นอกจากด้านระบบแล้ว 'อัศจรรย์' ยังเป็นตัวขับเคลื่อนความรู้สึกอีกด้วย ตอนที่ตัวละครคนหนึ่งค้นพบความสามารถหรือพบโลกแปลกใหม่ ฉันมักรู้สึกร่วมไปกับการค้นพบเหมือนเด็กที่ได้เปิดกล่องสมบัติ เรื่องอย่างนี้ทำให้ฉันจดจำฉากเปิดประตูสู่โลกใหม่ใน 'The Name of the Wind' ได้ชัด เพราะมันรวมทั้งรายละเอียดเล็ก ๆ และบรรยากาศที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายจนหมด แค่ปล่อยให้ผู้อ่านได้รู้สึกตะลึงก็เพียงพอ
เวทมนตร์และคำว่า 'อัศจรรย์' มักทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์หรือบรรยากาศ มากกว่าจะเป็นแค่ลูกเล่นของพลังพิเศษ ฉันมองว่า 'อัศจรรย์' ในนิยายชิ้นเยี่ยมคือการสร้างความไม่แน่นอนที่ทำให้ความจริงที่เรารู้สึกไว้วางใจสั่นคลอน ตัวอย่างเช่นใน 'The Lord of the Rings' อัศจรรย์ปรากฏผ่านตำนานและสิ่งที่เก่าแก่กว่ามนุษย์ ซึ่งให้ความรู้สึกว่ามีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าชะตากรรมของตัวละครหนึ่ง ๆ
ดิฉันเชื่อว่ามงกุฎหนามถูกใช้เป็นสัญลักษณ์อย่างตรงไปตรงมาและรุนแรงที่สุดในผลงานที่เล่าเรื่องการทรมานของพระเยซู เพราะมันบอกทั้งเรื่องการสรรเสริญ การเยาะเย้ย และการเสียสละในเฟรมเดียว
ยกตัวอย่างชัดเจนคือ 'The Passion of the Christ' ที่ภาพมงกุฎหนามไม่ได้เป็นแค่พร็อพ แต่เป็นจุดโฟกัสทางอารมณ์ กล้องซูมเข้า-ออกจนเราแทบรู้สึกหนักบนหัวตัวละคร ฉากนี้จับความขมและความเงียบสงบของการพลีชีพไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้ชมรับรู้ถึงความเจ็บปวดทางร่างกายพร้อมกับความหมายทางจิตวิญญาณ
อีกเรื่องที่ใช้สัญลักษณ์คล้ายกันแต่เล่นเชิงจิตวิทยามากกว่า คือ 'The Last Temptation of Christ' ที่การแสดงให้เห็นมงกุฎเป็นทั้งการพิพากษาและการเลือกทางศีลธรรม ในทางกลับกัน 'The Gospel According to St. Matthew' ของปาโซลินีใช้ภาพเรียบๆ แต่ก็แทรกมงกุฎหนามเป็นสัญลักษณ์ของความจริงทางประวัติศาสตร์และการเมือง ทั้งสามเรื่องเหล่านี้ฉายภาพมงกุฎหนามในหลายมิติ—เหยียดหยาม การสละ และการเป็นเครื่องหมายของความเป็นผู้ทรมาน—ซึ่งทำให้ฉากเหล่านั้นยังคงก้องในใจหลังจากปิดหนังไปแล้ว