3 คำตอบ2026-04-21 20:32:40
เราอยากเล่าให้ฟังว่าเพลงในซีนเต้นที่กลายเป็นไวรัลของ 'Wednesday' คือ 'Goo Goo Muck' เวอร์ชันที่บันทึกโดย The Cramps ซึ่งพลังของเพลงนี้ทำให้ฉากนั้นกลายเป็นภาพจำทันที
จังหวะกลองหนัก ๆ กับกีตาร์แบบไซโคบิลลี่ผสมกับเสียงร้องที่แหบลึกลับทำให้การเคลื่อนไหวของตัวละครดูมีพลังและเยือกเย็นพร้อมกัน เสน่ห์ไม่ได้มาจากความไพเราะแบบปกติ แต่เป็นความรู้สึกย้อนยุคผสมความดิบที่เข้ากับคอสตูมและแสงในฉาก ช่วงหยุดจังหวะและการกระชับของบีตช่วยให้ท่าเต้นเด่นขึ้น ทำให้มุมกล้องและจังหวะคัทดูลงตัวจนคนจดจำได้
การเลือกเพลงคล้ายกับเทคนิคในหนังที่ใช้เพลงไม่คาดคิดเพื่อสร้างบรรยากาศ อย่างเช่นฉากเต้นในหนังที่เพลงดูขัดแย้งแต่กลับเพิ่มพลังให้ฉากนั้น ถ้าให้พูดตรง ๆ เพลงนี้คือหนึ่งในเหตุผลใหญ่ที่ทำให้ฉากเต้นของ 'Wednesday' ถูกพูดถึงมากกว่าตัวท่าเต้นเพียงอย่างเดียว และสำหรับฉันมันยังคงเป็นซีนที่ฟังแล้วอยากย้อนดูซ้ำอีก
2 คำตอบ2026-04-18 14:50:17
เพลงประกอบของ 'เวนส์เดย์' โดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างซาวด์ออร์เคสตราของหนังสยองขวัญคลาสสิกกับจังหวะสมัยใหม่ที่ทำให้บรรยากาศทั้งเรื่องคมและเย็นลงในเวลาเดียวกัน ฉันชอบว่ามันไม่ใช่แค่พื้นหลังชวนขนลุก แต่ยังเป็นตัวเล่าเรื่องที่ช่วยผลักดันอารมณ์ของตัวละครได้ชัดเจน — เสียงคอร์ดต่ำ ๆ และจังหวะเพอร์คัชชันที่ตอกย้ำความเยือกเย็นของเวนส์เดย์ ในหลายฉากจังหวะดนตรีกลายเป็นตัวแทนของความเงียบที่มีพลัง เหมือนเสียงหัวใจที่เต้นช้า ๆ แต่หนักแน่น
อีกสิ่งที่สะดุดตาคือการใส่เพลงที่เป็นเพลงจริง (diegetic) เข้ามาแบบไม่คาดคิด เช่น เพลงเต้นรำที่แปลกและดิบ ซึ่งเปลี่ยนอารมณ์ฉากจากความเป็นทางการให้กลายเป็นการประกาศตัวตนของเวนส์เดย์ การเลือกเพลงประเภทพังค์/ร็อกแบบคลาสสิกมันวางตัวตัดกับธีมออร์เคสตราได้ดี ทำให้ฉากหนึ่ง ๆ กลายเป็นมุมที่คนดูจดจำได้ทันที ฉันรู้สึกว่าการสลับระหว่างสกอร์ออร์เคสตราและเพลงสมัยนิยมแบบนี้ช่วยสร้างความหลากหลายทางอารมณ์โดยไม่ทำให้แบ็กกราวนด์ดูล้นหรือแย่งความสนใจจากการแสดง
สรุปรวม ๆ แล้ว ส่วนที่ฉันชอบที่สุดคือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในดนตรี — การใช้คอรัสที่แผ่วเบาในฉากโศกเศร้า เสียงเปียโนบรรเลงโทนต่ำในฉากส่วนตัว และการเพิ่มซินธิไซเซอร์เพื่อให้ความรู้สึกล้ำยุคตอนจบ ทุกอย่างทำงานเข้ากันอย่างตั้งใจ ช่วงที่ดนตรีเปิดขึ้นก่อนเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนั้นทำให้ผมรู้สึกถึงการคุมโทนและความเป็นเอกภาพของซีรีส์ มันไม่ใช่แค่เพลินหู แต่กลายเป็นส่วนสำคัญของการเล่าเรื่องที่ฉันยังคงนึกถึงได้บ่อย ๆ
