Masukหลังจากนั้นพะแพงก็ก้มหน้าก้มตาเก็บยอดชาอยู่เกือบชั่วโมงเต็ม หูของเธอยังคงได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจ ที่ดังผสมผสานมากับเสียงชัตเตอร์จากมือถือของพายุที่ดังเป็นระยะ เขาทั้งถ่ายรูปทั้งถ่ายวิดีโอให้เธออย่างเพลินใจ จนเมื่อยอดชาในตะกร้าของหญิงสาวนั้นแน่นเต็มตะกร้า
“พี่พายุคะ! ดูสิคะเต็มแล้ว!”
น้ำเสียงหวานที่ดูตื่นเต้นของเธอนั้นทำให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบ ก่อนจะรีบกดถ่ายภาพเพื่อเก็บรอยยิ้มนั้นของเธอเอาไว้ให้มากที่สุด
“สวยมากเลยครับ ทั้งยอดชาทั้งเจ้าของตะกร้า”
พะแพงเงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าสบตาชายหนุ่มจนต้องเบือนไปมองที่อื่น
และดูเหมือนว่าท่าทางของเธอนั้นจะทำให้พายุรู้สึกมีความสุขไม่น้อย จนต้องยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะเก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกงดังเดิม
“งั้นเราลงไปข้างล่างกันดีกว่าค่ะ”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินมาถอดตะกร้าออกจากแผ่นหลังของเธอนำไปถือไว้ แล้วพาเดินไปยังทางเข้าออกที่มาเมื่อเช้า โดยมีเพียงพอและช่างภาพของไร่ที่เดินตามมาติด ๆ
และแม้ว่าทางด้านเพียงพอกับช่างภาพหนุ่มจะไม่ได้คุยอะไรกันเป็นเรื่องเป็นราว แต่กลับมีความรู้สึกประหลาดที่แผ่ออกมาจากทั้งคู่ บางครั้งก็ดูเหมือนจะเขิน ๆ อาย ๆ จนพะแพงยังเผลอหันไปมองอยู่บ่อย ๆ
พายุเองก็เหมือนว่าจะคิดเช่นเดียวกัน เพราะเขาเองก็หันไปมองทั้งสองคนที่เดินตามมาหลายครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวเขาจึงไม่ได้เอ่ยแซวอะไรลูกน้องออกไปให้ขายหน้า ทำเพียงแค่เดินนำทางทั้งสามคนพาไปยังร้านเช่าชุดด้านล่าง
“ก่อนจะไปหาอะไรกิน เดี๋ยวพี่จะพาทั้งสองคนนำยอดชาไปแปรรูปก่อนนะครับ หิวกันหรือยัง ทนอีกหน่อยได้ไหม”
“แพงหิวไหม”
หลังจากที่ได้ยินคำถามนั้น เพียงพอก็หันไปถามเพื่อนทันที
“ยังไม่หิวเท่าไหร่ เพียงพอละ”
“ยังไม่เท่าไหร่เหมือนกัน”
“งั้นพี่พายุพาพวกเราไปที่โรงงานเลยก็ได้ค่ะ”
พะแพงหันไปบอกชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำให้พายุนั้นพยักหน้าเบา ๆ เป็นการตอบรับ จากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็พากันนั่งรถรางลงจากแนวไร่ชา รถวิ่งไปสู่อีกฟากหนึ่งของหุบเขาช้า ๆ ราวกับอยากให้สองสาวชื่นชมบรรยากาศได้เต็มที่
สายลมเย็น ๆ พัดแรงขึ้นเมื่อรถรางเคลื่อนผ่านทางโค้งทางชันขอรอยต่อระหว่างภูเขาสองลูก พอรถไต่ลงถึงเชิงเขาอีกลูกด้านล่างก็พบเข้ากับโดมสีขาวหลังใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า และที่นี่เองคือโรงงานแปรรูปใบชาที่เป็นหัวใจสำคัญของไร่แห่งนี้
