ในวัยผู้ใหญ่นั้นเสียงของเรื่องเล่าที่มาจากความเงียบและการเดินทางเล็กๆ กลับมาเข้มข้นเสมอ คนสัมภาษณ์ถามว่าแรงบันดาลใจของ 'เคะแก่' มาจากไหน คำตอบที่ได้ไม่ใช่แค่อธิบายเหตุการณ์ แต่เป็นการฉายภาพความทรงจำที่อบอวลด้วยกลิ่นฝน กลิ่นดิน และซาวด์แทร็กของความเหงาในยามค่ำคืน 'เคะแก่' พูดถึงการเติบโตในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ผู้คนยังคงนับดาวก่อนนอน การพบเห็นผู้สูงอายุพูดเรื่องอดีตด้วยรอยยิ้ม และภาพลักษณ์ของเมืองที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ นี่คือวัตถุดิบแรกที่คอยจุดประกาย — เรื่องเล็กๆ รอบตัวกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ของเรื่องราวที่ใหญ่ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
แรงบันดาลใจหลักที่ 'เคะแก่' พูดถึงคือการเฝ้าสังเกตคนรอบตัวอย่างใกล้ชิดและไม่กลัวที่จะยอมให้ความเศร้าหรือความไม่ลงรอยเป็นบทบาทสำคัญในงานเขียน เขามองว่าการเขียนไม่ได้หมายความต้องเล่าแต่ความสำเร็จหรือความสุขอย่างเดียว แต่เป็นการเก็บรายละเอียดเล็กๆ ของการใช้ชีวิต เช่น การรอคอยโทรศัพท์หนึ่งสาย หรือการเดินทางกลับบ้านในคืนที่มีหมอกหนา สิ่งเหล่านี้ปรากฏในงานของเขาในรูปแบบของโทนและจังหวะการเล่าเรื่อง ซึ่งทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกำลังอ่านไดอารี่ที่ซ่อนความหมายลึกซึ้งไว้ ฉันเห็นได้ชัดว่าเขาได้รับอิทธิพลจากงานวรรณกรรมคลาสสิกที่ชวนให้คิด เช่น '
เจ้าชายน้อย' ที่ย้ำเตือนความบริสุทธิ์ของมุมมอง และบางครั้งยังมีการหยิบเอาโทนสืบสวนเบาๆ อย่างที่พบใน 'Monster' มาผสม เพื่อสร้างความตึงเครียดทางอารมณ์โดยไม่ต้องพึ่งฉากสับสนวุ่นวาย
อีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ของเขากับดนตรี ภาพเคลื่อนไหว และศิลปะพื้นบ้าน ดนตรีพื้นบ้านหรือเพลงที่ได้ยินจากวิทยุในร้านชากาแฟมักเป็นจุดเริ่มของจังหวะการเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน มีบางบทที่เสียงเปียโนช้าๆ ถูกแปลงเป็นบรรยากาศของความคิดถึง ขณะที่ภาพยนตร์อิสระและแอนิเมชันบางเรื่องก็ให้ความกล้าที่จะทดลองมุมมอง ผู้เขียนใช้สิ่งเหล่านั้นมาทดลองโครงสร้างเรื่อง ทำให้ผลงานดูเป็นภาพยนตร์นิ่งๆ ที่มีคำพูดไม่มากแต่น้ำหนักเต็มเปี่ยม การใช้ภาษาของเขาจึงมักเรียบง่ายแต่คมคาย เหมือนบทเพลงที่ทิ้งเส้นเมโลดี้ไว้ในใจผู้อ่านนานหลังจากอ่านจบ
ท้ายที่สุดสิ่งที่ทำให้แรงบันดาลใจของ 'เคะแก่' แตกต่างจากคนอื่นคือการเปิดพื้นที่ให้ความเปราะบางเป็นเรื่องงดงาม เขาไม่กลัวที่จะให้ตัวละครทำผิด หรือยอมรับว่าความฝันบางอย่างอาจสิ้นสุดลงก่อนเวลา เรื่องเล่าของเขาจึงเป็นเพื่อนคอยย้ำเตือนว่าเราไม่ได้เดินทางคนเดียว ท้ายบทสัมภาษณ์เขาพูดประโยคสั้นๆ แต่หนักแน่นเกี่ยวกับการเขียนว่าอยากให้คนอ่านกลับบ้านพร้อมความรู้สึกว่าเข้าใจตัวเองมากขึ้น ส่วนตัวแล้วอ่านแล้วรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนเก่าที่เล่าเรื่องราวในคืนยาวๆ และนั่นทำให้หัวใจอุ่นขึ้นจริงๆ