ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี

ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี

last updateDernière mise à jour : 2025-08-11
Langue: Thai
goodnovel4goodnovel
10
25 Notes. 25 commentaires
252Chapitres
37.8KVues
Lire
Ajouter dans ma bibliothèque

Share:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

เมื่อยมทูตหน้าใหม่ดึงวิญญาณมาผิดดวง เพื่อรักษาไว้ซึ่งสมดุลของโลกวิญญาณ หลินลู่ฉีผู้มีปราณมงคลในยุคปัจจุบัน จึงถูกส่งไปยังต่างโลก สวมร่างเด็กน้อยวัยสามขวบ ที่เพิ่งถูกงูกัดตายด้านหลังอารามเต๋า เจ้าอาวาสไม่อาจยอมรับวิญญาณสวมร่างได้ แต่เมื่อขับไล่วิญญาณร้าย ออกจากร่างกายไม่ได้ จึงจำเป็นต้องขับไล่คน ออกจากอารามแทน (3เล่มจบ252ตอน)

Voir plus

Chapitre 1

บทที่ 1 : สวมร่างคืนชีพ

บทที่ 1 : สวมร่างคืนชีพ

          ณ เมืองฝู แคว้นเยี่ยน

          ด้านหลังอารามเต๋าแห่งหนึ่ง นักพรตเฒ่านั่งยอง ๆ ยกฝ่ามือขึ้นลูบปิดเปลือกตาของเด็กน้อยวัยสามขวบ ผู้ซึ่งถูกสัตว์ร้ายคร่าชีวิตไป นางเดินเล่นอยู่หลังอารามเหมือนเช่นทุกวัน งูพิษร้ายผ่านมาฉกเข้าที่ขาจนสิ้นใจตาย

          “อนิจจาวาสนาเด็กน้อยได้ดับสิ้นลงแล้ว จี้คงเตรียมพิธีสวดส่งวิญญาณให้นางเถอะ”

          นักพรตเฒ่าสั่งการลูกศิษย์ตัวน้อย หันหลังหมายจะเดินกลับไปยังที่พักของตน

          “ขอรับท่านอาจารย์” จี้คงขานรับคำสั่ง หันไปเตรียมสิ่งของสำหรับทำพิธีสวดส่งวิญญาณผู้ตาย

          ทว่าผ่านไปเพียงอึดใจเดียว

          “อ๊ากกก  ! มีผี !” เสียงกรีดร้องดังลั่น ร่างเล็ก ๆ ของเขาวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังผู้เป็นอาจารย์

          “จี้คงมีอะไร”

          “นะนางลืมตาขอรับท่านอาจารย์” เด็กน้อยชี้นิ้วสั่น ๆ ไปที่ศพบนพื้น

          “ว่าอย่างไรนะ” นักพรตเฒ่ารีบตรงไปคุกเข่าอยู่ด้านข้างศพ เห็นเปลือกตาของนางขยับไปมา ก่อนจะปรือลืมขึ้นอย่างลำบากยากเย็น

          “นี่มัน...เป็นไปไม่ได้”

          รีบคว้าข้อมือของเด็กน้อยมาจับชีพจรดู ดวงตาของนักพรตเฒ่ามืดมนลงในทันที แตะนิ้วทำนายชะตา นี่มันคือการสลับร่างเปลี่ยนวิญญาณ ดึงตัวลูกศิษย์ถอยหลังไปสามก้าว

          “ผีร้ายตนไหนกล้ามาสวมร่างคนตาย จงออกไปเสีย !”

          ผีร้ายที่ว่ากำลังมึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า จำได้ว่าเธอกำลังขับรถกลับบ้าน ใช่แล้ว เกิดอุบัติเหตุขึ้น มีรถบรรทุกเสียหลัก พุ่งมาชนรถของเธอ จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบไป

          ท่าทางเหม่อลอยไร้สติของนางทำนักพรตเฒ่าหวาดระแวงในทันที เตรียมหยิบยันต์ป้องกันภูตผีออกมา

          ขณะที่เด็กน้อยยกฝ่ามือของตัวเองขึ้นเพ่งมองอย่างประหลาดใจ ดวงตาคู่กลมน้อยกลอกกลิ้งไปมาอย่างสับสน

          นิ้วมือสั้น ๆ นี่มันอะไร ขยับปลายเท้าเข้าหากัน ขาก็สั้น พลิกฝ่ามือตัวเองไปมา สีหน้าคล้ายคนอยากร้องไห้ นี่มันโลกถล่มใส่หัวของเธอหรืออย่างไรกัน

          เปรี๊ยะ ! ยันต์ขับไล่ภูตผีถูกปาใส่นางสุดแรง ก่อนที่มันจะปลิวร่อนลงไปกองอยู่บนพื้น ยันต์ไม่เกิดการเผาไหม้ ผีร้ายยังคงอยู่ในร่างกายของเด็กน้อย

          “เจ้า ๆ ๆ ออกไปจากร่างของนางเดี๋ยวนี้ !” นักพรตเฒ่าชี้นิ้วพร้อมดึงยันต์สายฟ้าฟาดออกมาอีกแผ่น นี่นับเป็นยันต์ที่ทรงพลังที่สุดของเขาแล้ว รีบปาใส่เด็กน้อยสุดแรง เปรี๊ยะ ! ทว่าไร้ผลอยู่ดี...

          ตาเฒ่านี่เล่นตลกอะไรกัน...

          กองถ่ายหนังรึ ?

          ไม่เห็นมีคนอื่นเลย ตรงนี้มีแค่นักแสดงนักพรตกับลูกศิษย์

          เด็กน้อยขยับลุกขึ้นยืน โอ้ นี่เธออายุเท่าไหร่กันแน่ สูงได้ไม่ถึงเอวของตาเฒ่าคนนี้เลย

          ทันใดนั้นเด็กน้อยรู้สึกปวดศีรษะจนแทบระเบิด พร้อมเรื่องราวมากมายไหลผ่านเข้ามาในความทรงจำ เป็นชีวิตที่ผ่านมาสามปีของเจ้าของร่างเดิม ที่แท้นางก็คือก้อนเนื้อไร้ค่าที่มารดาไม่ต้องการ กระทั่งชื่อยังถูกเรียกขานว่าหยางท่ง ไร้แซ่จากตระกูลบุพการีทั้งสอง

          เป็นเพราะบิดาทำร้ายจิตใจและร่างกายของมารดาจนตั้งครรภ์ จากนั้นบิดาเกิดคลุ้มคลั่งเสียสติ ถูกท่านตาของนางสังหารด้วยมือของเขาเอง เป็นความปรารถนาที่บิดเบี้ยวของบุรุษวิปลาสผู้หนึ่ง เด็กที่เกิดมาจึงไม่มีผู้ใดต้องการ ถึงขั้นส่งไปทิ้งไว้ที่หน้าประตูวัดเต๋าแห่งนี้

          เจ้าอาวาสให้แม่ม่ายขาเป๋คนหนึ่ง เลี้ยงดูนางที่กระท่อมร้างด้านหลังของวัด แต่พอนางอายุได้สามขวบแม่ม่ายขาเป๋ได้พบเจอญาติจากแดนไกล ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเดิมไปกับพวกเขา แน่นอนว่าไม่มีใครอยากนำตัวภาระ อย่างเด็กน้อยหยางท่งไปด้วย นางจึงถูกทอดทิ้งเอาไว้ที่นี่ กระทั่งถูกงูพิษร้ายกัดจนสิ้นใจตาย

          ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เรื่องราวที่ผ่านดวงตาของเด็กน้อยตั้งแต่เกิดจนถึงตาย กลับชัดแจ้งอยู่ในความทรงจำของหลินลู่ฉีด้วย เป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาดเสียจริง ทารกที่ไหนจะมีความทรงจำเช่นนี้ได้ แต่พอนึกว่าตัวเองได้สวมร่างผู้อื่นอยู่ คงไม่มีเรื่องไหนแปลกประหลาดไปกว่านี้แล้ว

          เหตุการณ์ก่อนหน้านี้

          ณ ยมโลก

          ยมทูตหน้าใหม่กำลังร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าหัวหน้าของตน เนื่องจากได้ดึงวิญญาณมาผิดดวง ซ้ำยังเป็นดวงวิญญาณที่เป็นดาวมงคล ก่อให้เกิดการผันผวน ในกระบวนการเวียนว่ายตายเกิดของโลกวิญญาณ

          “หัวหน้าทำเช่นไรดี ๆ ฮือ ๆ”

          “หยุดร้องไห้เสียที ! หากเป็นดวงวิญญาณทั่วไป มีหรือจะจัดการไม่ได้ แต่นี่นางมีปราณมงคลเด่นชัด ดวงวิญญาณเช่นนี้ไม่อาจจมสู่ยมโลกในช่วงเวลานี้ได้ มิเช่นนั้นจะเกิดหายนะใหญ่หลวงขึ้น”

          ผู้เป็นหัวหน้ายมทูตครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

          “เช่นนั้นก็ส่งนางไปสวมร่างยังโลกอื่นเถิด ถือว่าไม่ผิดต่อกฎการเวียนว่ายตายเกิด”

          ขอแค่ไม่ตกลงมาอยู่ในยมโลกก็เพียงพอ ไม่ใช่หรือ

          “ส่งไปสวมร่างยังโลกอื่น” ยมทูตผู้ทำผิดถึงกับตกใจกับการชี้นำของหัวหน้า นี่มันเป็นการแหกกฎยมโลกชัด ๆ

          “จะทำหรือไม่ทำ ถ้าไม่ทำเจ้าก็ไปรับโทษกับท่านยมบาลเองเถอะ”

          “ทำขอรับ ๆ จะส่งนางไปเกิดยังโลกอื่นเดี๋ยวนี้แหละขอรับ”

          ด้วยเหตุนี้วิญญาณของหลินลู่ฉีที่ยังไม่ถึงเวลาตาย จึงถูกส่งมาสวมร่างของเด็กน้อยเคราะห์ร้ายหยางท่ง

          หลินลู่ฉีลุกขึ้นมานั่งบนตั่งด้วยความรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ได้ยินเสียงนักพรตเฒ่ากับลูกศิษย์กำลังหารือกันเรื่องของเธอ

          ในโลกปัจจุบันตอนเธอเกิดนั้น บังเอิญได้พบร่างทรงคนหนึ่งในโรงพยาบาล คนผู้นั้นได้บอกแก่มารดาเธอไว้ ว่าเธอเกิดมาพร้อมดวงชะตาสูงส่ง เป็นดวงชะตาของดาวมงคลกลับชาติมาเกิด อยู่ใกล้ใครก็ทำให้คนผู้นั้นร่ำรวยด้วยโชคลาภวาสนา เรียกว่าแทบไม่มีภัยร้ายมากล้ำกรายด้วยซ้ำ

          แต่เหตุใดถึงได้ด่วนตายเร็วนัก ไม่ใช่ว่าดาวมงคลเช่นเธอ ต้องมีอายุยืนยาวนับร้อยปีหรอกหรือ และยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไม ต้องมาสวมอยู่ในร่างของเด็กน้อยโชคร้ายผู้นี้ด้วย

          หลินลู่ฉีจำเรื่องราวหลังความตายไม่ได้ รู้สึกเพียงว่าตัวเองได้ล่องลอย ตามหลังใครสักคนไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง และติดค้างอยู่ที่นั่นพักใหญ่ ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในร่างของเด็กน้อยคนนี้เสียแล้ว

          บานประตูห้องถูกเปิดออก นักพรตเฒ่าโยนห่อผ้าเก่า ๆ ให้เด็กน้อย

          “เจ้าจงออกไปจากอารามของข้าเสีย ที่นี่ไม่ต้อนรับดวงวิญญาณชั่วร้าย”

          “ฉัน เอ่อ ข้าไม่ใช่ดวงวิญญาณชั่วร้ายเสียหน่อย”

          นักพรตเฒ่าไม่สนใจนาง ยืนกรานว่านางไม่สมควรอยู่ในอารามเต๋าแห่งนี้อีกต่อไป “ไปเสีย”

          “ท่านไล่เด็กสามขวบออกจากวัด อีกทั้งยังเป็นเด็กที่ถูกงูกัดอีกด้วย ใจจืดใจดำเสียจริง”

          หลินลู่ฉีพยายามไถลตัวลงจากตั่ง แต่เท้านางสั้นเกินไปทำเช่นไรก็ไม่สามารถลงมาได้

          “เด็กสามขวบผู้นั้นดับสลายจากโลกนี้ไปแล้ว เจ้าอย่าได้เอ่ยให้ข้าขำนักเลย”

          นักพรตเฒ่าแม้ไม่ได้มีวิชาเก่งกาจนัก แต่ยังพอมองออกว่า วิญญาณที่สวมร่างหยางท่งนั้นไม่ใช่เด็กอย่างแน่นอน เขาไม่อาจเลี้ยงดูดวงวิญญาณเร่ร่อน ที่มายึดร่างของเด็กน้อยผู้น่าสงสารได้ ยิ่งไม่สามารถกำจัดวิญญาณให้ออกจากร่างได้เหมือนกัน

          ราวกับมีพลังบางอย่างต่อต้านเอาไว้ ทำได้ทางเดียวคือไล่นางออกจากอารามไปเสีย เด็กสามขวบจะมีชีวิตรอดข้างนอกได้อย่างไร หากนางตายอีกสักครั้งก็เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว

          หลินลู่ฉีใช้ความพยายามอย่างหนัก ไถลลงมาจากตั่งได้ในที่สุด นางจ้องนักพรตเฒ่าด้วยความไม่เข้าใจ “ท่านไล่ข้าจริงรึ”

          “หากเจ้ายังไม่ไปอีก ข้าจะให้จี้คงจับเจ้าโยนออกไปเอง”

          หลินลู่ฉีใช้มือน้อย ๆ คว้าห่อผ้าขึ้นมาเปิดดู ด้านในมีซาลาเปาแป้งข้าวโพดอยู่สองลูก กระบอกน้ำไม้ไผ่ไว้ดื่มอีกหนึ่งอัน ไม่มีเงินหรือเสื้อผ้าไว้เปลี่ยน ช่างยากจนจริง ๆ

          “น่าเสียดายนัก หากท่านเลี้ยงดูข้าต่ออีกสักหน่อย อารามเต๋าแห่งนี้คงมีผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้น ไหนเลยจะแร้นแค้นเช่นนี้” นางหิ้วห่อผ้าขึ้นคล้องไหล่ ก่อนเดินออกจากอารามเต๋าไปด้วยท่าทางอุกอาจ

          สายตาของสองศิษย์อาจารย์แลดูซับซ้อนลุ่มลึก จี้คงผู้เป็นศิษย์เอ่ยขึ้นก่อน

          “ท่านอาจารย์ไล่นางไปเช่นนี้จะดีหรือขอรับ” จี้คงเติบโตมาพร้อมกับหยางท่ง เขารู้สึกผิดไม่น้อยที่ต้องมองดูนาง ถูกไล่ออกจากอารามไปเช่นนี้

          “จี้คงเอ๋ยนางไม่ใช่หยางท่ง เจ้าอย่าได้คิดเช่นนั้น”

          เจ้าอาวาสไม่มีทางเลือก หากมีคนล่วงรู้ว่าเขาเลี้ยงดูวิญญาณร้ายที่มาสวมร่างผู้อื่น เกรงว่าชื่อเสียงอันน้อยนิดของตน จะพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี สู้ตัดขาดกันไปเลยจะดีกว่า

          แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือคำพูดสุดท้ายของเด็กน้อยที่ว่า หากเลี้ยงดูนางต่อสักหน่อย จะทำให้มีผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าอย่างไร

          ด้านหน้าประตูทางเข้าวัด ป้ายอารามซานหยวนเก่าผุพัง แกว่งห้อยลงมาด้านหนึ่ง หากมีลมพัดแรง ๆ คงหล่นลงพื้นทันที หลินลู่ฉียืนนิ่งเงยหน้ามองมันอยู่กับที่ นางรู้ว่าเจ้าอาวาสทำเช่นนี้เพราะไม่อยากเกี่ยวข้องกับนาง ที่เป็นดวงวิญญาณมาสวมร่างผู้อื่น

          แต่จากความทรงจำของหยางท่งแล้ว อารามเต๋าแห่งนี้คือบ้านของนาง เป็นไปได้นางอยากตอบแทนบุญคุณสถานที่แห่งนี้ แทนเจ้าของร่างสักครั้ง

          “เอาเถอะหากข้าร่ำรวยเมื่อใด จะกลับมาบริจาคน้ำมันตะเกียงให้มากหน่อยก็แล้วกัน” นางเอ่ยเพียงเท่านี้ก็หันหลังเดินจากไป

Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Latest chapter

Plus de chapitres

Notes

10
100%(25)
9
0%(0)
8
0%(0)
7
0%(0)
6
0%(0)
5
0%(0)
4
0%(0)
3
0%(0)
2
0%(0)
1
0%(0)
10 / 10.0
25 Notes · 25 commentaires
Écrire une critique

