“ขึ้นมาขี่หลังพี่สิ เดี๋ยวพี่พาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”“ไม่ดีมั้งคะพี่ทะเล เดี๋ยวหนูเดินไปเองดีกว่า”ในห้องนั้นมีแต่ผู้หญิงเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะผู้ชายจะแยกไปอีกห้องหนึ่ง ถ้าปล่อยให้เขาพาเธอเข้าไปมันคงจะไม่เหมาะ“อย่าดื้อครับ เลือกเอาว่าขี่หลังหรือจะให้พี่อุ้มเหมือนเมื่อกี้”“ขี่หลังก็ได้ค่ะ”ปลาดาวรีบโน้มตัวส่งสองแขนมากอดคอของเขาเอาไว้ ทะเลก็ดันตัวลุกขึ้นยืนพร้อมกับสอดแขนเข้าไปใต้ขาของหญิงสาว พาเธอเดินไปยังห้องแต่งตัว ก็เคาะประตูส่งสัญญาณ“น้องปลาดาวเป็นอะไรคะ”เมย์ที่รับหน้าที่เป็นสตาร์ฟดูแลดรัมเมเยอร์ และคอยเก็บรวบรวมชุดที่เช่ามาให้ครบถ้วน ก็เปิดประตูออกมาแล้วต้องแปลกใจเมื่อเห็นปลาดาวกำลังขี่หลังหนุ่มรุ่นพี่ตัวท็อปของคณะบริหารธุรกิจ และยังอยู่คนละสีกับพวกเธอ“อุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะพี่เมย์”“ฝากช่วยประคองปลาดาวเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยนะครับ”“ได้ค่ะ”เมย์ขานรับ ทะเลก็ย่อตัวแล้ววางปลาดาวลงพื้นอย่างเบาที่สุด แล้วประคองเธอส่งให้กับเมย์ จากนั้นก็ยื่นรองเท้าส้นสูงที่เขาถอดออกตอนประคบข้อเท้าให้ปลาดาว เพื่อให้เมย์นำเข้าไปเก็บไว้ในห้องด้วย“พี่จะรออยู่ด้านนอก”“ค่ะ”เอ่ยจบปลาดาวก็ถูกสาวรุ่น
สองอาทิตย์ต่อมาปลาดาวตื่นขึ้นมาแต่งหน้าแต่งตัวตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เธอได้สวมใส่ชุดเกาะอกสีขาวที่ตกแต่งด้วยผ้าโปร่งทับอีกชั้นตรงหน้าอก กระโปรงความยาวประมาณกลางหน้าขา ด้านในเย็บด้วยผ้าสีชมพูหลายชั้นเพื่อเพิ่มความพองฟูของกระโปรง แต่งเข็มขัดที่เอวสีชมพูประดับด้วยลวดลายความเป็นไทยตรงหัวเข็มขัด สวมสร้อยคอที่ประดับด้วยเม็ดพลอยสีชมพูที่สะท้อนรับกับแสงทอประกาย ทรงผมได้ถูกเซตแล้วรวบไปมัดไว้ครึ่งหัว แล้วสวมมงกุฎไว้บนศีรษะ สวมใส่รองเท้าส้นสูงหุ้มข้อสีขาวมุกในช่วงเจ็ดโมงเช้าก็มีการนัดรวมตัวกันที่ทางเข้าสนามกีฬาของมหาวิทยาลัย ทุกสาขาของคณะบริหารธุรกิจก็ได้จัดตั้งขบวนพาเหรดต่อกันเป็นแถวยาว และสีชมพูก็อยู่ในขบวนที่สองการตั้งขบวนของสีชมพู คนหน้าสุดเป็นคนถือป้าย คนที่สองรับหน้าที่ถือธงสี ต่อมาก็จะเป็นปลาดาวสาวสวยมีออร่าที่เด่นสุดของสาขารับหน้าที่เป็นคทากรหลัก และมีดรัมเมเยอร์ยืนต่อหลังอีกสี่คน ต่อด้วยวงดุริยางค์ เชียร์ลีดเดอร์ และทีมนักกีฬายืนเรียงกันตามลำดับเมื่อได้เวลามือเล็กก็ยกไม้คทาที่ตกแต่งด้วยสีขาวกับสีชมพูชูขึ้นสูง ก่อนจะปล่อยลงมาและรับมาแนบอก และวงดุริยางค์ก็ได้บรรเลงเสียงเพลงขึ้น“มาแล้วเว้ย
ทะเลที่เดินออกมาสูดอากาศเพื่อให้ร่างกายสดชื่น สายตาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวนั่งเล่นชิงช้าอยู่ที่สนามเด็กเล่น จึงเดินเข้าไปหา“ตื่นเช้าเหมือนกันนะ”“พี่ทะเลก็ตื่นเช้าเหมือนกันนะคะ”ตอนนี้เป็นเวลาหกนาฬิกา เพื่อนและรุ่นพี่บางส่วนได้เริ่มตื่นกันแล้วและทยอยไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตา แต่เธอสะดุ้งตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เลยมีเวลามานั่งสูดอากาศบริสุทธิ์อย่างที่เห็น ส่วนเพื่อนรักเธอได้เอ่ยชวนแล้ว แต่ลูกตาลบอกว่าเมื่อวานทาสีจนเมื่อยแขนและแผ่นหลัง ขอนอนพักเอาแรงอีกสักหน่อย“เมื่อคืนนอนหลับดีไหม อากาศร้อนหรือว่าโดนยุงกัดรึเปล่า” ทะเลนั่งลงที่ชิงช้าอีกตัว หันมองใบหน้าหวานแล้วเอ่ยถาม“อากาศเย็นสบายดีค่ะ แต่ก็มียุงนิดหน่อย พี่ทะเลล่ะคะนอนหลับดีไหม”“ก็ตื่นบ่อยเหมือนกันครับ เป็นห่วงเรากลัวจะนอนไม่ได้”“ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง หนูมาด้วยแบบนี้ทำให้พี่ลำบากรึเปล่า”เธอรู้สึกเหมือนเป็นตัวการให้เขานอนหลับไม่สนิท แต่ใบหน้าของเขาก็ไม่ได้อิดโรยเหมือนคนนอนน้อย ยังดูสดใสและยิ้มละมุนให้เธอเหมือนทุกครั้ง“ไม่เลยครับ”ทั้งสองนั่งเล่นชิงช้าพูดคุยกันจนเวลาหกโมงครึ่ง ก็พากันไปที่โรงอาหารเพื่อช่วยชาวบ้านทำมื้อเช้า หลังจากท้องอิ
รถบัสของคณะนักศึกษาได้เดินทางออกจากมหาวิทยาลัยมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนซึ่งอยู่ในชุมชนห่างไกลเป็นระยะทางกว่าเจ็ดสิบกิโลเมตรเมื่อไปถึงหัวหน้ากลุ่มชมรมได้เดินนำนักศึกษาเพื่อเอากระเป๋าสัมภาระไปเก็บยังที่พัก และมารวมตัวกันที่อาคารที่มีคนในชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้อำนวยการของโรงเรียนรวมทั้งคณะครูมายืนรอต้อนรับครึ่งชั่วโมงต่อมาทุกคนก็ได้ช่วยกันหยิบจับอุปกรณ์สำหรับทาสีให้โรงเรียนแห่งนี้คนละไม้คนละมือ และแยกย้ายกันไปยังอาคารเรียน โรงอาหาร รั้วรอบโรงเรียน และลงมือทาสีกันอย่างขะมักเขม้น“ร้อนไหมครับ”เสียงทุ้มเอ่ยถามคนที่ยืนทาสีอยู่ที่โรงอาหารกับเขาอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าปลาดดาวมีเหงื่อผุดซึมตามกรอบใบหน้าหวาน ผิวหน้าของเธอนั้นแดงเป็นสีเลือดฝาด“ร้อนค่ะ แต่หนูทนไหว”หญิงสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าจะยืนทำงานอยู่ตรงนี้มาแล้วกว่าสองชั่วโมง แต่ปลาดาวก็ไม่ปริปากบ่นว่าร้อนหรือเหนื่อยให้ได้ยินท่ามกลางอุณหภูมิสามสิบหกองศาทำให้อากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว เดี๋ยวแดดเดี๋ยวฟ้าครึ้มสลับกันอยู่อย่างนี้ทั้งวัน คนที่มาด้วยอีกกลุ่มก็รับหน้าที่ดูแลเรื่องน้ำดื่มและผ้าเย็น เดินไปบริการแจกจ่ายกันตามจุดต่าง ๆ“น้ำค่ะ เชอร์