รถรางเคลื่อนเข้าสู่โรงงานช้า ๆ พอชายหนุ่มสแกนบัตรที่มีเฉพาะพนักงานของที่นี่ประตูบานใหญ่ก็เลื่อนเปิดออก กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของใบชาแห้งลอยมาแตะจมูก ทำให้พะแพงนั้นเบิกตากว้างด้วยความสนใจใครรู้แทบจะทันที ความคิดหนึ่งของเธอที่แล่นเข้ามาคือคาดหวังว่าข้างในจะเต็มไปด้วยคนงาน ที่กำลังนั่งเด็ดใบชาเหมือนในหนังหรือละครพื้นบ้าน แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นเครื่องจักรทันสมัยที่เรียงรายตามห้องกระจกต่าง ๆ เท่านั้น
รถรางของเขาเคลื่อนไปช้า ๆ ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรที่ดังสม่ำเสมอจนก้อง พายุมองดูสาว ๆ จากกระจกหลังก่อนจะยกยิ้มเล็กน้อยที่เห็นว่าพะแพงนั้นดูมีท่าทางสนอกสนใจไม่น้อย ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองทางแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ที่นี่เราเน้นพึ่งพาเทคโนโลยีเป็นส่วนมากเพราะต้องการความแม่นยำ ความสะอาด แล้วก็ความรวดเร็ว ถ้าใช้แรงงานคนอย่างเดียว มันไม่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพกับปริมาณ”
พะแพงหันไปมองเขาผ่านกระจกมองหลังแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปกวาดตามองรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าชาเขียวชาขาว เครื่องดื่มที่เธอคุ้นชินนั้นเบื้องหลังจะต้องอาศัยความซับซ้อนขนาดนี้
รถรางค่อย ๆ เคลื่อนลึกเข้าไปจนถึงห้องกระจกขนาดใหญ่ที่เปิดให้เห็นกระบวนการทำงานอีกมุมหนึ่ง ที่นั่นเต็มไปด้วยคนงานหญิงชายเกือบห้าสิบคนนั่งเรียงเป็นแถวด้านหลังโต๊ะยาว เบื้องหน้ามีสายพานที่เคลื่อนตัวช้า ๆ ใบชาสดถูกวางกระจายอยู่บนสายพานนั้น ไหลผ่านไปทีละส่วนอย่างไม่เร่งรีบ พะแพงเผลอเอียงตัวมาข้างหน้าใกล้ ๆ ชายหนุ่มด้วยสีหน้าสงสัย
“ตรงนั้นเขากำลังทำอะไรเหรอคะ”
ชายหนุ่มหันไปมองตามสายตาของเธอก่อนจะเอ่ยตอบ
“อ๋อ นั่นคือการแยกยอดชาตามคุณภาพครับ ใบที่สมบูรณ์ที่สุดจะถูกเลือกออกมาเพื่อนำไปแปรรูปเป็นชาชั้นดี ส่วนที่เหลือก็จะถูกแบ่งไปตามเกรดอื่น ๆ ต่อไป ในส่วนนี้เครื่องจักรพี่คิดว่ายังไม่ตอบโจทย์เท่าใช้สายตาของคนที่มีความรู้เฉพาะทาง”
"ทั้งหมดในนั้นคือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเหรอคะ"
"ใช่ครับ ดูภายนอกอาจจะเหมือนแค่ชาวบ้านธรรมดา แต่ทั้งหมดนั้นคือชาวบ้านที่อยู่กับไร่ชามาตั้งแต่จำความได้ ถูกสอนมาอย่างดีทุกคน"
"ว้าว~"
"น้องพะแพงสนใจไหมครับ พี่สอนได้นะ"
พะแพงเงียบไปชั่วครู่ราวกับว่ากำลังครุ่นคิด ก่อนจะยิ้มให้เขาแล้วพยักหน้าเบา ๆ เป็นคำตอบ เธอหันไปมองใบชาที่กำลังไหลผ่านบนสายพาน จนเมื่อพายุพาทั้งสองมาจอดที่หน้าห้องโล่งขนาดใหญ่ แม้ว่าที่นี่จะดูโล่งแต่ก็มีเทคโนโลยีไม่น้อย จนเมื่อรถรางหยุดนิ่งตรงหน้าห้องคัดแยก พายุก็หันกลับมาพูดกับทั้งสองคนอีกครั้ง
“ตรงนี้เดี๋ยวทั้งสองคนรออยู่ข้างนอกก่อนนะครับ ด้านในต้องผ่านการฆ่าเชื้อเข้มงวดเดี๋ยวพี่จะเอายอดชาที่เก็บมาไปแปรรูปให้”
สองสาวสบตากันเล็กน้อยก่อนพยักหน้าส่งให้เขา แม้ว่าพะแพงจะอยากเข้าไปในนั้นมากเท่าไหร่แต่ก็เข้าใจได้ว่าบางสถานที่ไม่ใช่คนนอกจะเข้าไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังก้าวลงจากรถรางแล้วเดินไปยืนที่ริมทางเดิน มองดูพายุที่เดินเข้าไปยังห้องอบฆ่าเชื้อ เขาสวมชุดป้องกันสีขาวสะอาดตั้งแต่หัวจรดเท้า หน้ากาก ผ้าคลุมศีรษะ และถุงมือครบถ้วน
“นี่มันโรงงานแปรรูปชาหรือห้องแล็บวิจัยกันแน่เนี่ย”
เธอมองดูชายหนุ่มผ่านผนังกระจกใสแจ๋ว หลังจากที่เขาสวมชุดปลอดเชื้อแล้วก็เห็นว่าชายหนุ่มอุ้มถุงซีลใสที่บรรจุยอดชาแน่น ๆ ไปส่งต่อให้พนักงานผู้ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนหัวหน้าทีมคัดแยก ทั้งคู่พูดคุยสั้น ๆ ก่อนที่พนักงานคนนั้นจะพยักหน้าเข้าใจแล้วเดินนำพายุเข้าไปอีกฝั่ง ทำให้พะแพงที่ยืนเกาะผนังกระจกใสราวกับจิ้งจกอยู่ด้านนอกต้องเดินก้าวตามทั้งสองคนด้านในไปสองสามก้าว
เธอมองด้านในที่เป็นห้องขนาดมหึมา มองคร่าว ๆ ก็น่าจะเกิน 4-5 ไร่เต็ม ๆ เห็นจะได้ ที่พื้นเรียงรายไปด้วยเครื่องอบขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก แผงสะท้อนแสงเรียงตัวส่องแสงวาววับ ยอดชาที่ถูกวางบนตะแกรงขนาดใหญ่ถูกแบ่งเป็นล็อก ๆ เป็นระเบียบเรียงรายสุดลูกหูลูกตา ทุกห้านาทีเครื่องกลจะหมุนตะแกรงอัตโนมัติพลิกใบชาให้กลับด้านอย่างช้า ๆ เพื่อให้แสงและความร้อนกระจายทั่วถึง สองสาวที่ยืนอยู่นอกห้องต่างตาโตหันมองหน้ากันด้วยสายตาเป็นประกาย
พายุก้าวตามหัวหน้าพนักงานเข้าไปกลางห้องเครื่องจักรก่อนออกคำสั่งเสียงเรียบ
“ยอดชาพิเศษของวันนี้ รบกวนส่งเข้ากระบวนการแปรรูปให้เรียบร้อยนะครับ”
"ได้ครับเจ้านาย"
หลังจากสั่งงานลูกน้องเรียบร้อยแล้ว ในตอนที่พายุเตรียมจะเดินออกไปหาทั้งคู่ด้านนอกเพราะตอนนี้เหลือแค่รออย่างเดียวเท่านั้น เขาก็เห็นว่าพะแพงกำลังยืนเกาะผนังกระจกมองมาด้านในอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่เพราะท่าทางของเธอมันช่างน่ารักน่าเอ็นดูมาก ทำให้พายุถึงกลับเผลอยิ้มกว้างขำ ๆ ออกมาอย่างไม่รู้ตัว
"แฟนเหรอครับเจ้านาย.. ดูน่ารักดีจังเลยนะครับ"
“นั่นสิ.. ผู้หญิงคนนี้น่ารักจริง ๆ อยากได้ชะมัด เอ๊ย! ไม่ใช่นะพี่ ตอนนี้ยังไม่ใช่แฟนหรอกแต่อีกหน่อยก็ไม่แน่.. น่ารักเนอะ”
คำพูดบ้า ๆ นั่นทำให้พะแพงแทบจะสำลักอากาศทั้งตกใจทั้งเขิน“พี่พูดบ้าอะไรเนี่ย!”หลังจากที่เธอพูดออกมาแบบนั้น ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่รถยนต์จอดสนิทที่หน้าหอพักในเวลาเกือบสี่ทุ่ม ทั้งพายุและพะแพงต่างนั่งนิ่งราวกับถูกกลืนไปกับความเงียบในห้องโดยสาร กระทั่งเสียงทุ้มของเขาเอื้อนเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง“ที่พี่บอกว่าอยากจดทะเบียนสมรสน่ะ.. พี่พูดจริงนะคะ”พะแพงหันไปมองชายหนุ่มเล็กน้อยดวงตากลมโตเบิกกว้างไปด้วยความอึ้ง ก่อนจะกัดริมฝีปากแล้วตอบเสียงเบา“อย่างน้อยผู้ใหญ่ก็ควรรับรู้ใช่ไหมคะ อีกอย่าง.. ไม่ว่าจะคิดยังไง หนูก็ไม่เห็นความเป็นไปได้เลยว่าพี่จะชอบหนูจริง ๆ ได้ ให้เวลาหนูอีกหน่อยได้ไหมคะ”“ไม่มีปัญหาค่ะ เพราะยังไงคนที่จะมาเป็นแม่ของลูกพี่ ก็ต้องเป็นน้องพะแพงคนเดียวเท่านั้น”หญิงสาวกลั้นยิ้มเอาไว้ด้วยความดีใจปนเขินอาย ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ เพราะมหาลัยมีเวลาเปิดปิดประตู หลังจากที่เขาเห็นว่าเธอยืนอยู่หน้ารถแล้ว ชายหนุ่มเองก็ยกมือโบกลาเธอเล็กน้อยก่อนจะเหยียบคันเร่งขับออกไปทันที เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ ห่างออกไปจนเงียบสนิท พะแพงถึงได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก ก่อนที่จะมีมือนุ่มนิ่มข้างหนึ่งมาตบไหล่
พะแพงเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อได้ยินคำสั่งนั้นของผู้เป็นพ่อ รวมทั้งสายตาของพายุที่มองไปยังประมุขของบ้านเองก็ดูจะไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่อีกด้วย เรียกได้ว่าสายตาของสองพ่อลูกคู่นี้ทำให้บรรยากาศตอนนี้จะดูตึงเครียดเกินกว่าที่เธอจะพูดอะไรออกมาได้ แต่โชคดีที่ผู้เป็นแม่ซึ่งดูเหมือนจะเห็นว่าบรรยากาศกำลังจะไปกันใหญ่ จึงเลือกที่จะเอ่ยตัดบทขึ้นมาแทน“ทานอะไรกันมาหรือยังพายุ”เมื่อเห็นว่าแม่ตั้งใจถามแบบนั้นพายุเองก็ไม่รอช้ารีบคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที เขาจูงมือพะแพงให้เดินไปนั่งที่โซฟาตัวยาว ก่อนที่ตัวเขาเองจะเดินไปนั่งเบียดลงข้าง ๆ ผู้แม่พร้อมกับอ้อนเสียงหวาน“ยังเลยครับแม่ เนี่ย.. วันนี้ผมตั้งใจจะพาว่าที่ลูกสะใภ้มาชิมฝีมือแม่ด้วยนะ พ่ออะทำเสียบรรยากาศหมด”แม่หันไปตีแขนลูกชายเบา ๆ พลางบ่นออกมาแบบไม่จริงจังนัก“ทำมาเป็นพูดจาปากหวาน! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วหืม.. ดีนะที่เมื่อเย็นแม่ทำกับข้าวเก็บไว้ก่อนแล้วไม่งั้นอดกินแน่”พายุยกยิ้มกว้างก่อนจะเอนหัวลงซบไหล่แม่แล้วเอ่ยออดอ้อน พร้อมกับหันไปมองหน้าพ่อแล้วทำท่าทางน่าหมั่นไส้“รักแม่ที่สุดเลยครับ”“ไอ้ลูกเวรนี่!”ยังไม่ทันที่พ่อจะได้ยกมือขึ้นมาเขกศีรษะลูก
พายุแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมาทันทีที่เธอพูดด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน เขารีบกดล็อกประตูรถเพราะรู้ดีว่าหากเขาทำอะไรผิดพลาดขึ้นมานิดหนึ่ง เด็กสาวคนนี้เธออย่างที่พูดจริงแน่ ท้ายที่สุดแล้วทั้งคู่ก็เงียบกันมาโดยไม่พูดอะไรเลยตลอดทาง จนเมื่อรถยนต์คันหรูจอดลงที่หน้าหอพัก ในตอนที่พะแพงลงไปจากรถนั้นชายหนุ่มเองก็รีบตามลงไป เขารีบเดินไปหาพะแพงหวังจะคว้าข้อมือเธอเอาไว้ แต่ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มีรถตู้คันแพงแล่นมาจอดข้าง ๆ "อ่าวแพง.. แล้วนั่น.. ไปไหนกันมาเหรอ"เพียงพอที่เพิ่งลงมาจากรถคันนั้นหันมามองเพื่อนสลับกับพายุทันที ก่อนที่ชายหนุ่มจะชะงักลงไปเล็กน้อยและก็เป็นพะแพงที่ดวงตาแดงก่ำจนเพียงพอเองถึงกับตกใจ"แพงเกิดอะไรขึ้น"“ขึ้นห้องเถอะเพียงพอ”เพียงพอหันมามองทั้งสองด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะส่งสายตาที่ไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ส่งไปให้พายุ แต่ก็ยอมเดินตามแรงกระชากจากเพื่อนไปแต่โดยดี“นี่มันเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้ แล้ว.. ไปไหนกับพี่พายุมาเหรอ แล้วทำไมร้องไห้ล่ะ หรือว่าทะเลาะกันเหรอ”พายุมองตามแผ่นหลังของเธอที่จูงแขนเพื่อนเข้าไปในหอพักด้วยสายตาละห้อย หลังจากที่ทั้งคู่หายเข้าไปในหอพักแล้วเขาก็ได
