2 Antworten2025-11-23 06:25:59
นิทานเรื่อง 'กระต่ายกับเต่า' เป็นนิทานพื้นบ้านจากชุดนิทานอีสปที่โด่งดังไปทั่วโลก ต้นฉบับของเรื่องนี้มาจากตำนานที่เล่าต่อกันมาจากยุคกรีกโบราณและมักถูกนำไปรวมไว้ในงานรวมนิทานต่าง ๆ ที่อ้างถึงชื่อผู้จัดรวมหรือผู้เรียบเรียงมากกว่าจะมีปีพิมพ์ดั้งเดิมที่แน่นอน เพราะนิทานเหล่านี้แพร่หลายเป็นวาจาและถูกบันทึกลงในเอกสารหลายฉบับต่อมา ฉะนั้นถามหา 'ปีพิมพ์' ของเรื่องนี้โดยตรงจะแปลว่าเราต้องระบุฉบับพิมพ์ใดฉบับหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ปีเกิดของนิทานโดยรวม ในฐานะคนที่ชอบเก็บหนังสือนิทาน ฉันเห็นฉบับภาษาไทยของ 'กระต่ายกับเต่า' ปรากฏในหลายรูปแบบ—มีทั้งที่แปลตรง ๆ ในรวมเล่ม 'นิทานอีสป' ฉบับสำหรับเด็ก ที่ดัดแปลงให้อ่านง่าย และฉบับภาพประกอบสวยงามจากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ แต่ละฉบับจะมีผู้แปลหรือผู้เรียบเรียงที่ต่างกัน บางเล่มให้เครดิตนักแปลอย่างชัดเจน ส่วนบางเล่มก็เป็นการแปล-เรียบเรียงร่วมกันหรือไม่ระบุชื่อ ทำให้ไม่มีผู้แปลฉบับภาษาไทยเดียวที่เป็นมาตรฐานสากล มุมมองส่วนตัวคือความน่าสนใจของเรื่องไม่ใช่แค่ข้อความเดิม แต่เป็นการตีความและการออกแบบภาพประกอบที่ทำให้เรื่องนั้นยังคงมีชีวิตในแต่ละยุค ถา่ยภาพประกอบของแต่ละฉบับ บรรยากาศภาษาที่ผู้แปลเลือกใช้ และหน้าเรียนที่เอาไปใช้สอน ล้วนเป็นสิ่งที่เปลี่ยนนิทานชิ้นเล็ก ๆ ให้มีอารมณ์ต่างกันได้อย่างมาก ถาต้องการอ้างอิงปีพิมพ์หรือชื่อผู้แปลของฉบับใดฉบับหนึ่งมาก ๆ ควรระบุชื่อฉบับ-สำนักพิมพ์ก็จะได้คำตอบที่ชัดเจน แต่โดยรวมแล้วที่แน่นอนคือผู้แต่งเดิมมักถูกระบุว่าเป็นอีสป (Aesop) และฉบับภาษาไทยมีจำนวนมากมายทั้งแบบเรียบเรียงใหม่และแปลตรง ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เรื่องนี้ยังอยู่กับคนหลายเจเนอเรชันจนถึงวันนี้
2 Antworten2025-11-23 20:26:53
บนชั้นหนังสือเก่าที่บ้านมีสำเนา 'กระต่ายกับเต่า' หลายฉบับที่สะสมไว้จนกลายเป็นความหลากหลายของรูปแบบและปีพิมพ์ — นี่คือมุมมองของคนที่สะสมหนังสือตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นจนถึงปัจจุบัน ฝีมือและสไตล์ภาพประกอบเปลี่ยนไปตามยุคสมัย: ฉบับพิมพ์ครั้งแรกของเรื่องนี้ในบริบทสากลย้อนไปถึงรวมเล่มนิทานของอะโซป (Aesop) ซึ่งถูกตีพิมพ์ในรูปเล่มหลายร้อยปี แต่สำหรับฉบับภาษาไทยที่เก่าแก่จริงจัง มักเป็นฉบับพิมพ์เมื่อราวต้นถึงกลางศตวรรษที่ 20 — บางฉบับมีภาพสีน้ำเก่าๆ หรือภาพพิมพ์ไม้ที่ทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่าฉบับพิมพ์ใหม่ ๆ
ฉบับที่หายากและมักตั้งราคาสูงจะตกอยู่ในกลุ่มสามแบบหลัก: ฉบับแปลภาษาไทยพิมพ์ก่อนสงครามหรือช่วงทศวรรษ 1940–1950 ซึ่งมักพิมพ์จำนวนน้อยและใช้กระดาษคุณภาพต่ำจนหายากเมื่อสภาพยังดี; ฉบับลิมิเต็ดอิดิชันของศิลปินไทยร่วมสมัยที่ลงลายเซ็นหรือหมายเลขจำกัดเช่น 100–500 เล่ม ซึ่งมักขายในราคาหลักพันถึงหมื่นบาทต่อเล่ม; และฉบับต่างประเทศเก่าแก่ที่รวมนิทานของ Aesop พร้อมภาพแกะไม้หรือภาพสีน้ำ โดยเฉพาะถ้าเป็นพิมพ์ครั้งต้น ๆ หรือมีปกต้นฉบับสมบูรณ์ ราคาสามารถพุ่งไปถึงหลักหมื่นจนถึงแสนบาทขึ้นอยู่กับสภาพและความสมบูรณ์ของเล่ม
ถ้าจะพูดเป็นตัวเลขกว้าง ๆ ฉบับเด็กสมัยใหม่ในร้านหนังสือทั่วไปมักอยู่ที่ 80–400 บาท ฉบับวินเทจของไทยที่ยังสภาพดีอาจอยู่ในช่วง 500–5,000 บาท ส่วนฉบับลิมิเต็ดหรือฉบับต่างประเทศที่หาได้ยากจริง ๆ มักเริ่มที่ 5,000 บาทและไปสูงได้หลายหมื่นบาท ทั้งนี้เงื่อนไขอย่างสภาพปก ความครบถ้วนของหน้ากระดาษ ปกต้นฉบับ หรือการลงลายเซ็นของผู้วาด/แปล มีผลต่อราคามากกว่าปีพิมพ์เพียงอย่างเดียว เห็นได้ชัดว่าเรื่องราคามันขึ้นกับรายละเอียดของแต่ละเล่มมากกว่าจะบอกค่าเดียวจบ — ถ้าชอบแบบไหนเก็บแบบนั้น แล้วปล่อยให้เรื่องราวของภาพประกอบและสภาพหนังสือเล่าเรื่องเอง
3 Antworten2025-11-23 16:27:37
มีเล่ม 'กระต่ายกับเต่า' หลายเวอร์ชันที่ตีพิมพ์ผ่านกาลเวลา และปีพิมพ์มักอยู่ที่หน้าข้อมูลบรรณานุกรมภายในเล่มซึ่งจะระบุปี พิมพ์ครั้ง และรหัส ISBN ถ้ามี ฉันมักจะมองหาส่วนนี้ก่อนเสมอเมื่ออยากรู้ว่าเล่มไหนเก่าหรือใหม่ เพราะบางครั้งภาพประกอบกับรูปแบบตัวอักษรบอกอายุของหนังสือได้ชัดเจนกว่าปกภายนอก
สะสมหนังสือเล็กๆ เล่มหนึ่งทำให้เรียนรู้ว่าการหาเล่มมือสองต้องอาศัยความยืดหยุ่นทั้งเรื่องสภาพและปีพิมพ์ บางฉบับของ 'กระต่ายกับเต่า' ถูกนำไปรวมไว้ในรวมเล่มนิทานสำหรับเด็ก บ้างเป็นหนังสือภาพแยกเล่ม ถ้าต้องการปีพิมพ์ที่แน่นอน ให้สังเกตข้อความพิมพ์ครั้งแรกและลำดับการพิมพ์บนหน้าข้อมูลภายในเล่ม ซึ่งถ้าเป็นฉบับไทยอาจเขียนเป็น "พิมพ์ครั้งที่ X/ปี พ.ศ." ส่วนฉบับแปลจากต่างประเทศมักมี ISBN ที่ช่วยยืนยันรุ่นได้
แหล่งหาซื้อมือสองที่ฉันใช้บ่อยคือร้านหนังสือมือสองที่มีเจ้าของคุยง่ายกับลูกค้า งานขายหนังสือเก่าแบบชุมชน และแพลตฟอร์มออนไลน์หลายแห่งที่มีแยกหมวดหนังสือมือสอง อย่างไรก็ตาม สภาพปกและหน้ากระดาษมีผลต่อราคามาก ดังนั้นถ้าต้องการปีพิมพ์ที่เก่าจริงๆ ให้เปิดดูก่อนชำระเงินหรือขอดูรูปหน้าข้อมูลภายในก่อนจ่ายเงิน สรุปแล้วการได้เล่มที่ถูกใจคือการจับจังหวะระหว่างความอดทนและความสังเกต — รู้สึกดีเสมอเมื่อเจอสำเนาที่มีร่องรอยการอ่านบ้างแต่ยังคงมีเสน่ห์ของหนังสือเก่าอยู่
