ต่อมาก็มีภาคต่ออย่าง 'The Mummy Returns' และสปินออฟอย่าง 'The Scorpion King' ที่ขยายจักรวาลของเรื่องให้เห็นมุมของปิรามิดในแบบแอ็กชันเต็มสูบกับฉากต่อสู้บนบันไดหินและห้องพิธีกรรม ส่วนถ้าจะพูดถึงการใช้ปิรามิดเป็นฉากสเกลยักษ์แบบไม่กลัวงบ 'Transformers: Revenge of the Fallen' ยกสนามรบมาวางหน้าปิรามิดและเล่นเอฟเฟกต์จนตาเบิกกว้าง แม้โทนจะต่างจากหนังผจญภัยคลาสสิก แต่ก็แสดงให้เห็นว่าปิรามิดยังคงเป็นสัญลักษณ์อำนาจและความลึกลับที่ผู้สร้างหนังสามารถเล่นได้หลายแบบ
'Stargate' (1994) นำปิรามิดไปผูกกับประตูลึกลับและการเดินทางข้ามมิติ ทำให้ปิรามิดกลายเป็นประตูสู่จักรวาลอื่น มากกว่าแค่สุสานเก่า 'Gods of Egypt' เลือกโชว์ความอลังการของเทพนิยายอียิปต์พร้อมฉากปิรามิดเป็นฉากหลังของการต่อสู้ยุคเทพเจ้า ในอีกสไตล์หนึ่ง 'Night at the Museum' ใช้ปิรามิดและนิทรรศการอียิปต์เพื่อสร้างความสนุกครอบครัว เมื่อสิ่งของในพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ปิรามิดจึงกลายเป็นเวทีคอมิดี้มากกว่าจะน่ากลัว สุดท้าย 'The Prince of Egypt' แม้ว่าจะเป็นแอนิเมชัน แต่ฉากพีระมิดและภาพสเกลของกรุงอียิปต์ในหลายฉากทำให้ความยิ่งใหญ่เชิงประวัติศาสตร์ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงาม