- การแสดง: ฉันรู้สึกว่าภาคนี้ให้ความสำคัญกับการสื่ออารมณ์ผ่านการแสดงสีหน้าและภาษากายของวานรมากกว่าการใช้บทอธิบายยาว ๆ ซึ่งต่างจาก 'Rise of the Planet of the Apes' ที่เน้นจุดกำเนิดและปฏิกิริยาทางวิทยาศาสตร์
ฉันยังชอบการที่เรื่องเล่าไม่ได้พยายามทำให้ทุกอย่างขาวหรือดำ แต่จับความสับสนวุ่นวายของการเปลี่ยนผ่านอำนาจไว้—มีการสูญเสียทั้งสองฝ่ายและคำถามเชิงศีลธรรมถูกทิ้งไว้ให้ผู้ชมคิดต่อ ต่างจาก 'Battle for the Planet of the Apes' ที่โทนอาจชวนให้มองหาทางออกเชิงสันติภาพมากกว่า ภาคนี้เลือกเส้นทางที่เข้มข้นและท้าทายมากกว่า ซึ่งทำให้ฉันออกจากโรงด้วยความคิดค้างและภาพบางฉากที่ยังวนอยู่ในหัว
แฟนหนังแนวแอ็กชัน-ดราม่าที่ต้องการเข้าใจเนื้อเรื่องและตัวละครอย่างรวดเร็วมักจะเริ่มจาก 'Rise of the Planet of the Apes' เพราะมันเป็นประตูที่ดีที่สุดสำหรับคนเพิ่งเข้ามาในจักรวาลนี้
ผมชอบวิธีที่หนังภาคนี้เล่าเรื่องบุคคลหนึ่งที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด — ไม่ได้เน้นแค่การต่อสู้เท่านั้นแต่ยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับลิงและปมจริยธรรมเรื่องการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการแสดงและเทคนิคโมชั่นแคปที่ทำให้ตัวละครหลักมีมิติ ผมรู้สึกว่าเข้าใจเหตุผลที่ทำให้สงครามเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าดูแค่ฉากแอ็กชัน
ถ้าดูภาคนี้แล้วอยากต่อ ควรไปต่อที่ 'Dawn of the Planet of the Apes' และปิดด้วย 'War for the Planet of the Apes' เพื่อเห็นภาพพัฒนาแบบเป็นสายยาว ทั้งสามภาคเชื่อมโยงกันชัดเจนและให้ความต่อเนื่องทางอารมณ์ซึ่งช่วยให้เข้าใจแรงจูงใจของตัวละครได้ครบกว่า เรียกได้ว่าถ้าอยากเข้าเรื่องเร็วและมีอรรถรสมากสุด เริ่มที่ภาคปี 2011 เลย