4 คำตอบ2026-05-26 13:10:45
บอกเลยว่าเต้นไวรัลที่ทุกคนพูดถึงมาจากฉากในตอนหนึ่งของ 'Wednesday' ที่เป็นช่วงงานเต้นรำของโรงเรียนหรือ Winter Formal ในซีรีส์ ฉากนี้อยู่ในตอนที่เธอเดินขึ้นเวทีแล้วเริ่มเต้นแบบโซโล่ ท่าเต้นมีความผสมผสานระหว่างมู้ดกอธิกกับสเต็ปสมัยกลางศตวรรษ ขยับช้าๆ แต่มีพลัง เสียงเพลงที่ใช้คือทำนองร็อกไม่หวาน ซึ่งตัดกับภาพลักษณ์หม่นๆ ของตัวละคร ทำให้เกิดคอนทราสต์ที่จับตา
เราเป็นแฟนซีรีส์วัยรุ่นที่ชอบดูท่าเต้นแปลกๆ และฉากนี้ทำให้ฉันอยากลองเลียนแบบมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ท่า แต่มันคือการแสดงบุคลิกภาพของเวนส์เดย์ การถ่ายทำเลือกมุมกล้องที่เน้นคัทเดียวหรือช็อตยาวในบางจังหวะ ทำให้ท่าแต่ละท่อนติดหูและง่ายต่อการตัดเป็นคลิปสั้นบนโซเชียล คนเลยนำไปทำท้าทายบนแอปต่างๆ แล้วแพร่กระจายไวแบบสายฟ้าแลบ ฉากนี้ยังกลายเป็นไอคอนทางแฟชั่นด้วย ชุดดำและการแต่งหน้าแบบมินิมอลกลับกลายเป็นท่าเต้นที่จดจำได้โดยทันที
4 คำตอบ2026-05-26 20:11:51
ฉันชอบฟังเพลงประกอบของซีรีส์แบบต่อเนื่องจนจับจังหวะและธีมได้ชัดเจน และอย่างของ 'Wednesday' ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย
ซาวด์แทร็กหลักของซีรีส์เป็นดนตรีต้นฉบับที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับบรรยากาศมืดและมีความขมขื่นสไตล์กอธิก—อัลบั้มซาวด์แทร็กอย่างเป็นทางการมักจะมีธีมหลัก (Main Theme) และหลายชิ้นที่เรียกว่า cues ซึ่งตั้งชื่อแบบอ้างถึงฉากหรืออารมณ์ เช่นธีมของตัวละครหรือจังหวะในฉากสำคัญ นอกจากเพลงต้นฉบับแล้ว ยังมีเพลงลิขสิทธิ์ที่เลือกมาใช้เพื่อเพิ่มสีสันให้กับฉาก เช่นเพลงร็อกเก่า ๆ ที่กลายเป็นไวรัลจากฉากเต้นในซีรีส์ หนึ่งในเพลงที่คนจดจำได้ง่ายคือ 'Goo Goo Muck' ของ The Cramps
ถ้าจะหาไฟล์อย่างเป็นทางการ อัลบั้มซาวด์แทร็กและเพลงที่ใช้ในซีรีส์มักจะมีให้ฟังบนบริการสตรีมมิ่งหลัก ๆ เช่น Spotify, Apple Music และ YouTube Music นอกจากนี้ถาต้องการซื้อไฟล์ดิจิทัลก็มักจะมีบน iTunes/Apple Store หรือ Amazon Music และถ้าเป็นของสะสมจริง บางครั้งมีการผลิตแผ่นไวนิลหรือซีดีจำกัดฉบับวางขายในร้านค้าดนตรีออนไลน์และหน้าเว็บร้านค้าใหญ่ ๆ
1 คำตอบ2026-04-18 12:24:03
ลองนึกภาพฉากเล็ก ๆ ที่ดูผ่าน ๆ แล้วคิดไม่ถึงแต่กลับหมายถึงอะไรบางอย่างที่ลึกกว่าบทพูดธรรมดา — นั่นแหละคือเสน่ห์ของ 'Wednesday' ที่ทำให้การดูซ้ำสนุกยิ่งขึ้น การใส่ Easter egg ของซีรีส์ไม่ได้มีแค่ของโผล่มาแล้วจบ แต่ถูกสอดแทรกให้เชื่อมกับตำนานครอบครัว Addams และสไตล์ผู้กำกับบางคนที่มีอิทธิพล เช่น รายละเอียดการแต่งหน้า ท่าทางการเดิน หรือของตกแต่งพื้นบ้านที่แฟนรุ่นเก่าย้อนดูแล้วยิ้มได้ นอกจากฉากที่ชัดเจนอย่างการปรากฏตัวของพ่อแม่ในบ้าน Addams แล้ว ยังมีแอบแฝงหลายชั้นทั้งในระดับภาพ เสียง และการจัดช็อตที่ส่งสัญญาณล่วงหน้าให้คนสังเกตดี ๆ
การใส่ 'Thing' ไว้เป็นหนึ่งในลูกเล่นสำคัญที่แฟน ๆ คุยกันเยอะ เพราะมันไม่ใช่แค่ของเล่นหรือมุขเซอร์ไพรส์ แต่กลายเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ และในบางฉากก็ทำหน้าที่แทนเสียงสะท้อนความคิดของ Wednesday ด้วย ส่วนองค์ประกอบภาพเล็ก ๆ อย่างภาพวาดในห้องโถง โคมไฟทรงแปลก ๆ หรือรูปปั้นหน้าบ้าน ก็มีการวางตำแหน่งและเงาที่บอกใบ้ถึงอดีตตัวละครหรือแนวโน้มเหตุการณ์ เช่น เงาและซิลูเอทของต้นไม้ที่คล้ายงานของผู้กำกับบางคน หรือการใช้สีแดงเป็นจุดเน้นในฉากที่ต้องการส่งสัญญาณอารมณ์ การฟังซาวด์แทร็กแบบตั้งใจจะได้พบลูกเล่นที่หยิบเอาทำนองเก่ามาเล่นใหม่หรือใส่เสียงที่เหมือนเป็นคำใบ้ให้คนฟังคล้อยตาม
การเขียนบทและการจัดวางฉากยังชอบใส่ 'เบาะแส' เล็ก ๆ ในบทสนทนาที่ไม่ชัดเจนจนเป็นสปอยล์ แต่พอเอามาต่อกันก็เห็นแนวทางของเรื่อง เช่น บทพูดที่ดูขำ ๆ แต่จริง ๆ มีความหมายซ่อนอยู่เกี่ยวกับความลับของ Nevermore หรือการเลือกใช้ของตกแต่งส่วนตัวของตัวละครที่บ่งบอกสกิลหรืออดีตของเขา นอกจากนี้มีการอ้างอิงถึงเวอร์ชันก่อนหน้าของครอบครัว Addams ในรูปแบบละเอียดอ่อน ตั้งแต่ท่าโพสของ Wednesday ไปจนถึงมุมกล้องที่พาให้นึกถึงฉากนิ่งในหนังคลาสสิก การใส่ Homage เหล่านี้ทำให้แฟนเดิมยิ้มและแฟนใหม่ได้สัมผัสบรรยากาศคลาสสิกด้วย
ในตอนจบของหลายตอนยังมีมุมกล้องหรือวัตถุที่เด่นแต่ผ่านไปเร็ว ๆ ซึ่งถ้าจับสังเกตก็จะบอกใบ้ถึงจุดที่จะเกิดขึ้นต่อไป การดูซ้ำจึงให้ความเพลิดเพลินแบบต่างออกไปเสมอ และยังมีความสุขตรงที่การแอบใส่รายละเอียดเหล่านี้ไม่ทำให้เนื้อเรื่องหนักหรือเยอะเกินไป แต่กลับเพิ่มชั้นของความลึกลับและความสนุกในการรื้อฟื้นความหมายของแต่ละฉาก นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้การดู 'Wednesday' เพิ่มมูลค่าได้เรื่อย ๆ และส่วนตัวยังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่สะดุดกับ Easter egg เล็ก ๆ แล้วหัวเราะในใจว่าทีมงานคิดมาให้แบบนี้ได้ยังไง
5 คำตอบ2026-06-01 14:50:04
สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้คือธีมเปิดที่ Danny Elfman แต่งให้ 'Wednesday' — สำหรับฉันนั่นคือเพลงที่คนพูดถึงมากที่สุดอย่างชัดเจน.
