All Chapters of เพลิงกลรัก จองจำท่านไท่ฟู: Chapter 1 - Chapter 8

8 Chapters

บทที่ 1

ข้ามิได้คาดคิดเลยว่า มู่โย่ว จะมีบัญชาเรียกตัวข้าให้เข้าไปในวังหลวง ณ วันสำคัญอันเร่งด่วนเช่นนี้อีกไม่กี่ชั่วยาม ก็จะถึงพิธีขึ้นเสวยราชย์แล้ว เรื่องใดเล่าจะสำคัญถึงเพียงนั้น?ณ ภายในตำหนักกำลังมีการจุดเครื่องหอมประหลาด กลิ่นอายนั้นถูกสูดเข้าไปตามลมหายใจ จนแผดเผาให้ภายในทรวงอกเกิดความรู้สึกไม่สบายขึ้นมาเล็กน้อยข้าโค้งคำนับอย่างนอบน้อม และมิได้สังเกตเห็นประกายอันแสนมืดมิดที่ฉายวาบออกมาจากดวงตาคู่นั้นของมู่โย่วกายท่อนบนของเขาที่มิได้ถูกสิ่งใดปกคลุม เผยให้เห็นหยาดเหงื่อที่ซึมออกมาจากผิวเนื้อละเอียดสีทองแดงเข้ม ละอองเหงื่อเล็ก ๆ ค่อย ๆ ไหลซึมหายไปภายใต้สายรัดเอวลวดลายมังกรที่ปักด้วยด้ายทองอร่าม“ท่านอาจารย์ยังคงทำตัวห่างเหินกับข้าเช่นเดิมมิเปลี่ยนเลยนะ”ฝ่ามือที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนนั้น เลื้อยขึ้นตามท่อนแขนของข้าอย่างก้าวร้าว พร้อมทั้งใช้กำลังกระชากสาบเสื้อ ข้าให้ขาดออกอย่างรวดเร็ว“ข้าน้อยมิบังอาจขอรับ”ข้าเกิดอาการตื่นตระหนกจนเงยศีรษะขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้สบเข้ากับดวงตาสีนิลอันแสนลึกล้ำที่ไม่อาจหยั่งถึงคู่นั้นของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ“ท่านอาจารย์ ไม่รู้สึกร้อนรุ่มบ้างหรือ?”ข้าเพ
Read more

บทที่ 2

มู่โย่วมิมีท่าทีว่าจะปล่อยข้าออกไปเลยแม้แต่น้อยในคืนนั้น เมื่อพิธีขึ้นเสวยราชย์จบลง เขากลับมาหาข้าตามที่ได้กล่าวไว้ เมื่อเห็นดังนั้น เหล่าข้าหลวงผู้คอยสอดส่องข้าจึงล่าถอยออกไปชั่วคราว โดยที่มิได้แสดงสีหน้าประหลาดใจแม้เพียงปลายเล็บที่แห่งนี้ ช่างแน่นหนายิ่งนัก ราวกับเป็นกรงขังที่ไร้ซึ่งหนทางหนีมู่โย่วยิ้มแย้มอย่างร่าเริงก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ท่านไท่ฟู โย่วเอ๋อร์ทำได้แล้ว ได้ขึ้นตำแหน่งหนึ่งเดียวในใต้หล้าแล้ว”ข้าไม่อาจเข้าใจได้ ว่าเขาตรงหน้าผู้นี้เสียสติด้วยเหตุใด จึงได้แต่เฝ้ามองเขาอย่างระแวดระวังบนใบหน้าอันแสนงดงามไร้ที่ตินั้นของเขา ปรากฏสีหน้าที่กำลังปวดร้าวออกมา จากนั้นเขาก็วิ่งกรูเข้ามาหาข้า ทว่าพลันกลับล้มลงกับพื้น“ฝ่าบาท?”ข้ามีความรู้สึกรังเกียจเขาอยู่บ้างก็จริง ทว่าไม่ได้ปรารถนาให้เขาต้องมาสิ้นชีพ ณ ที่นี้เสียหน่อย เขาคือองค์ฮ่องเต้คนใหม่ของเหล่าไพร่ฟ้าแผ่นดินนี้ ทั้งยังเป็นศิษย์ที่ข้าเฝ้ามองการเติบโตมาตลอดอีกด้วยข้าลองขยับเข้าไปใกล้ด้วยท่าทีระแวดระวัง แต่พลันถูกเขาดึงเข้าสู่อ้อมแขนอย่างรุกเร้า“จับตัวท่านอาจารย์ได้แล้ว” กลิ่นสุราที่รุนแรงตลบอบอวลทั่วร่างกายของเขา
Read more

บทที่ 3

“ข้ายอมถูกท่านประหารเสียดีกว่า”เขากดขาที่กำลังดิ้นไม่หยุดของข้าเอาไว้ พร้อมนัยน์ตาที่หรี่ลงอย่างเป็นอันตราย“หวายหนานอ๋องถูกข้าจับเข้าคุกหลวงไปแล้ว หากท่านได้รับบาดเจ็บอันใด ข้าย่อมต้องทำคืนเขาให้เจ็บกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า”ข้าตกอยู่ในความเงียบไปชั่วครู่ พลางเกิดความรู้สึกทำอันใดไม่ถูกเขาไม่ได้ตระหนักเลยแม้แต่น้อยว่าการกระทำของตนนั้นช่างไร้เหตุผลยิ่งนัก เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับหวายหนานอ๋องกัน?“ไม่จำเป็นต้องให้ท่านลงมือเองหรอก”สุดท้ายนี้ ข้าก็ต้องกัดฟันยอมประนีประนอมเจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้เพียงแค่ต้องการฉวยโอกาสเพื่อทรมานข้า ทำให้ข้าไม่สามารถเคลื่อนตัวได้อย่างอิสระ จนเกิดความรู้สึกอันแปลกประหลาดขึ้น“อ้อ?” เขาลงมือหนักขึ้น “ท่านอาจารย์อยากให้ผู้ใดมาทำแทน? หวายหนานอ๋องหรือ?”นี่มันไปเกี่ยวพันกับหวายหนานอ๋องตั้งแต่เมื่อใดกันอีกเล่า?“อื้ม...”ในที่สุด ข้าก็มิอาจอดกลั้นเสียงครวญไว้ได้เราทั้งสองต่างหยุดนิ่งข้าไม่อาจเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน ส่วนเขาพลันตกตะลึงจนนิ่งไป“เสียงของท่านอาจารย์ช่างไพเราะนัก ควรเอ่ยออกมาให้บ่อยกว่านี้”ไร้สาระ มันช่างไร้สาระสิ้นดีข้าเอ่ยขึ้นด้วยค
Read more

บทที่ 4

ข้าเลือกวันที่มีสายลมอ่อนพัดโชย มีแสงอรุณสาดส่อง เพื่อลงมือกรีดข้อมือบาดแผลที่กรีดนั้นเกิดจากเศษกระเบื้องถ้วยชามที่ถูกขว้างลงกับพื้น มันไม่ได้ลึกดั่งที่วาดภาพไว้ในหัว ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าทำเรื่องเช่นนี้ มันย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงความไม่ชำนาญได้ถึงกระนั้น ก็ทำให้ข้าผู้ที่ปกติเป็นคนกลัวความเจ็บปวดถึงกับเหงื่อไหลรินออกมาท่วมกายไม่หยุดเหล่าข้าหลวงในวังหลวงตรวจพบบาดแผลอย่างรวดเร็ว สีหน้าของพวกเขาเหล่านั้นดูแย่กว่าข้าเสียอีก มู่โย่วมาถึงด้วยท่าทีรีบร้อน แทบจะฉุดลากเสนาบดีกรมหมอหลวงผู้อาวุโสเข้ามาใบหน้าของเขาราวกับเมฆหมอกที่อึมครึมเต็มไปด้วยความโกรธ ในดวงตาของเขาสะท้อนคราบเลือดอันน่าสะพรึงกลัวตรงหน้า“ท่านอาจารย์อยากออกห่างจากข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ”เลือดสีสดได้ย้อมอาภรณ์ของเราทั้งสองเป็นสีเดียวกัน ข้าซึ่งนอนอยู่ในอ้อมแขนของเขา อ่อนแรงเกินกว่าที่จะเอ่ยคำใดได้ จึงได้แต่ส่งสายตาบ่งบอกให้เสนาบดีหมอหลวงรีบเข้ามาตรวจรักษาข้าข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะปลิดชีพตนเองด้วยการกรีดข้อมือนี้จริง ๆ แต่เสนาบดีหมอหลวงนั้น อาวุโสจนสายตาฝ้าฟาง จึงไม่เข้าใจคำบอกใบ้ของข้าเลยแม้แต่น้อย“อ๊ะ!”ขณะที่มู่
Read more