9 Antworten2026-07-25 21:37:36
เราเก็บสะสมฉบับต่าง ๆ ของนิทาน 'กระต่ายกับเต่า' ไว้จนเริ่มแยกออกได้ว่าเล่มไหนเน้นภาพแบบไหนและพิมพ์ในช่วงเวลาใดมากที่สุด
ฉบับเก่าตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 มักจะมีภาพประกอบเด่นในรูปแบบภาพแกะสลักหรือภาพพิมพ์สีที่เป็นแผ่นแทรก (tipped-in plates) — งานศิลป์จะละเอียดและมักอยู่ในหนังสือรวม 'นิทานอีสป' ฉบับหนา ฉบับพวกนี้มักพิมพ์ครั้งแรกในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งหรือราว ๆ เวลานั้น และถ้าคุณเจอเล่มที่มีแผ่นสีแทรกชิ้นใหญ่ ๆ นั่นแหละคือสัญญาณว่าภาพประกอบเป็นจุดขายของเล่มนั้น
พอเข้าสู่กลางศตวรรษที่ 20 รูปแบบภาพประกอบเปลี่ยนไปเป็นภาพลายเส้นเรียบหรือการ์ตูนที่เน้นการเล่าเรื่องชัดเจน ฉบับเด็กยุคหลังสงครามจนถึง 1970s มักเป็นรูปเล่มขนาดพกพาและภาพจะเน้นสีพื้นเรียบ เหมาะกับการอ่านเสียงดังให้เด็กฟัง ส่วนตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน หนังสือภาพสำหรับเด็กยุคใหม่จะให้ความสำคัญกับภาพสีเต็มหน้า (full-bleed) เทคนิคผสมสื่อ และการออกแบบหน้าหนังสือที่จับตา ถ้าอยากได้เล่มที่ 'ภาพประกอบเด่น' ให้มองหาป้ายว่าเป็นหนังสือภาพ (picture book) ผู้วาดศิลป์ระบุชัด และปกกับหน้าด้านในมีตัวอย่างภาพขนาดใหญ่ การพิมพ์ปีที่น่าสนใจสำหรับงานภาพเด่นจึงแบ่งคร่าว ๆ เป็น: ฉบับคลาสสิก (ก่อน 1930s), ฉบับกลางศตวรรษที่มีสไตล์ลายเส้น (1950s–1970s), และฉบับร่วมสมัยที่เน้นภาพเต็มหน้า (1990s–ปัจจุบัน)
สรุปแบบไม่เป็นทางการคือ ถ้าต้องการภาพประกอบที่โดดเด่นจริง ๆ ให้มองหาเล่มที่พิมพ์เป็นหนังสือภาพหรือเล่มรวม 'นิทานอีสป' ที่มีแผ่นภาพสีแทรก — ปีพิมพ์จะบอกความเป็นยุคของสไตล์ภาพ ส่วนความชอบส่วนตัวของเราคือหนังสือภาพยุคใหม่ที่เล่นกับมุมมองและสีสัน ทำให้เรื่องเก่า ๆ สดขึ้นได้ทุกครั้ง
2 Antworten2025-11-23 10:50:36
เรื่อง 'กระต่ายกับเต่า' ในความคิดของฉันมันไม่เคยมีวันพิมพ์เดียวแบบชัดเจนเพราะเป็นนิทานคลาสสิกที่ถูกเล่าต่อกันมานานมากตั้งแต่ยุคอีสป แต่เมื่อพูดถึงหนังสือที่พิมพ์ขายเป็นเล่มจริง ก็มีรุ่นหลายสิบฉบับออกมาตามเวลาแต่ละยุค แต่ละสำนักพิมพ์จะมีการจัดพิมพ์ใหม่ทั้งการแปล ภาษา และภาพประกอบ ทำให้ถ้าถามว่า "ปีที่พิมพ์" ต้องระบุให้ชัดว่าหมายถึงฉบับไหน — ฉบับแรกที่พบบันทึกในภาษาอังกฤษมีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษก่อนๆ แต่ฉบับที่คนไทยคุ้นเคยมักเป็นฉบับแปลหรือเรียบเรียงสำหรับเด็กที่พิมพ์ซ้ำมาหลายครั้งตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกจนถึงปัจจุบัน ฉันเองเคยสะสมหลายฉบับและจะเห็นว่าหน้าปกกับหน้าคำปรารภมักบอกปีพิมพ์ที่แตกต่างกันไป
การแก้ไขเนื้อหาในฉบับใหม่มีรูปแบบหลากหลาย บางฉบับเป็นการปรับภาษาให้เข้าใจง่ายสำหรับเด็กเล็ก เช่นตัดคำซับซ้อน เปลี่ยนประโยคยาวให้กระชับ บางฉบับจะขยายฉาก เพิ่มบทสนทนา หรือใส่บทสรุปเชิงสังคมเพื่อให้ข้อคิดร่วมสมัยมากขึ้น ฉบับสำหรับโรงเรียนอาจเน้นคำถามท้ายเรื่องกับกิจกรรม ในขณะที่ฉบับปกแข็งสำหรับสะสมจะเพิ่มบทวิเคราะห์เชิงวรรณกรรมหรือเปรียบเทียบกับเวอร์ชันของนักเขียนยุโรปอย่าง 'Aesop' หรือผลงานของ 'La Fontaine' ฉันชอบฉบับที่ใส่ฉากเสริมให้กระต่ายมีมุมมองมากขึ้น เพราะมันเปลี่ยนความหมายจากนิทานเตือนสติให้เป็นบทเรียนเรื่องการยอมรับความพ่ายแพ้และการเติบโต
ถ้าจะสรุปความต่างแบบรู้สึกได้จริงคือ ฉบับเก่าส่วนใหญ่จะตรงและสั้นกว่าเป็นการเล่าเชิงนิทานแบบดั้งเดิม ส่วนฉบับใหม่มักปรับภาพและภาษาให้ทันสมัย บางครั้งยังเปลี่ยนโทนเรื่องให้ละมุนขึ้นหรือใส่แง่มุมทางจิตวิทยาเพื่อให้เด็กเข้าใจอารมณ์ตัวละครมากขึ้น ฉันมองว่าการแก้ไขเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เรื่องต้นฉบับสูญเสียความหมาย แต่เพิ่มมิติให้เหมาะกับผู้อ่านยุคใหม่ — ใครชอบแบบดั้งเดิมก็เลือกฉบับโบราณ ใครอยากได้บทเรียนร่วมสมัยก็หาเล่มปรับล่าสุดมาอ่าน แล้วจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในช่องว่างระหว่างบรรทัดและภาพประกอบ
3 Antworten2026-02-07 02:25:25
คำถามนี้ชวนให้ผมอยากเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนของนิทานพื้นบ้านข้ามวัฒนธรรม เพราะแหล่งกำเนิดของ 'กระต่ายกับเต่า' ในเวอร์ชันภาษาไทยไม่เคยมีบันทึกรายชื่อตัวแปลคนเดียวที่เป็นที่ยอมรับอย่างเด็ดขาด
ต้นฉบับเชิงแนวคิดมาจากนิทานของอีสป (Aesop) ซึ่งแพร่หลายผ่านภาษายุโรปหลายภาษา ก่อนจะไหลเข้ามาในเอเชียและไทยในรูปแบบต่าง ๆ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ฉันคิดว่าเวอร์ชันภาษาไทยรุ่นแรก ๆ มักถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของชุดหนังสือนิทานสำหรับเด็กหรือบทเรียนในหนังสือเรียน ซึ่งบางครั้งไม่ได้ให้เครดิตนักแปลอย่างชัดเจน ทำให้ยากที่จะชี้ชัดว่ามีใครเป็นคนแปลคนแรกจริง ๆ
เมื่อมองจากมุมผู้ที่ชอบสะสมหนังสือเก่า จะเห็นว่ามีทั้งฉบับแปลจากภาษาอังกฤษและฉบับดัดแปลงแบบท้องถิ่น ซึ่งผู้แปลในยุคแรกอาจเป็นครู นักเผยแพร่ศาสนา หรือนักพิมพ์ต่างชาติที่ปรับเนื้อหาให้เข้ากับผู้อ่านไทย การติดตามแค่อย่างเดียวจากชื่อบนปกหนังสือสมัยเก่าจึงอาจไม่พอ แต่ก็ทำให้เข้าใจได้ว่ามันไม่ได้มีผู้แปลคนเดียวที่เปลี่ยนแปลงนิทานนี้เข้าสู่ภาษาไทย นั่นคือเหตุผลที่ผมมักบอกว่าคำตอบจึงไม่ตรงไปตรงมานัก แต่ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นวิวัฒนาการของเรื่องราวข้ามภาษาแบบนี้
2 Antworten2026-07-04 13:21:07
ภาพประกอบทำให้เรื่องคลาสสิกอย่างนิทานกระต่ายกับเต่าได้รับชีวิตใหม่ในแบบที่คำพูดเพียงอย่างเดียวทำไม่ได้ ฉันชอบดูการตัดสินใจของนักวาดว่าพวกเขาจะเน้นที่อะไร เช่น ใบหน้ากระต่ายที่ยักไหล่หรือเปลือกเต่าที่มีรอยขีดข่วนเล็ก ๆ การเลือกมุมกล้องในภาพแต่ละภาพสามารถเปลี่ยนอารมณ์จาก 'เยาะเย้ย' เป็น 'อ่อนโยน' ได้ในพริบตา ตัวอย่างเช่นฉบับภาพประกอบที่ใช้สีน้ำแบบละมุนอย่าง 'The Tortoise & the Hare' ทำให้ฉากแข่งกันดูสงบและชวนให้สงสัย มากกว่าจะเป็นการตอกย้ำบทเรียนเชิงตรรกะเพียงอย่างเดียว
เนื้อหาในฉบับภาพประกอบมักถูกขยายหรือปรับโทนเพื่อให้เหมาะกับเด็กเล็ก บทพูดเพิ่มขึ้น ซีนก่อนแข่งหรือฉากหลังของตัวละครถูกใส่รายละเอียดมากขึ้นเพื่อให้เด็ก ๆ รู้สึกผูกพันกับตัวละคร ฉันชอบเวอร์ชันที่ให้กระต่ายมีวันที่แย่ก่อนวันแข่ง ทำให้การเยาะเย้ยของมันไม่ใช่เพียงความหยิ่ง แต่กลายเป็นนิสัยที่มีที่มา อีกแนวทางคือเพิ่มตัวละครสมทบ เช่นลูกนกหรือกระต่ายน้อยที่คอยเชียร์ ซึ่งทำให้ประเด็นเรื่องผลกระทบต่อผู้อื่นเด่นขึ้นกว่าเดิม
นอกจากการเล่าแล้ว ภาษาภาพยังเปลี่ยนแปลงบทสรุปได้บ่อย ฉบับภาพประกอบบางเล่มเบี่ยงจากบทสรุปแบบเดิมโดยทำให้ตอนจบอบอุ่นขึ้น เช่นให้สองตัวช่วยกันข้ามเส้นชัย หรือให้กระต่ายเรียนรู้และขอโทษ ซึ่งลดความเข้มข้นของบทเรียนแบบ 'เดินช้าและมั่นคงชนะ' แต่เพิ่มมิติความเมตตาและการคืนดี ฉันคิดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า: เด็กได้รับทั้งบทเรียนเรื่องความขยันและแบบอย่างการรับผิดชอบทางอารมณ์ สไตล์ภาพและการจัดหน้าแบบป๊อปอาจดึงให้เด็กหยุดดูนานขึ้น และนั่นคือหัวใจของฉบับภาพประกอบ—ไม่ใช่แค่การสอน แต่การพาเด็กเข้าไปสัมผัสโลกของตัวละครอย่างแท้จริง
3 Antworten2026-01-11 11:50:49
กล่องมังงะบนชั้นทำให้กลิ่นกระดาษเก่า ๆ พาฉันย้อนกลับไปสมัยยังอยากเป็นนักวาดการ์ตูนเริ่มแรกเลย
