ชื่อของผู้เขียนที่อยู่เบื้องหลัง 'The 7 Habits of Highly Effective People' คือ Stephen R. Covey และผลงานชิ้นนี้กลายเป็นหนังสือแนวพัฒนาตัวเองที่คนนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อพูดถึงการจัดการชีวิตและการเป็นผู้นำ
ผมมักอธิบาย Covey ว่าเป็นคนที่ผสมปรัชญาเชิงจริยธรรมเข้ากับเครื่องมือปฏิบัติได้จริง เขาไม่ได้ขายสูตรลัด แต่เสนอกรอบคิด เช่น การเป็น 'เชิงรุก' (Be Proactive), การเริ่มด้วยจุดหมายปลายทางในใจ (Begin with the End in Mind), และการมองหา 'ชนะ-ชนะ' (Win-Win) ที่ได้ผลกับทั้งงานและความสัมพันธ์ นอกจาก 'The 7 Habits' แล้ว งานที่ผมชอบอ้างถึงเมื่อต้องการยกระดับการเป็นผู้นำคือ 'Principle-Centered Leadership' ซึ่งขยายความคิดเรื่องการนำที่ยึดหลักการมากกว่าการยึดเทคนิคเฉพาะหน้า
หลังจากอ่าน 'The 7 Habits of Highly Effective People' ผมเอาหลักการบางอย่างไปปรับใช้ในการจัดลำดับความสำคัญและการบริหารเวลา จึงอยากชวนเล่าเรื่องอีกเล่มของ Covey ที่สัมพันธ์กันคือ 'First Things First' ซึ่งเขียนร่วมกับ A. Roger Merrill และ Rebecca R. Merrill
กรอบคิดที่เปลี่ยนมุมมองการทำงานของผมหลายปีมาจาก Stephen R. Covey ผู้เขียน 'The 7 Habits of Highly Effective People' ซึ่งเป็นงานที่เน้นการพัฒนาตัวเองในเชิงนิสัยและค่านิยม
บ่อยครั้งที่ฉันชอบพูดถึง 'The 7 Habits' พร้อมกับงานที่ทำให้คิดลึกขึ้นของ Stephen R. Covey อย่าง 'The 3rd Alternative' เพราะมันเสนอวิธีแก้ปัญหาแบบก้าวข้ามการโต้แย้งแบบสองฝั่ง
หนึ่งในแนคิดที่เปลี่ยนการจัดการชีวิตผมไปได้ไกลคือการอ่าน 'The 7 Habits of Highly Effective People' แล้วลองเอาแต่ละข้อมาใช้แบบไม่หนักหัว
นิสัยแรก 'Be Proactive' สอนให้เห็นว่าการตอบสนองคือจุดเริ่ม ไม่ใช่เหตุการณ์ภายนอกเสมอไป ผมเริ่มฝึกโดยตั้งคำถามแบบเล็กๆ ทุกเช้า เช่นวันนี้ผมจะเลือกตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างไร แทนที่จะให้สิ่งแวดล้อมมาขับเคลื่อนอารมณ์หรือการตัดสินใจ
นิสัยอื่นๆ อย่าง 'Begin with the End in Mind' กับ 'Put First Things First' ช่วยผมจัดลำดับความสำคัญจริงๆ ส่วนข้อที่เน้นความสัมพันธ์อย่าง 'Seek First to Understand' และ 'Think Win-Win' เปลี่ยนวิธีคุยกับคนรอบข้าง ทำให้มีช่องว่างให้คนอื่นแสดงออกมากขึ้น และสุดท้าย 'Synergize' กับ 'Sharpen the Saw' คือแผนบำรุงรักษาที่ทำให้ผลลัพธ์ยั่งยืนกว่าแค่การทำงานหนักเพียงอย่างเดียว
เมื่อผมเอานิสัยพวกนี้มาผสมกัน ในบางโปรเจ็กต์ที่เคยชุลมุนก็เริ่มมีกรอบคิดชัดขึ้น งานเดินไวขึ้นและความสัมพันธ์ไม่พังระหว่างทาง — นั่นคือสิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้ยังติดตัวผมมาเสมอ