รอยยิ้มหล่อที่เผยขึ้นมันกระชากใจดวงน้อยให้กระหน่ำเต้นแรงแข่งกับเสียงที่ดังออกมาจากลำโพง คนตัวเล็กระบายรอยยิ้มเขินอายอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเขาแค่พูดปลอบใจที่เธอเขินจนไม่กล้าดูฉากเหล่านั้น หรือต้องการจะสื่อความหมายใดกันแน่“จับมือ ได้เหรอคะ” ปลาดาวเอ่ยทวนอีกครั้ง“อื้ม มือคู่นี้พี่ให้เราจับได้แค่คนเดียว”ปลาดาวมองใบหน้าหล่อชั่วครู่ก็หลบสายตาที่พร้อมจะทำให้เธอละลาย แล้วหันไปมองหน้าจอสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าแทน ก่อนจะตัดสินใจเลื่อนมือไปวางประสานกับมือของหนุ่มรุ่นพี่ที่วางอยู่บนหน้าขาของเขาแม้ว่ามือที่จับกันอยู่จะทำให้ใช้มืออีกข้างหยิบของกินเข้าปากได้ยากลำบาก แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับคนทั้งสองที่อยู่ในห้องฉายหนังตลอดสองชั่วโมงออกจากโรงภาพยนตร์ทุกคนก็ไปต่อกันที่ร้านอาหารภายในห้างสรรพสินค้า มื้อนี้หนุ่มหล่อใจดีก็อาสาเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวสาว ๆ ก่อนจะเดินย่อยด้วยการชอปปิงตามแพลนที่พวกเธอวางไว้เสียงพูดคุยและรอยยิ้มของปลาดาวที่กำลังเดินดูของกินของใช้กับเพื่อน ไม่ว่าเวลาจะเนิ่นนานกี่นาทีที่ทะเลทำได้แค่เดินเข็นรถสำหรับใส่ของเพื่อรอหญิงสาวเลือกหยิบแล้ววางมันลงในรถเข็น เขาก็ไม่ได้ปร
เช้านี้ปลาดาวรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เธอรีบตื่นก่อนใครเพื่อนแล้วเข้าไปอาบน้ำแต่งตัว ออกมานั่งหวีผมแล้วแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางแบบบางเบา ทาลิปสติกสีแดงอมชมพูระเรื่อที่ริมฝีปาก“นัดสิบโมงนะคุณเพื่อน ตอนนี้เพิ่งจะแปดโมงเองนะ” ลูกตาลเอ่ยแซวเพื่อนรักที่แต่งหน้าไปอมยิ้มไปด้วยความเบิกบาน“ก็ฉันหิวข้าวไง”“อ๋อ หิวข้าวนี่เอง โอเค ๆ พวกฉันจะได้รีบแต่งตัว” ฮารุยกยิ้มเอ่ยตามน้ำ ทั้งที่รู้ทันว่าเพื่อนสาวทำตัวเร่งรีบเพราะอยากไปเจอใครสี่สาวพากันลงไปกินข้าวที่โรงอาหาร นั่งพูดคุยกันเรื่องสัพเพเหระเพื่อรอคอยเวลาที่นัดกันไว้ ประมาณเก้าโมงสี่สิบนาที ทะเลก็ได้ส่งข้อความเข้ามาทะเล : พี่มาถึงแล้วนะครับ แต่ไม่ต้องรีบก็ได้ พี่จะนั่งรอด้านล่างปลาดาว : พวกเราเสร็จแล้วค่ะ เดี๋ยวออกไปหานะคะปลาดาวกดออกจากแชทที่คุยกับหนุ่มรุ่นพี่ก็เอ่ยกับเพื่อนด้วยรอยยิ้ม“พี่ทะเลมาถึงแล้ว”“แหม แค่คุยแชทกันทำไมต้องหน้าแดงด้วยล่ะ” มีนาเอ่ยแซวเพื่อนที่ลุกออกจากที่นั่งเป็นคนแรก“หน้าฉันแดงเหรอ”ปลาดาวรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้องถ่ายรูป เอียงใบหน้าซ้ายทีขวาทีเพื่อดูว่าใบหน้าเธอเป็นอย่างที่เพื่อนพูดหรือเปล่า แล้วก็ได้ยินเสียงห