เสียงซินธ์ผสมกับออร์เคสตร้าที่มีโทนมืดๆ และริธึึมที่เดินหน้าเบาๆ ทำให้มันติดหูทันที ไม่ใช่แค่เพราะความคุ้นเคยกับสไตล์ของเขา แต่เพราะธีมนี้มีความเป็นภาพยนตร์แบบคลาสสิกชนิดที่เรียกความสนใจได้ตั้งแต่วินาทีแรก ฉันชอบที่มันเล่นกับไดนามิก — เงียบแล้วระเบิดออกมา — คล้ายกับงานเก่าๆ ของเขาใน 'The Nightmare Before Christmas' แต่ยังมีความเป็นสมัยใหม่ที่ทำให้คนรุ่นใหม่แชร์ต่อกันในโซเชียล
ในมุมมองของคนฟังธรรมดา เพลงนี้กลายเป็นตัวแทนของบรรยากาศทั้งซีรีส์ ทุกครั้งที่เพลงนี้ดังขึ้นก็เหมือนได้ยินซาวด์แทร็กของความรู้สึกที่ซีรีส์อยากสื่อ ฉันจึงเห็นคนพูดถึงและวิเคราะห์รายละเอียดดนตรีชิ้นนี้เยอะกว่าชิ้นเดี่ยวๆ อื่นๆ เสียงธีมมันคาแรคเตอร์ชัดและคงอยู่ในหัวนาน — นั่นแหละเหตุผลที่มันโดดเด่นในบทสนทนาเกี่ยวกับ 'Wednesday'.
1 คำตอบ2026-06-04 22:28:46
ยกมือขึ้นถ้าคุณเคยติดซีรีส์กอธิคคอมมาดี้ที่มีทั้งบรรยากาศมืดหม่นและมุกตลกแสบๆ อย่าง 'Wednesday' เพราะนักแสดงนำในโปรเจกต์นี้ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมและแต่ละคนก็เติมชีวิตให้ตัวละครในแบบที่จดจำได้ง่าย เริ่มจากคนที่ทุกคนพูดถึงมากที่สุด เจนนา ออร์เตกา รับบทเป็น Wednesday Addams — การแสดงของเธอโดดเด่นในฐานะสาวน้อยนิ่งเรียบแต่มีอารมณ์สับซ้อน ภาพลักษณ์เย็นชาแต่แฝงด้วยความฉลาดเฉียบและขันติที่ทำให้ตัวละครนี้มีมิติขึ้นมาก
รายชื่อนักแสดงนำที่ชัดเจนยังรวมถึงแคเธอรีน ซีตา-โจนส์ ในบท Morticia Addams และหลุยส์ กุซมาน ในบท Gomez Addams ทั้งสองคนเป็นเสาหลักของครอบครัว Addams ในเวอร์ชันนี้ โดย Morticia สง่างามและมีเสน่ห์แบบมืดๆ ขณะที่ Gomez เป็นพ่อที่เต็มไปด้วยความรักแบบคลั่งไคล้และความอบอุ่นผิดปกติ นอกจากนี้ ไอแซค ออร์โดเนซ รับบท Pugsley Addams ทำให้ความสัมพันธ์พี่น้องดูเป็นธรรมชาติโดยไม่เสียความเป็นตัวตนที่แปลกของครอบครัว
ตัวละครจาก Nevermore Academy ก็สำคัญไม่แพ้กันและถูกเล่นโดยนักแสดงรุ่นใหม่ที่มีเสน่ห์ เรียงรายได้แก่ เอ็มมา ไมเยอร์ส ผู้รับบท Enid Sinclair เพื่อนร่วมห้องที่สดใสตรงข้ามกับ Wednesday, เพอร์ซีย์ ไฮนส์ ไวท์ ในบท Xavier Thorpe ศิลปินที่มีพลังพิเศษ, ฮันเตอร์ ดูอาห์น รับบท Tyler Galpin ซึ่งเป็นตัวเชื่อมโลกภายนอกกับ Nevermore, และจอย ซันเดย์ ในบท Bianca Barclay ที่มีความลึกลับและเสน่ห์แบบซิเรน ทั้งหมดนี้ช่วยขับเน้นความหลากหลายของตัวละครและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนภายในโรงเรียน
บทบาทจากนักแสดงสมทบน่าจดจำเช่น เกวินโดลีน คริสตี้ในบท Larissa Weems ผู้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีเสน่ห์และลึกซึ้ง และเฟร็ด อาร์มิเซ็น ที่ให้ชีวิตกับ Uncle Fester แบบที่ทั้งน่าขำและน่าสงสาร ขณะที่ Thing (มือที่เคลื่อนไหวเอง) ก็ถูกใช้เป็นตัวละครแพชชั่นเล็กๆ ที่แฟนๆ ชื่นชอบ การแคสต์ทั้งหมดทำให้โลกของ 'Wednesday' มีความครบเครื่องทั้งอารมณ์ ดราม่า และมุกตลกแบบดำมืด ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จของซีรีส์
โดยสรุป การรวมตัวของนักแสดงหลักและสมทบใน 'Wednesday' ทำให้ซีรีส์มีทั้งพลัง นิสัย และหัวใจ ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้การแสดงเหล่านี้น่าสนใจไม่ใช่แค่ชื่อที่คนคุ้นเคย แต่เป็นเคมีระหว่างนักแสดงกับทิศทางศิลป์ที่ชัดเจน ทำให้ทุกตัวละครมีมิติและน่าจดจำ — นี่คือหนึ่งในซีรีส์ที่ดูแล้วอยากทวนซีนโปรดซ้ำหลายรอบจริงๆ
3 คำตอบ2025-11-07 03:16:25
เพลงเปิดของ 'Wednesday' ซีซันสองจับอารมณ์ได้ตั้งแต่โน้ตแรกแล้ว — มันมีทั้งความเย็นชาและความชวนสงสัยที่ลงตัวกันอย่างประหลาด
เมื่อฉันฟังครั้งแรก ความรู้สึกเหมือนได้ยินภาพลักษณ์ของตัวละครสารพัดด้านพร้อมกัน: ความเยือกเย็นแบบกอธิค ผสมกับจังหวะที่ทำให้รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามา เพลงชุดธีมหลักนี่แหละที่ทำให้ฉากเปิดและการเดินเรื่องในหลายช่วงของซีซันมีแรงดึงดูดมากขึ้น หลายช่วงที่ใช้ธีมนี้คือช่วงที่ต้องการให้เราค้างคาใจและตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น
อีกเพลงที่ติดหูเป็นพิเศษคือท่อนเพลงที่ผสมเสียงเปียโนเปราะบางกับสตริงเบา ๆ ซึ่งมักโผล่ตอนฉากที่ตัวเอกต้องเผชิญความคิดภายในหรือการสูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เสียงร้องแนวฮัมเบา ๆ ในบางจังหวะยิ่งเพิ่มความเศร้าลึกให้ฉากเหล่านั้นได้ดี และยังมีเพลงอีกชิ้นที่เป็นจังหวะร็อก/อิเล็กทรอนิกส์ใช้ในฉากที่ต้องการพลังและความเคลื่อนไหว ทำให้ความหลากหลายของซาวด์แทร็กในซีซันนี้ไม่เคยน่าเบื่อ เหมือนมีสีให้เลือกใช้ตามอารมณ์ของแต่ละฉาก สุดท้ายแล้วเพลงพวกนี้ทำให้การดูซ้ำมีความสนุกตรงที่ได้จับรายละเอียดดนตรีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งฉันยังคงหยิบมาฟังตอนอยากย้อนบรรยากาศอยู่บ่อย ๆ
1 คำตอบ2026-06-04 00:32:05