ตอนที่ถือเล่มแรกในมือ ความรู้สึกเหมือนเจอสมบัติชิ้นเล็ก ๆ —ปกแข็งเล็ก ๆ สีสดและลายเส้นที่บอกเลยว่าต่างจากที่เคยอ่านมาก่อน— นั่นคือเล่ม 1 ของ 'วันพีซ' ซึ่งฉบับพิมพ์แรกในญี่ปุ่นเปิดตัวเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 1997
ในฐานะแฟนที่สะสมมานาน การได้รู้ว่าปลายปี 1997 เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหญ่ ทำให้ฉันมองเห็นพัฒนาการของเรื่องตั้งแต่ตอนต้น ๆ จนถึงงานที่มีเล่มเป็นร้อย ๆ ฉันชอบสังเกตว่ารายละเอียดเล็ก ๆ บนปกหรือโทนสีของภาพประกอบตอนแรกมีอารมณ์อย่างไรเมื่อตั้งเทียบกับผลงานล่าสุด มันเหมือนกับการติดตามเพื่อนคนหนึ่งเติบโตขึ้นไปพร้อมกับเรา และนั่นคือเหตุผลที่เล่มแรกของ 'วันพีซ' สำหรับฉันยังคงมีค่าทางใจมากกว่าความเป็นหนังสือเพียงอย่างเดียว
4 Antworten2026-02-03 14:21:00
มีเรื่องน่าสนใจคือ เวอร์ชันของนิทาน 'กระต่ายกับเต่า' ที่มาจากชุดนิทานอีสปหรือที่เรียกกันว่า Aesop's Fables มีการแปลและตีพิมพ์ในภาษาหลักของโลกเกือบครบถ้วน เราเห็นฉบับแปลอย่างเป็นทางการในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และสเปนเป็นหลัก เพราะนักแปลและนักสะสมได้รวบรวมเรื่องนี้อยู่ในคอลเลกชันใหญ่ๆ หลายฉบับ
นอกจากนี้ยังมีฉบับแปลเป็นภาษารัสเซีย อิตาลี โปรตุเกส และภาษาสแกนดิเนเวียบางฉบับด้วย ในเชิงประวัติศาสตร์ นิทานชุดนี้ถูกดัดแปลงไปตามยุคสมัยและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ ดังนั้นคุณอาจเจอความแตกต่างเล็กน้อยทั้งในภาษาสำนวน ภาพประกอบ และโทนการเล่า เมื่อเราอ่านฉบับแปลของประเทศต่างๆ จะเห็นมุมมองที่เปลี่ยนไป เช่นฉบับภาษาฝรั่งเศสอาจให้ความรู้สึกเรียบหรู ขณะที่ฉบับภาษาญี่ปุ่นอาจเน้นความเรียบง่ายและภาพประกอบละเอียด ความหลากหลายแบบนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องเล่าโบราณยังสดใหม่อยู่เสมอ
4 Antworten2025-11-14 03:03:06
เคยเดินเซิร์ชตามร้านหนังสือการ์ตูนเก่าๆ แล้วเจอ 'เต่ากับกระต่าย' ในรูปแบบหนังสือการ์ตูนคลาสสิกที่ร้าน 'Book Oasis' แถวบางนา น่าจะเป็นงานรีพรินต์จากยุค 90s ที่หายากมาก แถมยังมีฉบับพิเศษที่รวมเล่มตอนโด่งดังอย่างการแข่งวิ่งครั้งแรกด้วย
เล่มนี้ทำออกมาได้น่ารักมาก นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่เคยดูการ์ตูนทางทีวี พอมาเห็นฉบับหนังสือแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับไปในอดีต กระดาษใช้เกรดดี พิมพ์สีสดใส แนะนำให้ลองหาตามร้านหนังสือ vintage หรือเว็บขายของเก่าดู บางทีอาจเจอของสะสมราคาไม่แพงด้วย