Mag-log in
“ปล่อยข้า ปล่อยข้านะ!”
“จับตัวนางออกไปจากตำหนักข้า!”
“ไม่! องค์ชายใหญ่ท่านเข้าใจหม่อมฉันผิดไปแล้ว!”
“เข้าใจเจ้าผิด?”
กึก! เสียงฟันกระทบกันเมื่อมือหนาเอื้อมบีบคางเรียวด้วยกำลังประมาณหนึ่ง แววตาเคียดแค้นสบมองเข้าไปในนัยน์ตาสีอ่อนดั่งกวางน้อยที่น่าทะนุถนอม
“ว่าที่พระชายาข้าถูกวางยาพิษในอาหารที่เจ้าทำ นี่เรียกว่าเข้าใจผิดงั้นหรือ”
น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยโทสะและเกลียดชัง
“ไม่…ไม่ใช่ฝีมือหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ได้ทำ”
“รั่วอิงเหยา ข้ามองเจ้าผิดไปจริง ๆ นึกไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วเจ้าจะจิตใจโหดเหี้ยมยิ่งกว่าปีศาจร้ายเสียอีก!”
ตุ้บ!
“โอ้ย!”
เสียงร้องอย่างเจ็บปวดเมื่อ ‘รั่วอิงเหยา’ ถูก ‘องค์ชายใหญ่หลัวอี้เฟิง’ ผลักไสจนล้มกองกับพื้นเย็นเยียบในช่วงเหมันตฤดู
“พานางไปขังคุกหลวง รอตัดสินโทษ!”
“ไม่! องค์ชายใหญ่ ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่ได้วางยาน้องหญิง”
รั่วอิงเหยาร้องขอความเห็นใจทั้งยังพร่ำบอกว่าตนเองถูกใส่ร้ายเรื่องวางยา หากแต่องค์ชายใหญ่หลัวอี้เฟิงกลับไม่สนใจใยดี หันหลังเดินกลับเข้าไปยังตำหนักเพื่อดูอาการคนรักที่กำลังจะกลายเป็นพระชายาในอีกไม่กี่วัน
สองชั่วยามต่อมา , คุกหลวงใต้ดิน
แกร๊ก!
เสียงปลดกุญแจโซ่ของห้องคุมขังดังขึ้นพร้อมกับร่างของบุรุษรูปงามแต่งกายด้วยชุดองครักษ์ขั้นสูงก้าวผ่านประตูเข้ามา
“องครักษ์ตู้”
เมื่อเห็นว่าใครเข้ามายังสถานที่สกปรกเช่นนี้ รั่วอิงเหยาถึงกับเบิกตาโตเอ่ยเรียกนามของ ‘ตู้ชิงหลาง’ องครักษ์ขององค์ชายใหญ่หลัวอี้เฟิงอย่างแปลกใจ
“ข้ามาเพื่อพาคุณหนูใหญ่ออกไปจากที่นี่”
ตู้ชิงหลางรีบเอ่ยบอกจุดประสงค์ที่แอบลักลอบเข้ามาในคุกยามวิกาล
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าองค์ชายต้องไม่ทอดทิ้งข้า”
น้ำเสียงดีใจระคนเย่อหยิ่งดังออกมาพร้อมแววตาแห่งผู้ชนะ
“องค์ชายฝากคำพูดหนึ่งมาให้คุณหนูใหญ่”
“พูดมา”
รั่วอิงเหยาใจเต้นตุบ ๆ นางลุ้นในใจว่าองค์ชายใหญ่ที่นางหลงรักจะฝากฝังสิ่งใดผ่านองครักษ์คนสนิทมา
“องค์ชายใหญ่ขอให้ท่านจากไปอย่างสุขสงบ ไร้อาวรณ์ และอย่าได้โกรธเคืองพระองค์เลย”
รั่วอิงเหยาฟังจบรู้สึกถึงตะหงิดใจ
หากนี่คืออวยพรให้นางที่ได้ออกจากคุก เช่นนั้นเหตุใดถึงใช้คำว่า ‘จากไปอย่างสุขสงบ’
“องค์ชายหมา…ย อึก!”
รั่วอิงเหยายังไม่ทันได้ถามในสิ่งที่สงสัย เชือกเส้นหนึ่งกลับถูกรัดเข้าที่คอของนางจากทางด้านหลัง
รั่วอิงเหยาตกใจอย่างสุดขีด นางพยายามดิ้นรนออกจากเชือกที่รัดคอ หากแต่แรงสตรีมีเพียงหยิบมด จะไปสู้แรงของบุรุษได้เช่นไร
“องค์ชายยังบอกอีกว่า มีเพียงท่านจากโลกนี้ไป พระองค์ถึงจะครองรักกับคุณหนูรั่วเชียนชิงได้อย่างสบายพระทัย”
ประโยคสุดท้ายจากองครักษ์ตู้ช่างเจ็บปวดหัวใจนางยิ่งนัก
รั่วอิงเหยาค่อย ๆ ขาดอากาศหายใจช้า ๆ และจากไปอย่างโดดเดี่ยวในคุกอันมืดมนแห่งนี้
ตุบ! เสียงทุบโต๊ะดังขึ้นครั้งหนึ่ง
“เลือดเย็นที่สุด!”
ฉิงฉิงอ่านนิยายเรื่องล่าสุดของนักเขียนมือทองอย่าง ‘อิงอิง’ เพื่อนรัก 'เรื่องบุปผางามของรัชทายาท' เสร็จถึงกับสะใจจุดจบของนางร้ายในนิยายที่เพื่อนรักแต่ง
“อินล่ะสิ”
“ก็อินแหละ แต่แกเลือดเย็นไปปะ”
“เลือดเย็นตรงไหน ถ้ารั่วอิงเหยาไม่ถูกเก็บ นางต้องหาโอกาสกำจัดน้องสาวเพื่อแย่งพระเอกมาอีก”
“ถึงงั้นก็เถอะ แกฆ่าตัวร้ายไปแล้วแปลว่านิยายใกล้จบแล้วดิ”
อิงอิงหมุนเก้าอี้ที่นั่งอยู่หน้าโน้ตบุ๊กอีกตัวเพื่อตอบคำถามเพื่อนรัก
“ยัง! แกดูพล็อตฉันก่อน”
อิงอิงเปิดบันทึกที่เขียนรายละเอียดของนิยายเรื่องนี้ให้เพื่อนรัก
“นางร้ายอาฆาตแค้น วิญญาณจึงไปสวมร่างอนุรักเพื่อสร้างความวุ่นวายต่อ โห! ฉันว่าแกดูแนวซาดิสเลือดเย็นอยู่นะ สร้างตัวละครมาร้ายแล้วให้ตุยเย่เสร็จ ยังใจดำสร้างนางมาเกิดใหม่ในร่างอื่นเพื่อทำบาปทำกรรมต่อ”
ฉิงฉิงแสดงความคิดเห็นอย่างออกรสออกชาติเมื่ออ่านพล็อตเรื่องของเพื่อนรักเสร็จ
“แบบนี้แหละนักอ่านชอบ ถ้าโลกสวยไป ไม่มีปมอะไร นักอ่านบางคนก็ไม่อ่าน”
“แล้วแกจะให้ยัยรั่วอิงหยาไปสวมร่างอนุรักของใคร”
“ก็ต้องเป็นองค์ชายสามที่จ้องแย่งบัลลังก์กับองค์ชายใหญ่สิ”
“อืม ร้ายคูณสิบเลยทีนี้ ให้พี่น้องฆ่ากันเองใช่ปะ” ฉิงฉิงลองเดาดู
“ใช่” อิงอิงตอบสั้น ๆ
“นี่! สมมตินะสมมติ ถ้าเกิดจู่ ๆ ตัวละครที่แกแต่งเกิดมีจิตอาฆาตแกขึ้นมา แล้วดึงแกไปลิ้มลองรสชาติของเนื้อเรื่องที่แกเขียนถึงพวกเขาด้วยตัวเอง แกจะทำยังไง”
อิงอิงมองหน้าเพื่อนรักด้วยสายตาเป็นประกายพร้อมเรียกชื่อเพื่อนรักเสียงดัง
“ฉิงฉิง”
“ว่า”
“แกเลิกเป็นนางแบบแล้วมาแต่งนิยายเหมือนฉันเถอะ จินตนาการแกล้ำกว่าฉันมาก”
ฉิงฉิงที่อุตส่าห์รอลุ้นว่าเพื่อนจะพูดอะไรถึงกับไถลเก้าอี้ถอยห่างอิงอิงทันทีก่อนจะเอ่ย
“ฉันไม่ถนัดแต่ง ถนัดแต่อ่าน”
“จ้ะแม่คุณ! ฉันก็แค่แนะแนวทางงานเสริมให้เท่านั้น”
“ไม่เอาอะ กลัววันดีคืนดี ตัวละครในนั้นจะอาฆาตแล้วมาเข้าฝัน ฮึย! แค่คิดก็ขนลุกแล้ว”
ฉิงฉิงพูดไปลูบแขนตัวเองไป
“แกก็แต่งนิยายโลกสวยไปสิ”
“ไม่อะ รออ่านนิยายแกดีกว่า”
อิงอิงเบ้ปากใส่ฉิงฉิงที่นั่นก็ติ นี่ก็ติง แต่พอให้ลองเองกลับไม่เอา
ติ๊ง!
