ฉันเคยคิดว่าการไม่ใช้มือของซันจิไม่ได้มีแค่เหตุผลผิวเผิน แต่มันเป็นการผสมผสานระหว่างอุดมคติส่วนตัว เทคนิคการต่อสู้ และเรื่องราวชีวิตที่หล่อหลอมเขามา
ในแง่ง่ายที่สุด ซันจิยึดมั่นในความเป็นพ่อครัว มือของเขาเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างอาหาร การทำแผลหรือการได้รับบาดเจ็บที่มือหมายถึงการเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับอาชีพของเขา นึกภาพเชฟระดับสูงที่ต้องพึ่งพาความแม่นยำของนิ้วมือ—ถ้ามือนั้นบาดเจ็บ ทุกอย่างอาจพังได้ การตัดสินใจไม่ใช้มือจึงเป็นการรักษาสิ่งสำคัญไว้ และนั่นถูกสานต่อด้วยคำสอนจากคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเขาอย่างครูสอนทำอาหารและอดีตเพื่อนร่วมเส้นทาง ซึ่งปลูกฝังให้เขาเคารพในหน้าที่ของตน การไม่ใช้มือจึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ แต่เป็นคำสาบานเชิงจริยธรรมที่ทำให้เขาแตกต่าง
ด้านเทคนิค มันเป็นการเลือกที่ชาญฉลาดด้วย เท้าของซันจิให้ระยะและพลังที่ต่างจาก
กำปั้น ความเร็วของวงแขนและแรงหมุนที่มาจากสะโพกทำให้คิกของเขามีพลังมหาศาล เทคนิครวมถึงการใช้แรงเสียดทาน หมุนตัว และในกรณีของท่าพิเศษอย่าง Diable Jambe ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเท้ายังเป็นอาวุธที่มีมิติของตัวเอง นอกจากนี้ การไม่แตะต้องมือยังกลายเป็นลายเซ็นของเขาในสนามรบ—ศัตรูมักประเมินผิดว่าการไม่ใช้มือเป็นจุดอ่อน จนมองข้ามพลังและความ
ปราดเปรียวของเตะที่มาเร็วและแม่นยำ
นอกจากเหตุผลเชิงปฏิบัติและเทคนิค ยังมีมิติที่เป็นมนุษย์อยู่เบื้องหลังด้วย ซันจิมีความสุภาพและค่านิยมเกี่ยวกับการปกป้องผู้อ่อนแอกว่า การไม่ใช้มือบางครั้งก็แสดงการยับยั้งชั่งใจ เช่น เขาไม่ยอมใช้กำปั้นกับผู้หญิง หรือเลือกใช้วิธีที่สง่างามมากขึ้นเมื่อต่อสู้ นั่นทำให้ภาพลักษณ์ของเขาเป็นมากกว่าแค่นักสู้ เป็นทั้งศิลปินในครัวและนักสู้ที่มีค่านิยม การกระทำนี้จึงให้ความรู้สึกทั้งน่าเกรงขามและน่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน เหมือนคนที่เลือกวิธีเดินของตัวเองมากกว่าจะเดินตามคนอื่น นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันชอบมุมมองของเขา—มันเป็นการตัดสินใจที่ผสานทั้งหัวใจและทักษะเข้าด้วยกัน