ฉันชอบเปรียบเทียบผลงานเสียงของ 'Hotarubi no Mori e' กับงานของผู้แต่งคนเดียวกันใน 'natsume yuujinchou' เพราะโทนละมุนและการใช้เมโลดี้ซ้ำเป็นลายเซ็นเหมือนกัน Makoto Yoshimori เป็นผู้แต่งเพลงประกอบให้กับ 'Hotarubi no Mori e' และเพลงหรือธีมหลักที่ผู้ฟังมักจดจำคือชิ้นที่มีชื่อตรงกับภาพยนตร์เองซึ่งถูกใช้เป็นจุดเชื่อมเรื่องราวระหว่างฉากต่าง ๆ
ฉันรู้สึกว่าเสียงที่ค่อย ๆ ไหลออกมาในซีนนั้นเป็นหัวใจของเรื่อง เพราะมันไม่ได้พยายามโจมตีอารมณ์ด้วยท่วงทำนองใหญ่โต แต่เลือกจะสอดแทรกความเปราะบางทีละชิ้น ทำให้ฉากที่ฮอตารุกับกินพบกันในป่าดูอ่อนโยนและยากจะลืม ผู้ที่แต่งเพลงประกอบให้กับ 'hotarubi no mori e' คือ Makoto Yoshimori และชิ้นดนตรีหลักของแผ่นซาวด์แทร็กมักถูกเรียกหรือระบุด้วยชื่อเดียวกับภาพยนตร์คือ 'Hotarubi no Mori e' นั่นเอง
ฉันคิดว่าสิ่งที่ทำให้ฉากลาใน 'Hotarubi no Mori e' ซาบซึ้ง คือการวางธีมดนตรีที่ค่อย ๆ กลับมาเป็นครั้งสุดท้าย เพลงประกอบโดย Makoto Yoshimori ใช้องค์ประกอบเครื่องสายบาง ๆ และเปียโนเป็นแกนหลักของธีม ซึ่งเพลงหลักที่ผู้ฟังมักจำได้ก็มักถูกบันทึกในแทร็กชื่อเดียวกับภาพยนตร์เอง 'Hotarubi no Mori e' ทำหน้าที่เป็น leitmotif ที่เชื่อมต่อความทรงจำของตัวละครกับเรา
ความเงียบของป่าใน 'Hotarubi no Mori e' ยังคงวนเวียนอยู่กับฉันเหมือนกลิ่นใบไม้เปียกหลังฝนตก มันไม่ใช่แค่เรื่องโรแมนติกกับสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนระหว่างคนกับสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ ฉากที่เด็กสาววิ่งตามแสงหิ่งห้อยแล้วพบว่ามันเป็นการเชื่อมต่อชั่วคราวกับโลกอื่น ทำให้ฉันนึกถึง 'Natsume's Book of Friends' — งานชิ้นนั้นมีโทนอบอุ่นเปี่ยมเมตตา และความสัมพันธ์กับยักษ์แมวที่ดูคล้ายความสัมพันธ์แบบปกป้องแต่ก็ห่างไกล
การอ่าน 'Natsume's Book of Friends' ในตอนค่ำ ๆ ให้ความรู้สึกเดียวกับตอนที่ดู 'Hotarubi' คือทั้งสองเรื่องให้เวลาตัวละครได้หายใจ ได้คิด ได้เผชิญกับความเศร้าโดยไม่ต้องเร่งรัดโทนดราม่า มีฉากที่พูดคุยกับวิญญาณแล้วเงียบลง ซึ่งฉันชอบมากเพราะมันเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านได้เติมความรู้สึกเอง ถ้าชอบอารมณ์ที่ละมุนแต่แฝงความเจ็บปวดเล็กน้อย เรื่องนี้จะเป็นเพื่อนอ่านที่ดีในคืนที่อยากร้องไห้แบบเงียบ ๆ