จู่ ๆ แจ้งเตือนจากอีเมลก็ดังขึ้น
อิงอิงรีบกดเปิดอ่านทันทีโดยไม่คิดว่าจะเป็นไวรัสแต่อย่างใด
“อะไรวะเนี่ย”
อิงอิงเป็นคนเปิดอ่าน แต่คนที่สบถออกมากลับเป็นเพื่อนรักเธอที่กวาดสายตาอ่านข้อความเกือบสิบบรรทัดจบในไม่ถึงห้าวินาที
“สแปมมั้ง”
อิงอิงรีบกดลบทันที ทว่าอีเมลนั้นกลับลบไม่ได้!
“อย่าเป็นไวรัสนะเว้ย”
อิงอิงพยายามลบข้อความนั้นแต่ลบยังไงก็ขึ้น error ตลอดจนเธออยากจะร้องไห้เพราะกลัวงานในเครื่องจะหายเกลี้ยงหมด
“จะว่าไป แกระวังไว้บ้างก็ดีนะ ฉันว่าคำทำนายนั้นอ่านแล้วไม่เหมือนอีเมลลูกโซ่เลย”
ฉิงฉิงสะกิดไหล่เพื่อนรักพร้อมเตือนเสียงแผ่ว เธอรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างเกี่ยวกับคำทำนายที่ถูกส่งมา
“จู่ ๆ ก็มีใครส่งมาทักว่าแกจะดวงกุด ระวังเรื่องที่สูง แกก็จะเชื่อง่าย ๆ เนี่ยนะ”
ถึงแม้อิงอิงจะเป็นนักเขียนนิยาย แต่เธอไม่เคยเชื่อเรื่องดวงหรือเครื่องรางใด ๆ เหตุเพราะเธอเคยพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาหลายหน แต่สุดท้ายที่เธอผ่านทุกอย่างมาได้ล้วนมีแต่สมองและสองมือของเธอ
“ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แกไม่เคยได้ยินหรือไง”
อิงอิงไร้เสียงตอบกลับ เธอกวาดสายตาอ่านข้อความตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมกับสายตาที่หยุดอยู่เพียงแค่ประโยคเดียว
‘นี่คือคำเตือน! คุณกำลังจะดวงกุด ระวังที่สูง จะพลากคุณไปไกลแสนไกล’
เปรี้ยง!
อิงอิงที่สายตาจดจ้องอยู่ที่เนื้อหาอีเมลถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ ๆ ก็เกิดเสียงฟ้าผ่ามาเปรี้ยงหนึ่ง
“บอกแล้วไม่เชื่ออย่าลบหลู่”
ฉิงฉิงกระซิบแผ่วเบาอย่างเย็นยะเยือกใกล้ใบหู
“ถอยไปเลยฉันจะออกไปเก็บผ้า”
อิงอิงว่าจบก็เดินไปที่ริมระเบียงเพื่อเก็บผ้าที่ตากเอาไว้
กึก!
เสียงฟันกระทบกันเมื่อเธอเดินมาที่ริมระเบียงแล้วเผลอมองลงไปด้านล่าง ความสูงจากชั้นสิบทำให้เธอขนลุกเล็กน้อย
วืด ฟิ้ว~
จู่ ๆ ลมหอบใหญ่ก็พัดมาทำให้เสื้อตัวบางของเธอที่ตากอยู่ปลิวหล่นไป อิงอิงที่เหม่ออยู่พอเห็นเสื้อปลิวไปต่อหน้าต่อตาจึงรีบคว้าเอาไว้โดยลืมไปว่าเธอยืนอยู่ริมระเบียงที่มีรั้วกั้นแค่ครึ่งเอวเธอ
“อ๊ะ! กรี๊ด!”
“ยัยอิงอิง!”
ศาลาอู่เซียงเหม่ยฉิงควบม้าเร็วมาถึงจุดหมาย นางแอบมองแผ่นหลังกว้างน่าอบอุ่นของบุรษสวมอาภรณ์ธรรมดาที่ไม่ใช่องรักษ์สกุลหมิงยืนไพล่หลังอย่างสง่า"สู้ ๆ"ให้กำลังใจตนเองเสร็จจึงเดินเข้าไปใกล้ ๆ ส่งเสียงกระแอมไอให้บุรุษที่กำลังเหม่อมองทิวเขาเบื้องล่างรู้สึกตัว"รอนานหรือไม่"คำถามเชิงบอกเล่าดังขึ้นตู้กู่หยวนรีบหันกลับมมองสตรีมาใหม่ทันที"ไม่นานเลย แม่นางเหม่ยนัดข้ามาที่นี่มีเรื่องสำคัญอันใดหรือ"ยิ่งมองใบหน้างดงามของเหม่ยฉิงเรื่องที่ลานกว้างเมื่อคืนยิ่งผุดในหัวจนเกือบความคุมอาการประหม่าไม่อยู่"คือว่า..."พอจะเอาเข้าจริง ทำไมถึงได้เขินอายเช่นนี้กึก!มือหนาเอื้อมมาจับผมสลวยอย่างไม่บอกกล่าว ทำเอาเหม่ยฉิงตกใจตัวแข็งทื่อตู้กู่หยวนยื่นของในมือให้นางดู"ใบไม้ติดผมท่าน""อะ อ้อ ใบไม้นี่เอง"รีบหันหลบหน้าเมื่อรู้สึกว่าตอนนี้นางไม่เป็นตัวของตัวเอง ใบหน้าร้อนผ่าว ในใจคิดสปรก นึกว่าบุรุษอย่างเขาจะ..."แม่นางเหม่ย"ยังควบคุมตนเองไม่สงบ เสียงทุ้มก็เอ่ยเรียกจนต้องหันกลับไปมองเจ้าของเสียง"อ๊ะ!"แทนที่จะเห็นเพียงตู้กู่หยวน แต่กลับเห็นดอกไม้ช่อหนึ่งที่การจัดแต่งเหมือนในโลกของนางถูกยื่นมาให้ ท่าทางของตู้
:: เคียงคู่นิรันดร์ ::อรุณรุ่งของวันใหม่เริ่มขึ้น รั่วอิงเหยาให้สาวใช้ไปเชิญเหม่ยฉิงมายังสวนพฤกษาเพื่อสนทนาฉันสตรี"ชาหมื่นบุปผาของท่าน"ที่แท้มีชื่อเรียกเช่นนี้นี่เอง ถึงว่านางเดินมาตั้งไกลยังได้กลิ่นหอมชวนฝันของชานี้"อืม รสชาติดี"จิบคำแรกก็ชื่นใจแล้ว ช่างเป็นของรวเลิศจริง ๆรั่วอิงเหยาตบตีกับตนเองในใจครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงลองเกริ่นขึ้นมาคำหนึ่ง"แม่นางเหม่ยรู้จักเสี่ยวโหวหรือไม่""ใครหรือ?"พูดมาแค่นี้ แซ่โหวก็หลายคนอยู่นะ"เป็นนักแสดงมากความสามารถ หน้าตาหล่อเหลา แถมยังร้องเพลงเพราะด้วย"กึก!ดารา?ร้องเพลงเพราะ?แถมยังหล่อมากอีก!"อิงอิง! นั่นแกใช่ไหม?"เหม่ยฉิงโผเข้าไปกอดรั่วอิงเหยาเมื่อคิดว่านี่คืออิงอิงเพื่อนในโลกของนาง"ฉิงฉิง แกมได้ยังไง หรือว่าแกก็..."ไม่รู้ว่าตนทะลุมิติมาอยู่ในนิยายตนเองนานแค่ไหน จึงได้แต่สงสัยว่าเพื่นรักข้ามมาในนิยายนี้ได้อย่างไรกัน"ฉันไม่รู้ ตั้งแต่แกประสบอุบัติเหตุ ฉันก็แทบบ้า พอเสียแกไปจริง ๆ จึงคิดว่าแกอาจจะห่วงนิยายที่เขียนไม่จบ ฉันเลยรื้อพล็อตแกปรับเปลี่ยนเนื้อหาเล็กน้อย จนสุดท้ายก็ส่งนิยายของแกผสมโรงของฉันจนจยบริบูรณ์ จากนั้นฉันก็รู้สึกง่วงมาก หลัง
