تسجيل الدخولเมื่อผู้นำสูงสุดได้กลับมา เขาตั้งใจที่จะมีชีวิตที่เรียบง่าย สงบสุข แต่เขาก็ได้ถูกทุกคนดูถูกดูแคลน เมื่อในวันแต่งงานของเขา เขาได้โบกมือเรียกเก้ามหาเทพแห่งสงคราม เทพแห่งสงครามทั้งเก้าต่างเข้ามาคุกเข่าและเรียกเขาว่า นายท่าน...
عرض المزيدบรรยากาศหน้าลานเกียร์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ในช่วงสายเต็มไปด้วยความจอแจของนักศึกษา เสียงพูดคุยหยอกล้อดังสลับกับเสียงเครื่องยนต์ของรถที่ขับผ่านไปมา
ทว่าเมื่อร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวพ้นกรอบประตูทางเข้าตึก เสียงจอแจรอบบริเวณกลับค่อยๆ เงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย นักศึกษาหลายคนพร้อมใจกันขยับตัวหลบ เปิดทางเดินให้กว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ สายตานับสิบสิบจดจ้องไปยังจุดเดียวกันด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นผสมความอยากรู้อยากเห็น
ครอสในวัยยี่สิบสามปีกวาดสายตาคมกริบมองตรงไปข้างหน้า ใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยแผลเป็นจางๆ ตรงหางคิ้วซ้ายเรียบตึง ไม่แสดงอารมณ์ใด เสื้อช็อปสีเลือดหมูที่พาดอยู่บนบ่ากว้างไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย เขากลับมาเรียนอีกครั้งในฐานะนักศึกษาปีสามหลังจากดรอปเรียนไปจัดการปัญหาธุรกิจของครอบครัวนานถึงสองปีเต็ม
ความเงียบสงัดถูกทำลายลงเมื่อฝีเท้าของใครอีกคนก้าวเข้ามาขวางหน้า
"นึกว่าจะเบี้ยวไม่มาซะแล้วไอ้คุณชาย"
เจคล้วงกระเป๋ากางเกง ยืนฉีกยิ้มกวนประสาทรอรับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของตัวเอง ท่าทางสบายๆ ของเจคดูขัดกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวคนตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง
"กูรับปากแม่ไว้แล้ว มึงก็รู้" น้ำเสียงทุ้มต่ำตอบกลับห้วนจัด ครอสไม่ได้หยุดเดิน เจคจึงต้องหมุนตัวก้าวตามไปติดๆ
"เออ รู้ครับรู้ แต่หน้ามึงตอนนี้นี่พร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อเลยว่ะ ปรับโหมดหน่อยไหมเพื่อน ที่นี่มหาลัย ไม่ใช่บ่อนกาสิโนของมึง ไม่มีใครกล้าเดินมาแทงข้างหลังมึงตอนกำลังกินข้าวหรอก"
ครอสปรายตามองเพื่อนสนิทด้วยแววตาติดรำคาญ สันกรามคมนูนขึ้นเล็กน้อยจากการขบกัดฟัน เขาเพิ่งกลับมาเหยียบสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านแบบนี้เป็นวันแรก ความเคยชินจากการต้องระแวดระวังตัวตลอดเวลาในโลกสีเทายังคงเกาะกินอยู่ในสัญชาตญาณ
"กูรำคาญคนเยอะ มึงมีที่เงียบๆ ให้กูสูบบุหรี่ไหม"
"หลังตึกคณะเลยครับลูกพี่ รกหน่อยแต่ไม่มีใครกล้าไปเดินเพ่นพ่านแน่นอน รปภ. ก็ขี้เกียจเดินไปตรวจ" เจคพยักพเยิดหน้าไปทางด้านหลังอาคารเรียนรวม
ครอสไม่ตอบรับอะไรนอกจากหมุนตัวเปลี่ยนทิศทางเดินไปตามที่เพื่อนบอกทันที เขาทิ้งเจคให้ยืนมองตามแผ่นหลังกว้างไปเงียบๆ
อีกด้านหนึ่งของตึกคณะ อลิซนั่งกำโทรศัพท์มือถือแน่นจนข้อพ้องขาว แผ่นหลังบางพิงผนังปูนหยาบกระด้างเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว ลมหายใจของเธอสะดุดเป็นห้วง ดวงตากลมโตสั่นระริกขณะกรอกเสียงลงไปตามสาย
"หนูบอกพ่อแล้วไงคะว่าเดือนนี้หนูไม่มีให้แล้ว ค่าเทอมหนูก็ต้องหาจ่ายเอง พ่อจะเอาเงินไปให้ผู้หญิงคนนั้นอีกทำไม"
เสียงหวานสั่นพร่า พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ก้อนสะอื้นหลุดลอดออกไป ปลายสายตอบกลับมาด้วยถ้อยคำที่ทำให้คนฟังปวดหนึบไปทั้งหัวใจ
"แกมันก็เห็นแก่ตัวเหมือนแม่แกนั่นแหละ ฉันอุตส่าห์เลี้ยงแกมาจนโต โอนเงินมาให้ฉันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะให้คนไปตามเก็บที่มหาลัย"
คำขู่ของคนเป็นพ่อทำให้อลิซเม้มริมฝีปากล่างจนห้อเลือด สองมือเล็กสั่นเทา เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสกัดกั้นความอ่อนแอ
"หนูไม่ให้ค่ะ ต่อให้พ่อจะด่าหนูยังไงหนูก็ไม่มีให้ พ่อไปบอกให้เมียใหม่พ่อหาเงินเอาเองบ้างเถอะ อย่ามายุ่งกับหนูอีก"
เธอชิงกดตัดสายทันทีโดยไม่รอฟังคำด่าทอระลอกถัดไป อลิซรีบยัดโทรศัพท์ลงในกระเป๋าสะพายข้างผ้าแคนวาสใบเก่า หยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาถูกปาดทิ้งอย่างลวกๆ เธอเพิ่งอายุยี่สิบปี เป็นเพียงนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ปีสอง แต่กลับต้องแบกรับภาระที่ไม่ได้ก่อเพียงเพราะพ่อแท้ๆ หลงเมียใหม่จนหน้ามืดตามัว
ทว่าความสงบอยู่กับเธอได้เพียงไม่กี่วินาที เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนมากกว่าหนึ่งคนก็ดังขึ้นจากหัวมุมตึก อลิซเงยหน้าขึ้นมอง ชายฉกรรจ์แปลกหน้าสองคนในชุดเสื้อยืดสีทึบกำลังเดินตรงดิ่งมาหาเธอด้วยสายตาคุกคาม ท่าทางการเดินและการแต่งตัวบงบอกชัดเจนว่าไม่ใช่คนในมหาวิทยาลัย
สัญชาตญาณระวังภัยสั่งให้อลิซผุดลุกขึ้นยืนทันที เธอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว สองมือกำสายกระเป๋าสะพายแน่น
"คุณนายให้พวกฉันมาเอาเงินส่วนของเดือนนี้" หนึ่งในนั้นพูดขึ้นพร้อมกับแบมือออกไปตรงหน้า น้ำเสียงหยาบกระด้างเต็มไปด้วยการข่มขู่
"ฉันไม่มี กลับไปบอกนายจ้างของพวกนายซะว่าไม่ต้องส่งคนมาขู่ฉันที่มหาลัยอีก ที่นี่มีกล้องวงจรปิดทุกมุม ถ้าพวกนายขยับเข้ามาอีกก้าวเดียวฉันจะร้องให้คนช่วย" อลิซพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น เธอเชิดหน้าขึ้นสู้แม้ในใจจะกลัวจนแทบยืนไม่อยู่
"อย่ามาเล่นลิ้นกับพวกฉันอีหนู คุณนายบอกว่าเพิ่งเห็นแกลงรูปรับงานวาดภาพได้เงินมาหลายพัน ส่งกระเป๋าใบนั้นมาซะดีๆ"
ชายอีกคนไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งตัวเข้ามากระชากสายกระเป๋าผ้าของอลิซอย่างแรง หญิงสาวเบิกตากว้าง สองมือรีบคว้าสายกระเป๋าของตัวเองไว้แน่นและออกแรงยื้อสุดชีวิต
"ปล่อยนะ นี่มันเงินของฉัน ฉันต้องเอาไปจ่ายค่าเทอม ปล่อย" อลิซตะโกนเสียงดังลั่น พยายามสะบัดตัวหนีแต่สู้แรงผู้ชายตัวโตไม่ได้
ชายคนที่สองเห็นท่าไม่ดีจึงปราดเข้ามาช่วยล็อกแขนเธอไว้แน่น แรงบีบที่ต้นแขนทำให้อลิซนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
"ฤทธิ์เยอะนักนะนังเด็กนี่ เอามานี่"
ตราบใดที่มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการบ่มเพาะโอสถของเขา ทั้งสองคนจะทำอะไรตามต้องการก็ย่อมได้ สิ่งนั้นไม่กระทบอะไรกับเขาเลย“ถึงฉันจะดูแคลนหมอนี่ แต่เขาก็ยังกล้าเสมอ เขาก็คงจะมีความสามารถอยู่บ้าง เขาน่าจะผ่านสองขั้นตอนแรกได้อย่างไม่มีปัญหา” เกรย์สันพูดอย่างชัดเจนรูดี้มองไปที่เกรย์สันด้วยรอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้าแล้วตอบว่า "นายดูมั่นใจกับหมอนี่มากเลยนะ ฉันจะคิดว่าทุกครั้งที่เขาพูดก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งหมด“ฉันคิดว่าเขาอาจจะไปถึงขั้นที่สองก่อนที่เขาจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง! ฉันอยากเห็นจริง ๆ ว่าถ้าล้มเหลวขึ้นมา เด็กสารเลวคนนี้จะสู้หน้าเราได้ยังไง”เกรย์สันสูดหายใจเข้าลึก ๆ เขารู้สึกได้ว่าความโกรธของรูดี้ที่มีต่อเฟนด์นั้นลึกซึ้งกว่าของเขามากดวงตาของรูดี้ลุกเป็นไฟ เห็นได้ชัดว่าเขาเกลียดเฟนด์มากเพียงใดเกรย์สันหัวเราะอย่างเย็นชา "แล้วมาดูกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ฉันคิดว่าเขาน่าจะสามารถไปถึงขั้นตอนสุดท้ายได้ ถ้าเขาสามารถควบรวมอักขระทางยาได้ถึงร้อยเม็ดเขาก็น่าจะมาถึงระดับนั้น"หลังจากที่ทั้งสองพูดเรื่องเหล่านั้นออกมา พวกเขาก็ปิดปากเงียบพร้อม ๆ กับการมองดูเฟนด์โดยไม่พูดอะไรพวกเขามอง
ผู้อาวุโสฮอร์สท์กระแอมเล็กน้อยในขณะที่เขาพูดต่อ “หลังจากที่เธอบ่มเพาะโอสถได้สำเร็จแล้ว ให้นำโอสถมาให้ฉันตรวจสอบ พวกเธอจะมีเวลาในการทดสอบทั้งสิ้นแปดชั่วโมง ถ้าเธอไม่สามารถบ่มเพาะโอสถได้ภายในแปดชั่วโมง ก็จะแปลว่าไม่ผ่านการทดสอบ ดังนั้นอย่าได้ช้าเกินไป”พวกเขาทั้งสามพยักหน้าแทบจะพร้อมกัน หลังจากผู้อาวุโสฮอร์สท์ให้คำแนะนำแล้ว เขาก็จัดให้มีคนงานสองสามคนคอยเป็นคนตรวจ มีผู้ดูแลยืนอยู่ด้านหลังทั้งสามคนเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรผิดพลาดหลังจากนั้นผู้อาวุโสฮอร์สท์ก็หันกลับมาและไปหาผู้สอบคนอื่น ๆ รูดี้หรี่ตาลง ขณะที่เขาเหลือบมองเฟนด์และพูดว่า "ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการบ่มเพาะโอสถระดับหกคือขั้นตอนสุดท้าย แต่ขั้นตอนแรกก็ไม่ง่ายเช่นกัน ถ้านายรู้ว่าทำไม่ได้ ก็อย่าทำให้ต้องสิ้นเปลืองวัตถุดิบเลย ของพวกนี้ล้วนมีราคาค่างวด ต่อให้นายจะขายตัวเองเป็นทาสก็ยังไม่พอให้ซื้อของพวกนี้!”เฟนด์ถอนหายใจออกเบา ๆ หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านั้น ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าเขาเบื่อเกินกว่าจะอ้าปากพูดด้วยซ้ำ เขาตัดสินใจที่จะเพิกเฉยต่อผู้ชายคนนั้นและทุกสิ่งที่จะออกมาจากปากเขา ถึงโต้ตอบไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี
เกรย์สันหรี่ตาลงขณะที่เขามองเฟนด์ด้วยความโกรธเช่นกัน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ดูเหมือนว่าวันนี้ นายจะมาที่นี่เพื่อหาเรื่องขายหน้าให้กับตัวเองเท่านั้น"หลังจากพูดจบเกรย์สันก็หันหลังกลับและเงียบไป เสียงความขัดแย้งหยุดลง และทุกคนรอบ ๆ ก็เริ่มกระซิบกระซาบกันผู้อาวุโสฮอร์สท์มองเฟนด์อย่างมีความหมาย ราวกับว่าเขามองเฟนด์ในมุมมองที่ต่างออกไป ทันใดนั้นผู้อาวุโสฮอร์สท์ก็อยากรู้เรื่องของเฟนด์อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ในขณะนั้นเขาไม่อาจพูดอะไรออกมาได้เมื่อเขาเห็นว่าทุกคนได้จับกลุ่มกันเรียบร้อยแล้ว ผู้อาวุโสฮอร์สท์ก็โบกมือแล้วพูดว่า "มากับฉัน!"ทุกคนติดตามผู้อาวุโสฮอร์สท์ไปเป็นกลุ่ม ๆ ผู้อาวุโสฮอร์สท์เข้าไปในเรือวิญญาณ ภายในเรือเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังรีบร้อนพวกเขาเดินตามหลังผู้อาวุโสฮอร์สท์ไปอย่างใกล้ชิด เดินลัดเลาะไปตามทางก่อนจะมาถึงห้องกว้างขวางในที่สุด ห้องกว้างขวางมากจนเรียกได้ว่าห้องโถงเลยทีเดียวทันทีที่พวกเขาก้าวเข้าไปในห้อง ทุกคนก็สามารถสัมผัสได้ถึงรังสีของโอสถที่หนาแน่นรอบ ๆ บรรยากาศ พื้นที่ในห้องนี้ใหญ่เกินพอสำหรับพวกเขาแปดสิบคนเฟนด์ประเมินสถานการณ์เล็กน้อย ห้องนี้ใหญ่พอที่จะรองรับคน
พวกเขาถาโถมข้อกล่าวหาและดูหมิ่นมามากเกินไป ถึงเขาจะไม่อยากโต้เถียงกับคนพวกนี้ แต่เขาก็ยังถูกบังคับให้ต้องเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้า ๆ อยู่วันยันค่ำเขามองเข้าไปในดวงตาของรูดี้ซึ่งเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ราวกับเขาเป็นเพียงแมลงในสายตาของรูดี้เฟนด์หัวเราะอย่างเย็นชา “แล้วนายได้ยินเสียงสุนัขที่เห่าดังที่สุดแล้วหรือยังล่ะ?”คำพูดเหล่านั้นสามารถเยาะเย้ยทุกคนที่นั่นได้สำเร็จ เขาเปรียบเทียบกิลเบิร์ตกับสุนัขและเย้ยหยันทุกคนที่ฟังสุนัขตัวนั้นเห่า มันทำให้การแสดงออกบนใบหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปกิลเบิร์ตเกือบจะลืมความโกรธของตัวเองไปแล้ว เขาไม่อยากจะเชื่ออะไรด้วยซ้ำว่าเฟนด์จะสามารถขจัดคำดูถูกดูแคลนทั้งหมดลงได้ แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นกิลเบิร์ตหันกลับมาจ้องมองเฟนด์ด้วยใบหน้าแดงก่ำจากความโกรธเขาอยากจะตะโกนกลับแต่ถูกรองเหรัญญิกปรามไว้ "ดูเหมือนว่านายจะไม่อยากเข้าร่วมการทดสอบแล้วสินะ!"ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวก็ทำให้กิลเบิร์ตไม่อาจพูดอะไรออกมาได้อีก กิลเบิร์ตตระหนักได้แล้วว่าเขาได้ทำให้รองเหรัญญิกขุ่นเคืองอย่างหนักหากเขายังคงยืนกรานที่จะต่อปากต่อคำกับเฟนด์ รองเหรัญญิกอาจจะดึงเขาออกไปจริง ๆ แล้วเขาจะ
คำพูดของเฟนด์ทำให้แม้แต่เมย์นาร์ดต้องเบิกตากว้าง คนอื่น ๆ มองดูเฟนด์ด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น และเฟนด์ก็เม้มริมฝีปากอย่างช่วยไม่ได้โดยปกติเขาจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แต่ผู้คนที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่มีพลังที่น่ากลัวเลย แม้ว่าพวกเขาอยากจะทำอะไรบางอย่างกับเขา พวกเขาก็ไม่อาจหยุดยั้งเฟนด์จากการหลบหนีได้
“สิ่งที่นายพูดอาจจะฟังดูเข้าท่า แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่ามันน่าจะมีเหตุผลอื่น…”“ทำไมทุกคนถึงออกห่างจากหัวข้อหลักมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนไม่ได้ยินสิ่งที่รูดี้พูดเหรอ? เขาต้องการสกัดโอสถระดับหก! นั่นมันหมายความว่าอะไร! มันก็หมายความว่าพรสวรรค์ของรูดี้เทียบเท่ากับเกรย์สันไงล่ะ!"“เราไม่มีทางแข่งกับคนพวกนี้ได้หร
เฟนด์ได้ยินคำพูดของรองเหรัญญิกและได้แต่ครุ่นคิด จากคำพูดของรองเหรัญญิก สถานการณ์ดูเหมือนจะเริ่มแปลกขึ้นเรื่อย ๆด้วยพรสวรรค์ของเกรย์สัน ไม่มีทางที่สำนักปักษาสีชาดจะปล่อยเขามาแบบนี้ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็พบว่ามันต้องมีเรื่องลึกเบื้องหลังอะไรนอกจากนี้เขามาที่นี่เพื่อจะมาเป็นบัณฑิต ซึ่งเทียบอะไรไม่ได้กับตำ
เฟนด์ขอบคุณไบรอนอย่างเคร่งขรึม แต่ไบรอนโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ “ไม่เป็นไรหรอก ฉันทำไปเพราะทนกับพฤติกรรมของธีโอไม่ได้ก็เท่านั้น”ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนคำพูดไม่กี่คำก่อนที่เฟนด์จะส่งไบรอนกลับไปเวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ และหลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เสียงของชายชราผู้นั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง "หมดเวลาแล้ว! ทุกคนสามารถขึ
التقييمات
المراجعاتأكثر