commentairesPlus

Kom Kom
Kom Kom
อ่านเพลิน สนุก อินไปกับบทบาทของแต่ละตัวละคร เป็นนิยายที่ดีมาก แนะนำค่ะ
2025-08-28 12:43:58
1
0
su_apa
su_apa
น่ารัก นางเอกค่อยๆโต อ่านสบายๆ
2025-08-25 13:44:01
1
0
I'm lotto
I'm lotto
ชอบๆๆ สนุกมาก
2025-08-21 19:43:49
1
0
Sasigarn Yothathitikun
Sasigarn Yothathitikun
กลับมาอัพตอนที่ข้ามไปเถอะ พรีสสสส
2025-08-12 09:06:05
1
0
T
T
จบแล้ววว น่ารักม้ากกกก แต่ยังอยากอ่านตอนที่ข้ามไปอยู่นะะะะเะเเ ลงเถอะะะะพลีสสสส
2025-08-12 02:01:07
0
0
252
บทที่ 1 : สวมร่างคืนชีพ
บทที่ 1 : สวมร่างคืนชีพ ณ เมืองฝู แคว้นเยี่ยน ด้านหลังอารามเต๋าแห่งหนึ่ง นักพรตเฒ่านั่งยอง ๆ ยกฝ่ามือขึ้นลูบปิดเปลือกตาของเด็กน้อยวัยสามขวบ ผู้ซึ่งถูกสัตว์ร้ายคร่าชีวิตไป นางเดินเล่นอยู่หลังอารามเหมือนเช่นทุกวัน งูพิษร้ายผ่านมาฉกเข้าที่ขาจนสิ้นใจตาย “อนิจจาวาสนาเด็กน้อยได้ดับสิ้นลงแล้ว จี้คงเตรียมพิธีสวดส่งวิญญาณให้นางเถอะ” นักพรตเฒ่าสั่งการลูกศิษย์ตัวน้อย หันหลังหมายจะเดินกลับไปยังที่พักของตน “ขอรับท่านอาจารย์” จี้คงขานรับคำสั่ง หันไปเตรียมสิ่งของสำหรับทำพิธีสวดส่งวิญญาณผู้ตาย ทว่าผ่านไปเพียงอึดใจเดียว “อ๊ากกก ! มีผี !” เสียงกรีดร้องดังลั่น ร่างเล็ก ๆ ของเขาวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังผู้เป็นอาจารย์ “จี้คงมีอะไร” “นะนางลืมตาขอรับท่านอาจารย์” เด็กน้อยชี้นิ้วสั่น ๆ ไปที่ศพบนพื้น “ว่าอย่างไรนะ” นักพรตเฒ่ารีบตรงไปคุกเข่าอยู่ด้านข้างศพ เห็นเปลือกตาของนางขยับไปมา ก่อนจะปรือลืมขึ้นอย่างลำบากยากเย็น “นี่มัน...เป็นไปไม่ได้” รีบคว้าข้อมือของเด็กน้อยมาจับชีพจรดู ดวงตาของนักพรตเฒ่ามื
Read More
บทที่ 2 : ข้าถูกครอบครัวเอามาทิ้ง
บทที่ 2 : ข้าถูกครอบครัวเอามาทิ้ง หลินลู่ฉีไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับบ้านเมืองยุคนี้ นางยังเด็กนักรู้เพียงว่าที่นี่คือเมืองฝู แคว้นเยี่ยน แต่นางไม่รู้ว่าสภาพความเป็นอยู่ ของผู้คนนั้นเป็นอย่างไร สองขาสั้นกับรองเท้าฟางเก่า ๆ คู่หนึ่ง จะพาเด็กสามขวบเดินไปได้ไกลแค่ไหนเชียว นางพักเหนื่อยอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง หลังเดินลงเขามาได้ราวหนึ่งลี้ เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบยกกางเกงดูบาดแผลที่ถูกงูกัด นี่นางเดินด้วยเท้าน้อย ๆ ที่มีบวมเป่งขนาดนี้โดยไม่รู้สึกเจ็บได้อย่างไร นี่มันวิญญาณกับร่างกายไม่สัมพันธ์กันเกินไปไหม ได้แต่พิงโคนต้นไม้อย่างท้อแท้ เมืองฝูนั้นต้องเดินลงเขาไปอีกไกลพอสมควร หากเป็นผู้ใหญ่คงไม่ใช่ปัญหา แต่ขาของนางสั้นเกินไป ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าม้าวิ่งมาแต่ไกล หลินลู่ฉีตื่นตัวในทันที รีบวิ่งออกไปยืนอยู่ข้างทาง เขย่งเท้าชูมือโบกไว้บนศีรษะ เผื่อว่าจะมีคนเห็นตัวเอง ไม่กล้าลงไปยืนอยู่กลางถนน เกรงว่าจะถูกม้าเหยียบตาย “ช่วยด้วย ๆ” “มีเด็ก ๆ หยุดก่อน !” เสียงคนที่อยู่ด้านหน้าตะโกนขึ้น พร้อมดึงเชือกบังเหียนม้าเอาไว้แน่น ม้าที่เขานั่งยกข
Read More
บทที่ 3 : ถูกลักพาตัวไปขาย
บทที่ 3 : ถูกลักพาตัวไปขาย หลินลู่ฉีรักษาอาการอยู่ในโรงหมอต่ออีกสองวัน จากนั้นมีคนของทางการมารับตัวนางไป พวกเขาสอบถามถึงที่มาที่ไปของนาง นางจึงบอกพวกเขาว่า ครอบครัวของนางเป็นคนในเมืองหลวง แต่คงพลั้งเผลอลืมนางไว้ระหว่างทาง หากจะส่งนางกลับไปหาครอบครัว ต้องส่งไปยังเมืองหลวง นั่นเพราะนางรู้ว่า ตระกูลบิดามารดาย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงกันหมด น่าแปลกยิ่งนักที่บุตรหลานของพวกเขาได้รับตำแหน่งในเมืองหลวง เลยต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นทั้งสองตระกูล แม้ว่าจะห่างกันคนละปีก็เถอะ ช่างเป็นเวรเป็นกรรม ตัดกันไม่ขาดจริง ๆ หลินลู่ฉีรู้เพราะบังเอิญได้ยินนักพรตเฒ่าพูดคุยกับหญิงชราผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือท่านย่าในสายเลือดของนางนั่นเอง พวกเขาคงคิดว่า เด็กน้อยอายุขวบสองขวบที่เล่นเขี่ยดินอยู่ข้าง ๆ คงไม่รู้เรื่องราวอันใด แต่เพราะหลินลู่ฉีที่มาสวมร่างของหยางท่ง กลับสามารถซึมซับทุกเหตุการณ์ ที่หูและตารวมถึงความรู้สึกของเจ้าของร่าง สัมผัสผ่านมาได้อย่างชัดเจน สิ่งที่นางรับรู้เพิ่มก็คือ ท่านย่าผู้นี้เป็นคนมอบเงินให้นักพรตเฒ่าในการเลี้ยงดูนาง เดิมทีนางคิดว่าพวกเขา จะส่งนางไปอยู่สถาน
Read More
บทที่ 4 : แบ่งให้ข้าคนละคำก็พอแล้วเจ้าค่ะ
บทที่ 4 : แบ่งให้ข้าคนละคำก็พอแล้วเจ้าค่ะ “ไม่ได้นะเจ้าคะท่านแม่ นางยังมีลมหายใจอยู่เลย ข้าไม่อาจทิ้งนางได้ ท่านแม่มองดูสิเจ้าคะ แถวนี้มีคนดี ๆ ที่ไหนกันหากปล่อยนางเอาไว้เช่นนี้ คงถูกสัตว์ร้ายทำอันตรายเอาได้” สัตว์ร้ายไม่เท่าไรหรอก เกรงแต่มนุษย์ด้วยกันนี่แหละที่จะทำร้ายกันเอง นางเคยได้ยินเรื่องผู้ลี้ภัยหิวโหย ถึงขึ้นกินเนื้อเด็กทารกแรกเกิดด้วยซ้ำ “นังคนอกตัญญู ลูกตัวเองจะอดข้าวตายอยู่แล้วยังไม่สำนึก เกิดอยากเป็นคนใจดี เหตุใดข้าถึงได้แต่งสะใภ้เบาปัญญาเช่นนี้เข้าบ้าน สวรรค์หนอสวรรค์ เหตุใดถึงได้โหดร้ายกับข้านัก” นางเจียงร่ำร้องคล้ายคนถูกกระทำอย่างโหดร้าย หากไม่ติดว่ากำลังลี้ภัยอยู่ นางคงลงไปนั่งตบตีต้นขาอยู่บนพื้นแล้ว ฉินซื่อเริ่มทำตัวไม่ถูก “ท่านแม่ข้าไม่ได้..” นางเจียงชี้นิ้วใส่นาง “เจ้าหุบปาก หากเจ้ายังไม่ทิ้งเด็กนั่นไปอีก อย่ามาเรียกข้าว่าแม่ !” ฉินซื่ออุ้มเด็กเดินไปหลบอยู่ข้างหลังของสามี ด้านข้างมีบุตรชายกับบุตรสาวยืนอยู่ พวกเขาเหมือนกำลังตกใจกับคำด่าทอของผู้เป็นย่า แต่กระนั้นฉินซื่อก็ส่งสายตาให้สามี ว่านาง
Read More
บทที่ 5 : พี่ชายเจ็บหรือไม่
บทที่ 5 : พี่ชายเจ็บหรือไม่ กระนั้นวาจาถากถางจากนางเจียง ก็ยังลอยมาตามสายลม คำว่าตัวอัปมงคล ตัวกินล้างกินผลาญ ด่าลามไปถึงครอบครัวของหวงชางทุกคน ด่าจนหลินลู่ฉีรู้ประวัติความเป็นมาของพวกเขาไม่มากก็น้อย นางเจียงกับหวงจงนั้นแม้จะเป็นปู่ย่าคนแล้ว แต่อายุเพียงแค่สี่สิบปลาย ๆ เท่านั้น บุตรชายทั้งสามคนอายุยังไม่ถึงสามสิบสักคน บุตรสาวเพียงคนเดียวนั้นน่าจะเพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมา หลินลู่ฉีรู้ว่าคนอื่นไม่ยินดี ที่หวงชางกับฉินซื่อให้นางร่วมเดินทางไปด้วย ระหว่างทางจึงได้ยินวาจาเย้ยหยันอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นกระทั่งหลาน ๆ ของพวกเขาเอง ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องวิ่งมากลั่นแกล้งนางอยู่เรื่อย ดีที่หวงจื่อถงอยู่ข้างกาย เขาคอยตะโกนบอกบิดามารดาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดปากเสียงกันอยู่ร่ำไป กระทั่งลงไม้ลงมือกันก็มี “นังตัวซวยพวกเจ้าเห็นหรือยัง พอมีนางเข้ามาหลาน ๆ ของข้าก็ตีกันเสียแล้ว” นางเจียงลูบหลังปลอบหลานชายสุดที่รักของตน หวงชุนฟงคือบุตรชายคนโต ที่เกิดจากหวงจื้อกับจ้าวซื่อ “ท่านแม่ฟงเอ๋อร์อายุเท่าไรแล้ว ยังมารังแกฉีฉีของพวกเรา นางก็แค่เด็กสองสามขวบเองนะเจ้า
Read More
บทที่ 6 : ฉีฉีมองเห็นบ้างไหม
 บทที่ 6 : ฉีฉีมองเห็นบ้างไหม           เมื่อรู้ว่ามีภัยอันตรายเข้ามาใกล้ พวกเขารีบเก็บของ พากันคลำทางในความมืดไปจากตรงนี้ เพราะเป็นคืนเดือนมืดทุกคนจึงต้องจับมือเดินตามหลังกันไป           “ข้ามองไม่เห็นทางแล้วท่านพ่อท่านแม่ หากก้าวพลาดอาจได้รับบาดเจ็บได้” หวงจื้อเป็นคนนำทางเขาเกิดกลัวขึ้นมา           “เจ้าใหญ่เงียบ ๆ หน่อย ข้าได้ยินเสียงคนตามหลังพวกเรามาแล้ว พวกมันจุดคบเพลิงด้วย รีบไป ๆ” หวงจงเร่งบุตรชาย หลังจากเห็นแสงไฟอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก           ทว่าหวงจื้อกลับไม่กล้าเดินต่อ พวกเขาไม่มีคบเพลิงและข้างหน้าก็ล้วนแต่เป็นป่าเขา           “ท่านพ่อสามีข้ามองไม่เห็นทาง ให้คนอื่นมานำทางเถอะ” จ้าวซื่อรีบดึงแขนสามีมาหลบอยู่ด้านหลังนางเจียง&nbs
Read More
บทที่ 7 : ไปให้พ้น ! ที่นี่ไม่มีอนุภรรยาแซ่เจียง
บทที่ 7 : ไปให้พ้น ! ที่นี่ไม่มีอนุภรรยาแซ่เจียง หลินลู่ฉีอยากลงเดินเพื่อให้หวงชางได้เบาหลังบ้าง แต่พอนางเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ทิ้งระยะห่างจากคนตระกูลหวงเสียแล้ว โทษใครได้ขานางสั้นเกินไปจริง ๆ “เจ้าอยากเดินนักเป็นอย่างไรล่ะ” หวงจื่อถงจิ้มจมูกเล็ก ๆ ของนาง “มาขี่หลังข้า ให้ท่านพ่อได้พักบ้าง” เขาย่อตัวลงหวังให้น้องสาวตัวน้อยได้ขี่หลัง หลินลู่ฉีมองดูร่างผอมแห้งของเขาแล้วหนักอึ้งในใจ นางเงยหน้าขึ้นมองหวงชางกับฉินซื่อ “ให้พี่ชายของเจ้าลองดู ไหวหรือไม่เดี๋ยวก็รู้” หวงชางยิ้มระหว่างมองสบสายตากับเด็กน้อย เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ไม่ถึงครึ่งลี้หวงจื่อถงก็ไม่ไหวเสียแล้ว เป็นหวงชางที่ต้องแบกหลินลู่ฉีต่อไป ส่วนหวงจื่อเหยานางสามารถเดิน สลับขี่หลังฉินซื่อผู้เป็นมารดาได้ ใช้เวลาสองวันก็ออกจากป่าเขาได้ พวกเขาเห็นกำแพงอำเภอหยางอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก ครึ่งวันก็น่าจะเดินทางไปถึง หลินลู่ฉีที่ถูกจับนั่งรถม้ามาที่ชายแดน ตอนนี้กำลังจะไปอำเภอหยางที่อยู่ไม่ห่างจากชายแดนอีก เกรงว่าคงไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยเท่าใดนัก เหตุใดตระกูลหวงถึงเลือกมาที่นี่กันนะ
Read More
บทที่ 8 : เจียงชุน
บทที่ 8 : เจียงชุน หลินลู่ฉีทนสังขารของเด็กสามขวบไม่ไหว นางหลับบนหลังของหวงชางไปตลอดเส้นทาง รู้ตัวอีกทีก็ถึงหน้าเรือนของท่านยายเจียงแล้ว แม้จะอยู่ในชนบทแต่เรือนของท่านยายเจียงกลับสร้างด้วยอิฐ ซึ่งแตกต่างจากบ้านของชาวบ้าน ที่ส่วนใหญ่สร้างด้วยดิน หมู่บ้านหยางฮัวมีคนสร้างบ้านด้วยอิฐเพียงสองหลังเท่านั้น คือของผู้ใหญ่บ้านกับท่านยายเจียง หลินลู่ฉีมองสำรวจด้วยสายตาคร่าว ๆ หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ด้านหน้าภูเขา มีราวห้าสิบหลังคาเรือนเท่านั้น คงมีชาวบ้านราว ๆ สองร้อยกว่าคน ท่านยายเจียงแลดูจะตกใจ กับจำนวนลูกหลานเหลนที่มาพึ่งพาเกือบยี่สิบคน ทว่าท่านกลับให้การต้อนรับเป็นอย่างดี “ท่านน้าข้าลี้ภัยมาพึ่งใบบุญของท่าน ไม่คิดว่าจะถูกตระกูลหม่า ขับไล่ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมาเช่นนี้” นางเจียงร้องห่มร้องไห้ เล่าเรื่องที่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลหม่าให้ฟังอีกด้วย “ที่บ้านพวกข้าดินแห้งแล้ง เพาะปลูกไม่ได้มาสองสามปีแล้ว มาปีนี้หนักสุด เก็บเกี่ยวไม่ได้เลย ข้าจำต้องหอบลูกหลานมาหาท่านในวันนี้” นางเจียงคร่ำครวญถึงชีวิตที่ยากลำบาก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ถึงที่สุดคนตระกูลห
Read More
บทที่ 9 : เช่าเรือนท่านยายหมี่
บทที่ 9 : เช่าเรือนท่านยายหมี่ ไม่ช้านางหูก็กลับมาพร้อมข่าวดี ท่านยายหมี่ยินดีให้เช่าเรือนส่วนหนึ่ง เรื่องค่าเช่าแล้วแต่ผู้ใหญ่บ้านจะกำหนดให้ นางไม่เรื่องมาก ขอแค่มีรายได้เข้ามาบ้างก็เป็นพอ คืนนี้สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ที่เรือนของนางได้เลย “ท่านยายจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าให้ข้าตั้งหนึ่งเดือน ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านยายอย่างไรดี ขอบคุณท่านยายมากขอรับ” หวงชางคุกเข่าลง โขกศีรษะคำนับให้ท่านยายเจียง “เหลวไหลอันใด รีบลุกขึ้นได้แล้ว เจ้าเป็นหลานชายข้า เงินแค่ไม่กี่สิบอีแปะข้าจะออกให้ไม่ได้รึ” ท่านยายเจียงโบกมือใส่เขาคล้ายโมโห นางไม่ได้บอกคนตระกูลหวง ว่าตัวเองมีรายได้จากช่องทางไหน แต่แอบกำชับผู้ใหญ่บ้านก่อนออกมา ไม่ให้บอกเรื่องให้เช่าที่นาเกือบร้อยหมู่กับญาติของนาง ผู้ใหญ่บ้านแม้อายุไม่มากนัก แต่เขาผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน ในการเป็นผู้ใหญ่บ้านของเขา ปัญหาส่วนใหญ่ล้วนมาจากเครือญาติกันนี่แหละ เขาจึงรับปากท่านยายเจียง แต่หากชาวบ้านเผลอเอ่ยออกไป เช่นนั้นก็ถือว่าเขาไม่ได้ผิดคำพูดเหมือนกัน ท่านยายเจียงเองก็เข้าใจ ท่านยายเจียงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่
Read More
บทที่ 10 : เย้ ๆ ข้ามีน้ำตาลกิน...แล้ว
บทที่ 10 : เย้ ๆ ข้ามีน้ำตาลกิน...แล้ว ด้านหลังหมู่บ้านหยางฮัว ในเรือนท่านยายหมี่ ทุกคนตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยความเกรงใจเจ้าของเรือน หวงชางหาบถังไม้ไปตักน้ำที่ลำธาร ฉินซื่อทำอาหารเช้าให้ท่านยายหมี่ หวงจื่อถงทำความสะอาดลานบ้าน มีเพียงเด็กน้อยสองคน ที่นั่งแกว่งเท้าไปมา ไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน “ฉินซื่อเจ้าต้มโจ๊กน้อยไป” ท่านยายหมี่ตำหนินางหลังเดินมาด้านหลังเงียบ ๆ “ท่านยายหมี่ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ข้าต้มโจ๊กให้ท่านคนเดียว ประเดี๋ยวพอพี่ชางตักน้ำเต็มถังแล้ว พวกเราจะพากันไปเก็บผักป่าบนภูเขาเจ้าค่ะ” ฉินซื่อรีบบอก ด้วยเกรงว่าท่านยายหมี่จะหาว่านางถือวิสาสะใช้เสบียงของท่าน “เจ้านี่มันยังไง ข้าบอกว่าเจ้าต้มโจ๊กน้อยไป เพิ่มข้าวขาวไปอีกให้พอกินกันทุกคน” “แต่ท่านยายหมี่เจ้าคะ พวกข้าเอ่อ” “ข้าบอกให้พวกเจ้ากินก็กินไป อย่ามาเรื่องมาก” “ขอบคุณท่านยายหมี่เจ้าค่ะ” ฉินซื่อน้ำตาคลอเบ้าอย่างไม่รู้ตัว นางรู้ว่าท่านยายหมี่สงสารครอบครัวของนาง “แต่ข้าไม่อาจเอาเปรียบท่านยายหมี่ได้” “เด็กโง่ ข้าเต็มใจให้ข้าวพวกเจ้ากิน
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status