นอกจากนี้บทบาทของพัดเดิลกลัม (Puddleglum) มีความเป็นมิติเฉพาะตัวที่บทภาพยนตร์สามารถเล่นกับความตลกร้ายและความกล้าหาญในแบบผู้ใหญ่ได้ ผมชอบวิธีที่นิยายเล่มนี้ไม่หวือหวาด้วยฉากแฟนตาซียิ่งใหญ่เท่า 'The Voyage of the Dawn Treader' แต่กลับหนักแน่นในแง่การทดสอบศรัทธาและความจริงใจ ซึ่งถ้านักแสดงและทีมสร้างทำให้เสียงของพวกเขาชัดเจน ผลงานจะตราตรึงเหมือนฉากคลาสสิกจาก 'The Lord of the Rings' ที่ไม่ใช่แค่โชว์ความอลังการ แต่ยังสร้างฉากที่คนดูจดจำด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง
สุดท้ายนี้การทำภาคสี่เป็น 'The Silver Chair' ยังตอบโจทย์เชิงธุรกิจด้วย—นักการตลาดชอบของที่ดูต่อเนื่องและแฟนเก่าจะกลับมาได้ง่ายกว่า แต่ที่สำคัญกว่า ผมตื่นเต้นกับความเป็นไปได้ที่จะเห็นมุมมืดและซับซ้อนของนาร์เนียในเวอร์ชันที่กล้าที่จะท้าทายผู้ชมเหมือนกันกับที่นิยายเล่มนี้ทำเสมอ
เวลาที่นึกถึงการเรียงลำดับของภาพยนตร์ชุด 'นาร์เนีย' ผมมักจะอธิบายให้เพื่อน ๆ ฟังแบบง่าย ๆ ว่า ภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องที่ออกฉายคือการดัดแปลงจากหนังสือเล่มแรก ๆ ตามลำดับการตีพิมพ์ ไม่ได้เรียงตามไทม์ไลน์ภายในโลกนาร์เนีย
ภาพยนตร์ที่มีจริงมีสามเรื่อง ได้แก่ 'The Lion, the Witch and the Wardrobe' (ฉบับภาพยนตร์ปี 2005), 'Prince Caspian' (2008) และ 'The Voyage of the Dawn Treader' (2010) ซึ่งตามลำดับการตีพิมพ์ในชุด 'The Chronicles of Narnia' ก็ตรงกับสามเล่มแรกของ C.S. Lewis คือ เล่มหนึ่ง เล่มสอง และเล่มสามตามลำดับ แต่หากมองแบบโครโนโลจิคัลของเรื่องราวจริง ๆ แล้วตำแหน่งของแต่ละเล่มจะไม่ตรงกับการจัดพิมพ์เสมอไป ทำให้บางคนสับสนเมื่อต้องการดูหรืออ่านตามลำดับเหตุการณ์ภายในโลกนาร์เนีย
สำหรับใครที่ชอบเทียบหนังกับต้นฉบับ ผมมักบอกว่าอย่าลืมว่า 'Prince Caspian' ในภาพยนตร์ยังข้ามรายละเอียดและฉากย่อยจากหนังสือหลายจุด แต่ช่วยให้เห็นภาพรวมของเนื้อเรื่องได้ดีพอสมควร
เมื่อฉันหยิบฉบับแปลไทยที่วางทับกันไว้บนโต๊ะ ความทรงจำเก่าๆ เกี่ยวกับประตูตู้เสื้อผ้าที่นำไปสู่นาร์เนียก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
ฉบับแปลภาษาไทยของชุดนาร์เนียมีทั้งหมดเจ็ดเล่ม ซึ่งสอดคล้องกับต้นฉบับของ C.S. Lewis รายชื่อเล่มตามลำดับการตีพิมพ์ที่หลายคนคุ้นเคยคือ 'The Lion, the Witch and the Wardrobe', 'Prince Caspian', 'The Voyage of the Dawn Treader', 'The Silver Chair', 'The Horse and His Boy', 'The Magician's Nephew', และ 'The Last Battle' การอ่านฉบับแปลไทยทำให้บางฉาก—เช่นการพบกับคุณทัมบัสในตู้เสื้อผ้า—ยังคงมีพลัง ทั้งภาษาและจังหวะการเล่าในแปลไทยบางครั้งเติมความอบอุ่นให้ฉากเด็กๆ มากกว่าต้นฉบับอย่างเงียบๆ
พอพูดถึงจำนวนและชื่อ คร่าวๆ ก็เป็นเจ็ดเล่มตามที่ยกมา การเรียงลำดับเวลาในนิทานกับการเรียงตามลำดับตีพิมพ์อาจต่างกัน แต่น้ำหนักของเรื่องราวในฉบับแปลไทยยังคงยืนยันว่ามีเจ็ดผลงานที่จับต้องได้และเป็นชุดเดียวกัน ซึ่งทำให้ชั้นหนังสือของฉันมีสีสันขึ้นทีเดียว
คำห้าวของสิงโตจากหน้าแรกยังคงดังก้องอยู่ในใจเสมอ
ฉันโตมากับภาพของสิงโตที่ไม่ใช่แค่สัตว์ แต่เป็นตัวแทนของการเสียสละและการกลับมาของความหวัง ซึ่งโดยตรงที่สุดก็คือตัว Aslan ใน 'The Lion, the Witch and the Wardrobe' ที่ชัดเจนว่าได้แรงบันดาลใจจากภาพของพระคริสต์ในศาสนาคริสต์ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันหลงใหลคือการผสมผสานโครงแบบตำนานอื่น ๆ เข้าไปด้วย—สิงโตในตำนานกรีกหรือเล่าเรื่องยุคกลางที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นราชาและความกล้าหาญ
ในฐานะคนที่ชอบอ่านตำนานหลายชาติ ฉันเห็นว่า Lewis ไม่ได้คัดลอกมาทีละอย่าง แต่คัดเอาคุณสมบัติจากหลายตำนานมาร้อยเรียงจน Aslan ดูทั้งเป็นผู้ไถ่และเป็นสิ่งมีชีวิตโบราณที่มีพลังเหนือธรรมชาติ การอ้างอิงถึง 'สิงโตแห่งเยรูซาเล็ม' หรือภาพสิงโตในงานศิลป์ยุคต่าง ๆ ช่วยให้ตัวละครนี้หนักแน่นและมีมิติ และนั่นทำให้ฉันรับรู้ Aslan ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์เดียว แต่เป็นการรวมของความหมายจากหลายยุคสมัย ซึ่งยังคงทำให้หัวใจเต้นแรงเวลาอ่านซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน