการเซาท์เทิร์น ฮิลด์ เรสซิเดนซ์ขึ้นมาก่อนเอง โครงการนี้เดิมทีตั้งใจจะสร้างสวนสไตล์พิเศษ คล้ายกับพระราชวังต้องห้ามสมัยโบราณ แต่ต้องตอบสนองความต้องการด้านความงามยุคสมัยใหม่ โดยผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความงดง

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 237

    “เริ่มพยายามตั้งแต่เนิ่น ๆ งั้นเหรอ?” ผู้อาวุโสหนานทวนคำพูดของฉัน ดวงตาแสดงความชื่นชมเล็กน้อย “หนุ่มสาวที่มีความคิดแบบนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากจริง ๆ” เขาลุกขึ้นยืน เดินช้า ๆ ไปยังริมหน้าต่าง มองออกไปไกลราวกับกำลังนึกถึงบางสิ่งในความทรงจำ “เธอรู้ไหม สาวน้อยเฉียว ตอนฉันยังหนุ่ม ฉันเองก็เค

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 214

    “อืม ฉันกลับมาแล้ว” ฉันกลับมาเพื่อแก้แค้น ฉันกอดกับเฉิงเฉิงอยู่สักพัก เธอก็ปล่อยฉัน แล้วรับกระเป๋าเดินทางจากฉันมาถือไว้ พร้อมกับจูงมือฉันพาเดินออกไปด้านนอกสนามบิน ระหว่างเดินเธอก็พูดไปด้วยว่า “เธอบอกว่าจะมาถึงวันนี้ ฉันรอคอยตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะ” “แต่ก็น่าเสียดายนะ ฟางฉิงหยางติดธุระเลยมาไม่ได้

  • หวนรักหนีลิขิต   บทที่ 221

    "ไม่ต้องห่วง ฉันจะช่วยเฉียวกรุ๊ป" แต่เมื่อไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของฉันเอง เมื่อได้รับคำรับรองจากฉัน เฉียวเจี้ยนกั๋วที่เคยบ้าคลั่งก็ดูสงบลงบ้าง เขาดูอารมณ์ดีขึ้นมาก ก่อนจะร้องว่าฟ้าไม่ทอดทิ้งฉันแล้ว และชมฉันว่าในที่สุดก็ทำตัวกตัญญูสักที ฉันยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมรอยยิ้มหยันบาง ๆ ที่มุมปากหลั

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status