'ปากนี้ อยากสัมผัสจัง'ความคิดหยาบคายหนึ่งผุดขึ้นในหัว เหม่ยฉิงค่อย ๆ เผยอปากออกเล็กน้อย ยื่นปากเข้าไปใกล้ ใกล้ และใกล้จนแทบจะสัมผัสริมฝีปากหนาอย่างไม่รู้ตัว หากแต่เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นดับฝันของนาง"กลิ่นในฝันของแม่นาง เป็นกลิ่นเช่นนี้หรือ" เขาถามกระซิบ เสียงทุ้มต่ำพร่ามัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสตรีนางนี้ช่างขยันสร้างปัญหาให้เขาเป็นโรคของหัวใจที่เต้นแรงจนน่ากลัว กลัวว่าความเป็นบุรุษเพศในกายจะลุกโชนจนเผลอทำบางอย่างที่อยู่ในก้นบึ้งของความคิดลงไปเหม่ยฉิงนิ่งงันไปครู่หนึ่งอย่างไร้คำตอบ ใบหน้านวลแดงระเรื่อเหมือนกับถังหูลู่ กลิ่นอายบุรุษเพศตรงหน้าช่างคล้ายกลิ่นสะอาดบริสุทธิ์ของป่าเขา ยิ่งสูดดมยิ่งทำให้นางรู้สึกมึนงงคล้ายคนเมามาย "กลิ่นเช่นนี้แหละ กลิ่นคนที่ขโมยจูบแรกจากข้าไป"คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจตู้กู่หยวนร่างแกร่งถึงกับแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนก หรือนางจะจำได้แล้วว่าวันนั้นที่ริมลำธาร เขาตัดสินใจล่วงเกิน ใช้วิธีนั้นเพื่อป้อนยาช่วยชีวิตนางจริง ๆ"ขะ ข้า คือเรื่อง..."ลิ้นที่เคยคล่องแคล่วกลับพันกันจนพูดไม่ออก เขาอยากจะเอ่ยขอโทษ อยากจะอธิบายว่ามันเป
:: จุมพิตใต้แสงจันทรา ::"อะแฮ่ม!"เหม่ยฉิงเห็นตู้กู่หยวนจู่ ๆ ก็เหมือนหนีอะไร จึงตามออกมาดู"แม่นางเหม่ยเองหรือ"เขาถาม หากแต่กลับไม่กล้าหันมาสบตากับคู่สนทนา"ท่านเจอพ่อครัวแล้วหรือ"รอยเท้าตู้กู่หยวนยังไม่ทันจาง เหม่ยฉิงก็ตามออกมาเจอเขาที่ลานฝึกยุทธ์ของจวนซื่อจื่อ ซึ่งไม่ใช่ทางไปครัวแน่ จึงเอ่ยหยอกล้อคนที่เหมือนมีอะไรไม่พอใจเลยหลบออกมา"ข้าให้สาวใช้นางหนึ่งไปแจ้งพ่อครัวแล้ว แม่นางไม่ต้องกังวล""เหตุใดข้ารู้สึกว่าท่านทำตัวแปลก ๆ ไม่ดีใจหรือที่หาสหายท่านเจอแล้ว""ดีใจ แต่ก็เสียใจ"น้ำเสียงนั้นแฝงความเศร้าเอาไว้"เสียใจที่ซื่อจื่อของพวกท่านจำอะไรไม่ได้หรือ"ตู้กู่หยวนค่อย ๆ เอียงหน้ามองเหม่ยฉิงที่ยืนมือไขว้หลัง เงยหน้าขึ้นมาดวงจันทร์เกือบเต็มดวงด้วยแววตาเป็นประกาย"จำไม่ได้วันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าวันข้างหน้าจะไม่หายนี่" เหม่ยฉิงรีบปลอบ"แม่นางออกมาเช่นนี้ หมิงซื่อจื่อไม่โวยวายหรือ"เมื่อครู่เห็นไม่เอาผู้ใด ยกเว้นนาง"ไม่ต้องห่วง หมิงซื่อจื่อของพวกท่านน่ารัก ข้าบอกอะไรก็ทำตาม ตอนนี้เลยให้เสี่ยวเอินค่อย ๆ รื้อฟื้นความจำให้อยู่"เสียงนั้นยิ่งภูมิใจในฝีมือตนมาเท่าใด คนฟังยิ่งรู้สึกบอกไม่ถ
