ครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็คงจะเป็นวันนั้น วันที่เอวากระโดดขโมยจูบเฮียเขื่อน หลังจากนั้นมา จากคนที่ไม่ชอบรำคาญกันอยู่แล้วก็ยิ่งตีตัวออกห่าง หลบหน้าหลบตา ที่ไหนมีเอวาที่นั่นต้องไม่มีเขื่อน
อยากขอโทษ อยากบอกว่าทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ได้ตั้งใจ แต่กลัวจะทำให้เขาโกรธมากกว่าเดิม
ก็ตอนนั้นมันโมโห ผู้หญิงคนนั้นก็ยังไง เป็นครูแท้ๆ แต่กลับทำตัวน่ารังเกียจ เฮียเขื่อนเองก็เล่นด้วย แถมยังออกอาการปกป้องอีกต่างหาก ไม่พูดแต่การกระทำมันชัดเจนจนเธอทนไม่ไหว วูบหนึ่งของอารมณ์ ก็เลยเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น
ใครมันจะรู้ว่าจะเป็นเหตุให้เฮียเขื่อนไม่มาเจอหน้าอีก ตอนเด็กก็หอมแก้มจุ๊บปากเขาออกจะบ่อย... หมายถึงตอนเด็กๆ เลยอะนะ พอเฮียเริ่มเรียนสูงขึ้น เขาก็ไม่ยอมให้เธอจุ๊บอีก
เอวานั่งหน้าเศร้าเหม่อมองออกไปหน้าบ้านข้างๆ ที่ตอนนี้มันเงียบเหงามากๆ เพราะเฮียเขื่อนเรียนมหาลัยเลยออกไปอยู่คอนโด ทั้งที่จะเดินทางไปกลับบ้านกับมหาลัยก็ได้ แต่เขาเลือกที่จะหนีไปนอนคอนโด
คงไม่อยากเจอหน้าเธอ...
"คิดถึงเฮียเขื่อนจัง เมื่อไหร่จะกลับบ้านนะ"
กี่เดือน หรือเป็นปีแล้วที่เราไม่เจอกันเลย มีผ่านๆ บ้าง แบบ... เธอเดินเข้าไปใกล้ เขาก็รีบเดินหนี อยากซ้อนท้ายเฮียเขื่อนไปโรงเรียน แต่พอออกมาถึงบ้านเขา ก็เห็นแค่ท้ายรถที่วิ่งออกจากหน้าบ้านไปแล้ว
ใจมันทรมานมากๆ เพราะคิดถึงเขาไม่ไหว เคยถามป้ามาลัยว่าคอนโดเฮียเขื่อนอยู่ไหน รู้ แต่ไม่กล้าไปหา กลัวจะโดนเกลียดจากตอนแรกแค่โกรธ
ก็หวังว่าเวลาจะทำให้เฮียเขื่อนโกรธเธอน้อยลง กลับมาเป็นเฮียเขื่อนคนเดิม
บรืน~ บรืน~
เสียงมอเตอร์ไซค์คันใหญ่วิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้านหลังข้างๆ ดึงความสนใจของเอวาให้ออกจากหนังสือที่กำลังอ่าน เพราะจะสอบเข้ามหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง
ดวงตากลมชะเง้อมองผ่านต้นชาทองที่ปลูกเรียงเป็นแนวรั้วกั้นพื้นที่ ก็เห็นว่ามีผู้ชายร่างสูงกำยำกำลังตวัดขาลงจากรถ มาเหยียดยืนเต็มความสูงบนพื้น
เขาถอดหมวกกันน็อกใบใหญ่สีดำออก ก่อนจะสะบัดผมยุ่งๆ ให้ตกเป็นทรง แล้วเดินเข้าบ้านไป
เอวาเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงกะพริบตามองภาพเหล่านั้นด้วยหัวใจที่มันเต้นแรง จำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่จังหวะของก้อนเนื้อในอกซ้ายมันเต้นแรงมากขนาดนี้คือตอนไหน อาจเป็นวันนั้น วันที่โดดขโมยจูบเฮียเขื่อน
แต่ตอนนี้เธอกำลังชั่งใจเลือกข้างต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด หากวิ่งไปเสนอหน้าให้เฮียเขื่อนเห็น เขาอาจจะเมินและเกลียด หรือไม่ก็ทำเหมือนเธอเป็นวิญญาณเร่ร่อนไม่มีตัวตนอีกต่อไปเลย
...แต่หากว่าเธอเลือกที่จะนั่งอยู่ตรงนี้โดยไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง ปล่อยให้เวลามันละลายความโกรธเหล่านั้นของเฮีย.. แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่เฮียเขื่อนจะหายโกรธ?
