สิ่งที่เพิ่มมิติให้ผลงานคือการที่ 'The Pokémon Company' และ Nintendo เข้ามารับผิดชอบด้านการเผยแพร่และการตลาด สุดท้ายแล้วการร่วมงานกับสตูดิโอแอนิเมชัน เช่น OLM ในเรื่องภาพเคลื่อนไหว ช่วยให้ตัวละครมีชีวิตนอกเกมได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมแฟนทั่วโลกจึงจดจำสไตล์และบุคลิกของโปเกมอนได้อย่างชัดเจน
ในเชิงประวัติศาสตร์สิ่งมีชีวิตตัวนี้ถูกสร้างขึ้นโดยทีมพัฒนาเกมหลักของซีรีส์ซึ่งก็คือ Game Freak และออกวางในฐานะโปเกมอนตำนานของเกม 'Pokémon Ruby' และ 'Pokémon Sapphire' (เปิดตัวในเจนสาม) งานภาพและการออกแบบตัวละครในยุคแรกๆ มักจะมีชื่อของเคน สุกิโมริ ปรากฏในเครดิตเป็นหนึ่งในศิลปินหลักที่วาดสไตล์เริ่มต้น ถึงแม้ว่าสเกตช์และไอเดียสุดท้ายจะผ่านมือคนอื่นในทีมออกแบบของ Game Freak ด้วยก็ตาม
นอกจากเกมแล้วตัวละครนี้ยังถูกนำไปใช้ต่อในสื่ออื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ แอนิเมชันทีวี และผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เกี่ยวข้อง โดยผู้เผยแพร่หลักคือบริษัท Nintendo และองค์กรบริหารลิขสิทธิ์คือ 'The Pokémon Company' ส่วนอนิเมะที่นำตัวละครมาใช้จริงมักเป็นผลงานของสตูดิโอที่ร่วมงานกับแฟรนไชส์เช่น OLM การที่มีทั้งสตูดิโอเกม ศิลปิน และบริษัทจัดจำหน่ายหลายฝ่ายร่วมกันทำให้อัตลักษณ์ของ 'ไค โอ ก้า' ถูกตอกย้ำในหลายมิติ ทั้งในเกมและสื่อเสริม
สรุปสั้นๆ ว่าตัวละครนี้เกิดจากการออกแบบของ Game Freak ร่วมกับศิลปินในทีมภาพ และถูกเผยแพร่ภายใต้แบรนด์ของ Nintendo และ 'The Pokémon Company' — มองแล้วก็ยังชอบความรู้สึกของการออกแบบที่ผสมระหว่างความโบราณของท้องทะเลและพลังธรรมชาติจริง ๆ
เครดิตท้ายเรื่องของ 'Thor' นี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่าโลกของหนังเชื่อมกันอย่างจริงจังและตื่นเต้นมากขึ้น
ฉากคาเมโอที่เด่นที่สุดใน 'Thor' คือการปรากฏตัวของ Nick Fury ซึ่งแสดงโดย Samuel L. Jackson — เขาโผล่มาในซีนหลังเครดิตเพื่อชวน Dr. Erik Selvig ให้มาทำงานกับองค์กรที่ใหญ่กว่า สิ่งนี้ให้ความรู้สึกว่าเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่า และเป็นจุดเชื่อมตรงไปยังภาพยนตร์อื่น ๆ
ผมชอบวิธีที่ซีนเดียวสามารถเปลี่ยนระดับการเล่าเรื่องได้ ทั้งในเชิงแฟนเซอร์วิสและการวางพื้นฐานสำหรับเรื่องราวต่อไป การที่ Samuel L. Jackson โผล่มาแบบไม่คาดคิดยังช่วยกระตุ้นความอยากดูเครดิตจนครบอีกด้วย — เป็นคาเมโอที่ทำงานได้ดีทั้งเชิงเนื้อหาและอารมณ์