:: คนงามของข้า ::'ใช่เธอไหม... จะใช่แกจริงๆ หรือเปล่า?'รั่วอิงเหยาจ้องสตรีที่นอนอยู่บนเตียงด้วยหัวใจที่เต้นรัว ใบหน้านี้เหมือนกับเพื่อนรักในโลกก่อนของนางราวกับพิมพ์เดียว แต่เพราะสถานการณ์ยังไม่แน่ชัด นางจึงเลือกที่จะเก็บงำความสงสัยไว้ในใจ แสร้งทำตัวนิ่งสงบเพื่อรอดูท่าที"สวดมนต์เสร็จแล้ว เหตุใดจึงไม่รออยู่ที่เรือนเล่า" หลัวฉางเฟิงเอ่ยถามพลางเอื้อมมือไปจัดสาบผ้าคลุมไหล่ที่เลื่อนหลุดของภรรยาให้เข้าที่ด้วยความทะนุถนอม"สหายของท่านพี่ คือสตรีผู้นี้หรือเจ้าคะ?"รั่วอิงเหยากระซิบถาม แววตายังคงลอบมองเหม่ยฉิงเป็นระยะ"อ้อ นั่นคือท่านหญิงน้อยหมิงเอินเอิน บุตรีเจ้าเมืองเหอโจว" เขาแนะนำแขกผู้สูงศักดิ์ก่อนเป็นอันดับแรก"ถวายบังคมท่านหญิง""ฮูหยินซื่อจื่อช่างงดงามสมคำร่ำลือจริงๆ" คำชมจากสาวน้อยปากหวานทำเอาคนถูกชมถึงกับหน้าแดงด้วยความเขินอาย"ส่วนนั่นคือแม่นางเหม่ยฉิง จอมยุทธ์หญิงที่ช่วยชีวิตเสี่ยวเอินเอาไว้"คำว่า 'จอมยุทธ์หญิง' ทำให้รั่วอิงเหยาชะงักไป ฉิงฉิงเพื่อนรักของนางน่ะหรือจะมีวรยุทธ์สูงส่งปานนั้น คงแค่คนหน้าเหมือนสินะ"ข้ารั่วอิงเหยา หากแม่นางเหม่ยมีเรื่องใดให้ช่วย บอกข้าได้เสมอ""ขอบค
:: ท่านหญิงน้อยผิดหวังแล้ว ::"พี่สาวนี่คือซื่อจื่อหลัวฉางเฟิง.ตอนนี้พวกเราพักอยู่ที่จวนพระองค์""คาราวะซื่อจื่อ"เหม่ยฉิงมองหลัวฉางเฟิงด้วยความเลื่อมใส ความหล่อเหลาบนใบหน้านั้นเป็นดั่งที่อิงอิงเพื่อนนางบรรยายไว้ก่อนจากไปไม่ผิดเพี้ยน"แม่นางไม่ต้องมากพิธี ตอนนี้ท่านรู้สึกเช่นไรบ้าง"หลัวฉางเฟิงถามอย่างเป็นห่วง"ข้ารู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้นกว่าตอนนั้น แต่กลับร้อน ๆ หนาว ๆ เหมือนจะมีไข้ แค่ก แค่ก"กล่าวไปก็ไอไป หสกแต่มือข้างหนึ่งกลับล้วงลงไปในผ้ามผืนบาง ตัวนางงอเล็กน้อย คิ้วก็ขมวดยุ่งเข้าหากัน"พี่สาวเป็นอะไรอีกแล้ว ท่านไม่สบายตรงไหนหรือ"หมิงเอินเอินรีบถามอย่างร้อนรนเมื่อเห็นท่าทางที่ดีได้แค่ประเดี๋ยวก็เหมือนคนเจ็บปวดอีกครั้ง"เหมือนว่า....เหมือนว่าข้าจะ"พูดไปก็กัดฟันต่อสู้กับความเจ็บปวด"องครักษ์ตู้ไปตามหมอหลวงแล้ว ท่านอดทนรอก่อน"หลัวฉางเฟิงก็เริ่มร้อนใจ หมอประจำจวนบอกแล้วมิใช่หรือว่าถอนพิษได้หมดแล้ว แต่เหตุใดสตรีบนเตียงถึงใบหน้าซีดเผือด แถยังดูอิดโรยอยู่"คือว่า เรื่องนี้ค่อนข้างน่าอาย ซื่อจื่อพอจะหาสตรีมาคุยกับข้าเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่"แม้จะดูเสียมารยาทที่ขอแบบนั้นทั้ง ๆ ที่เป็นผ