บทที่ 5

มิช้านาน ข้าก็ถูกปลอมแปลงโฉมอย่างมิดชิด เพื่อเตรียมส่งตัวออกจากวังหลวง ข้าโดยสารในรถม้าที่ไร้ตราสัญลักษณ์ใด ๆ ภายใต้การควบคุมของคนสนิทที่พระพันปีหลวงไว้วางใจ มุ่งหน้าสู่ประตูทิศประจิมหัวใจของข้าไม่อาจสงบนิ่งได้ มันยังคงหวั่นวิตกข้ามักจะนึกถึงภาพของมู่โย่วที่คอยควบคุมทุกสรรพสิ่งในกระดาน สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้ชม และก้าวขึ้นเป็นผู้พิชิตอย่าง่ายดายช่างเป็นผู้ที่ทำเรื่องยากเป็นดั่งราวกับการปลอกกล้วยเข้าปากเสียจริงด้วยเหตุนี้ ข้าจึงกำชับให้รีบเร่ง ยิ่งหนีออกไปได้เร็วเท่าไหร่ ความหวังที่จะเอาชีวิตรอดก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้นบัดนี้ ได้เข้าใกล้ประตูวังหลวงมาก มีเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงของเหล่าทหารองครักษ์ที่เดินสวนกันไปมา ทุกสิ่งล้วนถูกเตรียมการไว้อย่างสมบูรณ์แบบทันใดนั้น รถม้าก็พลันหยุดนิ่งลงข้าได้ยินเสียงลมที่แผ่วเบาเพียงเล็กน้อย ทว่าก็มิอาจตัดสินได้ว่าเป็นสิ่งใดกันขันทีผู้มีกายกำยำกล่าวถามด้วยความฉงน “เสี่ยวฟู่จื่อ เหตุใดจึงไม่เดินทางต่อ?”ทว่าไร้เสียงผู้ใดตอบกลับในสายลมนั้น อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วข้าหลับตาลง “อย่าไป!”ทว่าบุรุษผู้นั้นหาได้ใส่ใจสิ่ง
Read more

บทที่ 6

มู่โย่วหายตัวไปหลายวันโดยไม่ปรากฏร่องรอยใด ๆ เลยทว่าการป้องกันในวังหลวง กลับเข้มงวดยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า จำนวนคนที่คอยจับตาดูข้าเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าความวุ่นวายถาโถมเข้าใส่วังหลวงดุจเพลิงปะทุข้าเกลียดชังไอ้เด็กเหลือขอผู้นี้จนแทบกระอักเลือดออกมาหลายวันมานี้ ร่างของข้าจมดิ่งอยู่บนแท่นบรรทมมิได้ลุกไปไหน ทุกคราที่หวนนึกถึงความอัปยศในคืนนั้น ข้าก็ปรารถนาจะปลิดชีวิตตนเองด้วยมือคู่นี้เรื่องอันแสนอัปยศนี้ สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นภาพลูกศิษย์ชายผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ในสายตาของอาจารย์นั้น ถูกแทนที่ด้วยเงาร่างขององค์ฮ่องเต้ผู้รูปงาม ทว่าอำมหิตในสำนึกของข้าอย่างเชื่องช้าในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว หากมันส่งผลกระทบต่อความมั่งคงของแผ่นดินนี้ ข้าจักเกิดใหม่ตายไปอีกกี่สิบชาติก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความผิดนี้ได้การตายไปเสียเดี๋ยวนี้ คือทางเลือกที่ดีที่สุด ทว่าข้าได้พลาดโอกาสนั้นไปเสียแล้ว ณ ตอนนี้ แม้แต่ความตาย ข้าก็มิอาจไขว้คว้ามันมาได้ข้าได้แต่หวังว่า มู่โย่วจะเบื่อหน่ายข้าในสักวันในบ่ายอันสงบเงียบที่แสนจะธรรมดาวันหนี่ง ข้าจำต้องกล้ำกลืนอาหารด้วยความรู้กระวนวายใจ เพราะเสียงอาวุธยุทโธปกรณ์จากภายนอกดังเ
Read more