ตัดสินใจยังไม่ได้ กำลังชั่งใจอย่างหนักโดยที่จังหวะการเต้นตึกตักในอกอิ่มก็ยังกระหน่ำรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกที สองเท้าก็พาร่างอวบอิ่มมาหยุดยืนหน้าบ้านคุ้นเคย แถมยังมีร่างสูงกำยำของเฮียเขื่อนกำลังเดินหน้าตึงออกมาด้วย
"หลบ" เสียงเย็นว่าให้ ไม่รอให้คนตัวเล็กกว่าหลบให้ก็ใช้มือตัวเองนั่นแหละผลักไหล่ซ้ายเจ้าหล่อนจนเซถอย ก่อนเท้าหนักจะก้าวออกจากบ้านมา
"เฮียไปไหนคะ หนูไปด้วย"
แน่นอนว่าเสียงสดใสของเอวาไม่ได้ทำให้เขื่อนหันมาสนใจเลยสักนิด เขาเดินดุ่มๆ ตรงไปยังแปลงผักสวนครัวที่แม่มาลัยปลูกไว้กินเองในบ้าน ยืนขาแข็งๆ เด็ดใบกะเพราไม่แม้จะก้มหรือย่อตัวลงเลยสักนิด ต้นกะเพราก็สูงแค่เข่าเอง
เอวาวิ่งเหยาะๆ มาหยุดยืนข้างร่างสูงของเฮียเขื่อน ช่วยเด็ดใบกะเพราเงียบๆ แอบชำเลืองมองใบหน้าตึงๆ บ่อยครั้งจนได้ยินเสียงถอนหายใจดังกระทบแก้วหูตลอดมา
"จะจ้องอะไรนักวะ รำคาญ!"
"เฮียสบายดีหรือเปล่า เรียนมหาลัยยากไหม"
พออยากจะพูด ต่อให้อมสากไว้ในปากเฮียมันก็พูดได้ แต่พอเธอถาม เฮียมันไม่อยากตอบ มันก็เล่นเงียบเหมือนคนไม่มีปาก
เอวายู่ปากทำหน้ามุ่ยไม่จริงจัง หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะคะยั้นคะยอจะเอาคำตอบจากเขาให้ได้แล้ว แต่เพราะความผิดที่มีติดตัว มันเลยทำให้เอาแต่ใจตามนิสัยส่วนตัวไม่ได้
ยืนเด็ดใบกะเพราจนเต็มตะกร้าใบเล็กที่ถือมาด้วย เขื่อนก็หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านทันที ไม่ได้สนใจเรียกหรือพูดอะไรกับเอวาเลยสักคำ เสียงแหลมแว้ดๆ ตามหลังก็เหมือนเสียงลมที่พัดใส่ใบไม้เท่านั้น
"ไม่มีอะไรแล้วใช่ปะแม่ เขื่อนขึ้นไปนอนข้างบนนะ ร้อน"
เอวายืนกะพริบตาปริบมองคนตัวโตที่เดินผ่านหน้าไปเหมือนเธอเป็นอากาศธาตุจริงๆ สองมือยังกำใบกะเพราที่เด็ดเอาไว้ ไล่สายตามองตามจนกระทั่งร่างกำยำเดินหายขึ้นไปข้างบนเลยเดินเข้ามาในครัว ออดอ้อนป้ามาลัยของเธอแทน
หลังมื้อเที่ยงในวันหยุดจบลงทั้งเอวาและเขื่อนก็มานั่งจ้องหน้ากันอยู่ในห้องนั่งเล่น โดยมีป้ามาลัยเอนกายหลับกลางวันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ไม่ไกลกันมากนัก
เขื่อนยกมือขึ้นมาทำท่ากระดิกนิ้วชี้เรียกเด็กจุ้นจ้านให้เข้ามาใกล้ๆ โดยนั่งกอดอกทำหน้าไม่รับแขกท่าเดิม เจ้าหล่อนฉีกยิ้มกว้างรีบโดดลงจากโซฟาที่นั่งตัวเองลงมานั่งบนพื้นที่มีพรมนุ่มๆ ปูรองไว้
สองมือยกวางศอกกับโต๊ะไม้สักของลุงยุทธ เท้าคางกะพริบตาปริบๆ ท่าทางน่ารัก แต่ทว่า...
โป๊ก!
"อะ! โอ๊ย! เฮียเขกมะเหงกหนูทำไม เจ็บนะ"
เอวาร้องโอดครวญน้ำตารื้นคลอเบ้าตาอย่างรวดเร็ว แรงเขกลงมากลางศีรษะมันแรงมากจนเธอหัวสั่นเลย มือคนหรือเท้าช้าง เฮียเขื่อนมือหนักมากๆ เลย!
