ชื่อ 'กูจุนเพียว' มักจะถูกโยงทันทีไปกับซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้ที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักเมื่อแรกเห็น นั่นคือ 'Boys Over Flowers' เวอร์ชันเกาหลี (ออกอากาศปี 2009) ซึ่งตัวละครนี้รับบทโดยลี มินโฮ และกลายเป็นไอคอนของซีรีส์เกาหลียุคหนึ่ง การปรากฏตัวของกูจุนเพียวมีความเด่นชัดทั้งภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับนางเอก และการพัฒนาตัวละครจากคนที่เย็นชาเป็นคนที่พร้อมจะเสียสละ นอกจากเวอร์ชันเกาหลีแล้วต้นกำเนิดตัวละครมาจาก
มังงะญี่ปุ่น 'Hana Yori Dango' ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นหลายรุ่น หลายประเทศ แต่ชื่อ 'กูจุนเพียว' เฉพาะเวอร์ชันเกาหลีก็เป็นที่จดจำมากเพราะลี มินโฮเล่นได้อินและมีเสน่ห์มาก
ในด้านผลงานของลี มินโฮ ในฐานะนักแสดงที่คนมักจะนึกถึงเมื่อพูดถึงกูจุนเพียว มีผลงานทีวีและภาพยนตร์หลายเรื่องที่เป็นผลงานเด่นหลังจากความสำเร็จของ 'Boys Over Flowers' ได้แก่ ซีรีส์อย่าง 'Personal Taste' (2010) ที่แสดงคาแรกเตอร์ต่างจากกูจุนเพียวอย่างชัดเจน, 'City Hunter' (2011) ที่โชว์ด้านแอ็กชันและดราม่า, 'Faith' (2012) หรือชื่อไทยบางครั้งเรียก '
หมอเทวดา' ที่พาเขาไปเล่นฉากแนว
ย้อนยุคแฟนตาซี, 'The Heirs' (2013) ที่เป็นอีกผลงานไอคอนิคของยุคดราม่าโรแมนติกสำหรับวัยรุ่น, 'Legend of the Blue Sea' (2016) ที่ผสมโรแมนซ์และแฟนตาซีร่วมกับนักแสดงหญิงชื่อดัง และต่อมาคือ 'The King: Eternal Monarch' (2020) ซีรีส์แนวแฟนตาซี/โรแมนติกที่มีทั้งโลก
คู่ขนานและองค์ประกอบ
ไซไฟเล็กน้อย ในส่วนของภาพยนตร์ลี มินโฮมีบทบาทในหนังบู๊และคอมเมดี้แอ็กชันที่เป็นที่พูดถึง เช่น 'Gangnam Blues' (2015) ซึ่งเป็นหนังดราม่าแอ็กชันในช่วงปี 1970s ของเกาหลี และ 'Bounty Hunters' (2016) ซึ่งเป็นโปรเจกต์ภาพยนตร์ร่วมเอเชียที่เน้นฉากแอ็กชันและคอมเมดี้ ผลงานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหลังจากบทกูจุนเพียว ลี มินโฮพยายามขยายกรอบการแสดงไปสู่บทบาทที่หลากหลายมากขึ้น
การมองย้อนกลับไปที่ตัวกูจุนเพียวและเส้นทางของผู้ที่รับบทนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่านี่เป็นตัวอย่างคลาสสิกของการที่บทบาทเดียวสามารถเปลี่ยนอาชีพคนคนหนึ่งได้อย่างมาก ไม่ใช่แค่เป็นตัวละครในซีรีส์โรแมนติก แต่ยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ชมอยากติดตามผลงานต่อเรื่อยมา ผลงานหลังจากนั้นของลี มินโฮไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ทุกงานมีส่วนเสริมให้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ของเขา และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ติดตามต่อไม่เบื่อเลย