บทที่ 7

มู่โย่วหัวเราะ เผยให้เห็นฟันที่ขาวซีดราวกับกระดูก“ประหารบัดเดี๋ยวนี้”ข้าถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา พลางก้าวไปยืนขวางอยู่เบื้องหน้าหวายหนานอ๋อง“ฝ่าบาท ขอทรงไว้ชีวิตเขาด้วยเถิด”“อาจารย์ นี่ท่านจงใจจะเป็นปรปักษ์ กับข้าเพื่อมันอีกคราแล้วหรือ?”สีหน้าของมู่โย่วมืดทะมึนนั้นราวกับกำลังมีหยดน้ำพรั่งพรูออกมา “ข้าไม่มีวันปล่อยมัน”“ขอฝ่าบาททรงสดับคำของข้าสักคนด้วยเถิด”ข้าสั่งให้เหล่าข้าราชบริพารถอยออกไป ก่อนจะเปิดเผยความลับที่เคยคิดจะปกปิดออกมาจนหมดสิ้น“...แม้ข้าจะมิเคยรับปากกับท่านอ๋อง ว่าหากฝ่าบาทมีชัย ขอให้ทรงไว้ชีวิตอ๋องผู้นั้น แต่ถึงอย่างไง เขาก็ยังเป็นพระเชษฐาของฝ่าบาท ไม่ว่าด้วยเหตุผลทางความรู้สึกหรือเหตุผลทางหลักการ ก็มิสมควรอย่างยิ่งที่ฝ่าบาทจะลงมือปลิดชีพด้วยมือของฝ่าบาทเอง”มู่โย่วเองก็มิได้ขึ้นครองราชย์โดยชอบธรรมแต่แรก อัครมหาเสนาบดีเฉาแม้ถูกคุมขัง ทว่าเบื้องหลังยังคงมีผู้หนุนหลังอยู่มาก พระพันปีหลวงเองก็มิใช่สตรีอ่อนแอไร้เดียงสา หากหวายหนานอ๋องต้องสิ้นชีพลง ความสั่นคลอนในใต้หล้าย่อมเกิดขึ้นเป็นแน่แท้“อาจารย์ ท่านยอมสละตนเพื่อข้างั้นหรือ”มู่โย่วจ้องมองข้าอย่างตะลึงงัน
Read more

บทที่ 8

“ท่านอาจารย์ยังไม่คิดจะอภัยให้ข้าอีกหรือ?”มู่โย่วเพิ่งเลิกว่าราชการ ก็รีบร้อนมาหาข้าโดยมิได้เปลี่ยนอาภรณ์เลยด้วยซ้ำ พร้อมทั้งซบลงข้างเตียงของข้าข้าไม่ปรารถนาจะเห็นหน้าเขาเลยแม้แต่น้อยเขาทำท่าทางน้อยอกน้อยใจ รับชามโจ๊กจากข้าหลวงมาป้อนให้อย่างเอาอกเอาใจที่ปากของข้าข้าคิดจะคว้าชามมาเองในทันที ทว่าก็ไปกระทบเข้ากับรอยช้ำที่เจ็บปวด จนทั่วร่างพลันแข็งค้างในฉับพลันเขารีบนำยาออกมาทันที “ได้เวลาทายาแล้ว”“มู่ โย่ว!” ข้ากัดฟันกรอด พร้อมเอ่ยออกมาทีละคำอย่างเว้นจังหวะ “สภาพของข้าเป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะผลของการกระทำของท่านหรอกหรือ?”หากเมื่อคืนนี้เขาสามารถยับยั้งชั่งใจได้บ้าง ข้าคงไม่ต้องอยู่ในสภาพราวกับผู้ป่วยติดเตียงเช่นนี้บนใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา “ท่านอาจารย์ โย่วเอ๋อร์ไม่ได้ตั้งใจ”คำพูดเช่นนี้ ข้าได้ยินจนหูแทบชา ในฐานะองค์ฮ่องเต้ คำพูดของเขาเชื่อถือไม่ได้ยิ่งกว่าสายลมที่พัดรำเพยเสียอีกหลังจากที่ความเข้าใจผิดได้คลี่คลายลงแล้ว ข้าก็เอาแต่คิดจะออกจากวังหลวงเพียงอย่างเดียว เขารู้ดีว่าการกักขังข้าไว้เฉย ๆ นั้นมิได้ผล จึงแสดงความบ้าคลั่งออกมาอยู่เรื่อย ๆ บ
Read more
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status