"ร้องดังก็กลับบ้านไปเลย พ่อแม่ให้ไปเรียนมัวแต่ทำอะไรไม่สนใจเรียน เขกมะเหงกทีเดียวยังน้อยไปด้วยซ้ำ"
พอถูกดุเหมือนเมื่อก่อนที่เขาจะโกรธแล้วหลบหน้ากันไปเอวาก็มุ่ยหน้าทันที งอนอยู่ แต่ก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง มันเย็นวาบไปทั้งโพรงอก โล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอกไปเลย
เปิดหนังสือเตรียมสมุดแล้วให้เฮียเขื่อนติวให้อย่างตั้งใจ ...ตั้งใจมองหน้าเฮียเขื่อน ไม่เจอกันตั้งปีกว่าเฮียหล่อขึ้นเยอะมากๆ หล่อแบบที่ไม่สามารถละสายตาออกไปได้เลย
มองแล้วเคลิ้มตาหวานฉ่ำเลยถูกแจกรางวัลด้วยการดีดหน้าผากไปหนึ่งทีเรียกสติ เขาบ่นพึมพำทำหน้าไม่สบอารมณ์ ตวัดมองมาตาขวางแต่ก็ไม่ได้ลุกออกไปจากตรงนี้เพราะโดนแม่ขู่ไว้
เอวาอมยิ้มน้อยๆ รู้สึกกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเย็นฉ่ำ กลิ่นหอมของป่าไม้ใบหญ้าและกลิ่นอายน้ำทำให้เธอรู้สึกสดชื่นมากๆ ทั้งที่ก็นั่งเปิดแอร์อยู่ในห้องนั่งเล่นแท้ๆ
แต่เพราะเฮียเขื่อน เพราะเฮียเลยทำให้เธอรู้สึกราวกับได้ชีวิตใหม่หลังเหี่ยวเฉาแห้งตายมานานแรมปี
"มัวแต่คิดอะไรอยู่ ข้อนี้ง่ายมากแต่ก็ยังผิด หัวจะปวดกู!" ว่าให้เด็กโง่แล้วก็มาปวดหัวบ่นกับตัวเองเอง ใครว่าติวหนังสือมันง่าย ใครว่าสอนน้องทำการบ้านมันง่าย!
เออ! มันง่าย แต่กูหัวจะปวดเพราะมันทำไม่ถูกแล้วไม่โดนใจกูสักทีเนี่ยแหละ!
กว่าจะติวเสร็จก็ปาไปห้าโมงแล้ว เอวาหมดแรงทิ้งตัวนอนลงไปบนพรม ปล่อยให้ไอเย็นๆ จากเครื่องปรับอากาศพัดตีหน้า ในขณะที่เขื่อนนั่งกุมหน้าผากใช้นิ้วโป้งกับนิ้วกลางกดขลึงขมับหน้าเครียด
"หนูจะสอบเข้ามหาลัยเดียวกับเฮียให้ได้เลย ถ้าหนูสอบเข้าได้เฮียเลี้ยงหนมหนูได้ไหม"
"เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน คะแนนเต็มร้อยได้สามสิบห้ายังคิดจะสอบเข้ามหาลัยฉัน? ฝันกลางวันอยู่หรือไง" ถึงเป็นมหาลัยเอกชนแต่ก็ต้องสอบเข้า แถมคนที่สอบเข้าในแต่ละปีไม่ใช่น้อยๆ คะแนนรั้งท้ายขนาดนี้ แม้แต่ฝันกลางวันเขายังไม่กล้าเลย
"ฮึ คอยดูก็แล้วกัน หนูจะสอบเข้าให้ได้" เอวาทำเสียงขึ้นจมูกด้วยความไม่พอใจ ไม่เจอกันปีเดียวเฮียเขื่อนของเธอแทนตัวเองว่าฉันกับเธอแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนต่อให้โกรธหรือรำคาญกันมากแค่ไหนเขาก็จะแทนตัวเองว่าเฮียตลอด
ยู่ริมฝีปากกระจับแดงๆ ธรรมชาติขึ้น กลอกตามองเพดานสีขาวไปมาอย่างน้อยใจ คนอุตส่าห์คิดถึงมากๆ แต่ดูที่เขาทำสิ! คนแปลกหน้ายังได้รับคำพูดที่ดีกว่าเธอเลย!
"เขื่อน พาน้องมากินข้าวก่อนมา ติวมาทั้งบ่ายแล้วคงจะหิวน่าดู"
เสียงเรียกจากห้องอาหารข้างๆ ทำให้เอวาที่กำลังเกิดอาการน้อยใจหลุบตามองลูกชายของบ้านที่เห็นอยู่ว่านั่งขลึงขมับหน้าเครียดอยู่หลังโต๊ะไม้สัก แต่ตอนนี้หายไปแล้ว...
เสียงเปิดประตูก็ไม่ได้ยิน เขาแอบย่องออกไปหรือเธอมัวแต่เหม่อเลยไม่ได้ยินเองกันแน่ คิดไปคิดมาข้อสรุปที่ได้ก็คือ คงเป็นเธอเองนั่นแหละที่ไม่ได้ยินเอง เฮียเขื่อนจะแอบย่องออกไปทำไม เขาไม่ใช่คนแบบนั้น
เอวามานั่งทานข้าวพร้อมหน้ากับป้ามาลัยและลุงยุทธโดยที่ไร้เงาลูกชายเจ้าของบ้าน เขาบอกแม่แค่ว่ายังไม่หิว แต่เหตุผลหลักๆ ก็พอเดาได้ว่าคงไม่อยากเห็นหน้าเธอนั่นแหละ
เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย ทั้งดีดหน้าผาก เขกมะเหงกแล้วยังด่าเธอได้ตั้งหลายคำ พอถึงเวลาอาหารดันไม่อยากเห็นหน้าทำเหมือนยังโกรธอยู่ หรือเห็นหน้าเธอแล้วกลืนข้าวไม่ลง?