เพลงธีมเปิดเรื่องของ 'เวนส์เดย์' น่าจะเป็นสิ่งแรกที่หลายคนจำได้มากที่สุด — เสียงดนตรีแบบกอธิคที่คมชัด ทำนองสั้นแต่ติดหูจนกลายเป็นซาวด์แทร็กที่ถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียตลอดทั้งซีซั่น นั่นเป็นผลงานของแดนนี เอล์ฟแมน (Danny Elfman) ซึ่งสไตล์ของเขามีเอกลักษณ์ชัดเจน ระหว่างฟังจะได้ความรู้สึกทั้งขบขันแบบมืด ๆ และอึดอัดลึกลับในเวลาเดียวกัน ผมชอบที่ธีมหลักของซีรีส์ไม่พยายามทำให้ใหญ่โตโอ่อ่าเกินไป แต่ใช้เมโลดี้สั้น ๆ กับการจัดวางเสียงแบบโบราณผสมกับคอรัส ทำให้ได้บรรยากาศแบบทิม เบอร์ตันที่เราคาดหวังจากงานโปรดักชันนี้
นอกจากธีมหลักแล้ว ซาวด์แทร็กเต็มเรื่องยังมีชิ้นดนตรีหลายชิ้นที่ช่วยกำกับอารมณ์ฉากต่าง ๆ ได้ดีเยี่ยม—มีทั้งเพลงที่ดราม่าเต็มพิกัดสำหรับฉากเปิดเผยความลับ เพลงที่เล่นเป็นเบา ๆ เพื่อบอกถึงมิตรภาพหรือความคิดถึง และคิวดนตรีที่เร่งจังหวะเวลาผลักดันความระทึกใจของเหตุการณ์ ความพิเศษคือแต่ละชิ้นถูกออกแบบให้เป็นม็อติฟเล็ก ๆ ที่วนกลับมาระหว่างตอน ทำให้เวลาฟังรวม ๆ จะรู้สึกเหมือนมีลายเซ็นเดียวกันตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็ไม่ซ้ำซาก ตัวอย่างเช่นฉากที่เวนส์เดย์กำลังแก้ปริศนาจะถูกขับเคลื่อนด้วยบรรเลงต่ำ ๆ และเสียงเพอร์คัชชันที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ขณะที่ฉากซึ้ง ๆ จะใช้สายสลับกับเสียงเปียโนบางเบา เพื่อสร้างความเปราะบางของตัวละคร
ในมุมของการใช้งานร่วมกับภาพยนตร์ เพลงประกอบของ 'เวนส์เดย์' ทำหน้าที่ไม่ได้แค่เป็นพื้นหลัง แต่เป็นเครื่องมือเล่าเรื่องอย่างละเอียด ทำให้ฉากตลกขมขื่นมีมิติขึ้น และฉากระทึกขวัญมีความกดดันแบบวางแผนมาอย่างดี ผมชอบการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบออร์เคสตราแบบคลาสสิกกับเสียงแซมเปิลหรือการใช้คอรัสเล็ก ๆ ที่บางครั้งฟังคล้ายเสียงเด็ก ร่วมกันแล้วมันสร้างบรรยากาศที่ทั้งขนลุกและน่าดูต่อไป
สรุปแล้ว ถ้าต้องเลือกชิ้นที่โดดเด่นที่สุดสำหรับผม ก็คงเป็นธีมหลักและคิวที่ปรากฏในช่วงเปิด-ปิดตอน ซึ่งเป็นจุดที่แสดงตัวตนของซีรีส์ได้ชัดเจนที่สุด แต่เพลงประกอบฉากเล็ก ๆ ที่ตามมาไม่ควรถูกมองข้าม เพราะมันเติมเต็มความรู้สึกของตัวละครได้ดีเหมือนกัน การฟังซาวด์แทร็กแยกจากภาพทำให้เห็นรายละเอียดหลายอย่างที่ตอนดูในซีรีส์อาจพลาดไป และผมมักจะเปิดซ้ำเมโลดี้สั้น ๆ เหล่านั้นบ่อย ๆ เพราะมันยังคงอยู่ในหัวและเรียกความทรงจำของซีรีส์ขึ้นมาได้เสมอ