“พี่พายุ!”เสียงหัวเราะของชายหนุ่มดังก้องไปทั่วไร่ชา เมื่อพะแพงนั้นไล่ตีเขาเพราะความกวนประสาท แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับรู้สึกสนุกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“พี่พูดบ้าอะไรเนี่ย! คนเยอะแยะนะ!”เธอหน้าแดงจัดทั้งโกรธทั้งอาย แต่กลับยิ่งทำให้ร่างสูงหัวเราะหนักกว่าเดิม จนคนงานที่ที่ยืนเก็บชาอยู่รอบ ๆ ต่างพากันหันมามองแล้วอมยิ้ม หลุดขำไปกับท่าทางนั้นของทั้งคู่อย่างช่วยไม่ได้ทั้งคู่วิ่งไล่หยอกไล่ตีกันเหมือนเด็ก ๆ ผ่านไปนานพอสมควร จนกระทั่งช่วงสาย ชายหนุ่มเดินตามเธอมายังสุดปลายแถวของไร่ชาก่อนจะเอ่ยถาม“น้องพะแพงอยากไปเที่ยวไหนอีกไหมครับ”หญิงสาวหันหลังมามองใบหน้าเขาครู่หนึ่ง“หนูอยากลองเข้าไปดูในโรงงานตอนที่ทำชาอบแห้งแบบใกล้ ๆ ที่เตรียมส่งออกค่ะ”พายุขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย น้อยคนนักที่อยากจะเข้าไปที่โรงงาน ยิ่งเป็นสาว ๆ ในเมืองกรุงยิ่งแล้ว เพราะพวกเธอต่างคิดว่าที่นั่นทั้งร้อนและอบอ้าว เป็นสถานที่ที่ดูไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ “ที่นั่นดูเหมือนว่าเป็นกระบวนการง่าย ๆ แต่ความจริงแล้วมีขั้นตอนเยอะมากนะ พี่พาไปดูแต่ละขั้นตอนได้ แต่ยังให้ทำเองไม่ได้นะคะ”พะแพงที่เห็นว่าชายหนุ่มดูเหมือนจะอนุมัติ เธอก็ฉ
แสงยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องนอนบาง ๆ พร้อมกับเสียงนกตัวน้อยที่กำลังพากันขับขานราวกับว่ากำลังส่งเสียงปลุกคนในห้อง พะแพงค่อย ๆ ขยับตัวอย่างงัวเงียก่อนจะลืมตาขึ้นมาแล้วต้องชะงัก หัวใจดวงเล็กแทบหยุดเต้นเมื่อพบว่าตัวเองกำลังนอนซุกอยู่ในอ้อมกอดอุ่น ๆ ของผู้ชาย กลิ่นกายหอม ๆ ของเขาทำให้เธอจำได้ดี แต่ที่รู้สึกน่าตกใจกว่านั้นคือสภาพที่ทั้งเธอและเขาไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่แม้แต่ชิ้นเดียว!หญิงสาวพยายามตั้งสติก่อนที่จะค่อย ๆ นึกถึงเรื่องเมื่อคืน ทันทีที่เธอนึกได้ภาพแต่ละฉากแต่ละตอนก็แวบเข้ามาในหัวทีละช็อตจนทำให้แก้มของพะแพงนั้นร้อนผ่าวขึ้นทันตา เธอเงยหน้าเหลือสายตาไปมองพายุอีกครั้งก่อนจะใช้ปลายนิ้วชี้ไปลูบสันจมูกของเขาเบา ๆ ก่อนจะรีบดันตัวเองอย่างเก้ ๆ กัง ๆ พยายามแกะแขนที่เขากอดเธอไว้แน่นออกแล้วหย่อนขาลงจากเตียงช้า ๆทว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่ปลายเท้าของเธอนั้นแตะพื้น เรียวแขนที่เกือบจะคุ้นชินก็ได้ตวัดมารัดรอบเอวเธอไว้แน่นอีกครั้ง ร่างบางที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถูกดึงกลับไปซุกเข้าหาอกแกร่งอย่างแรง“ยังเช้าอยู่เลยจะรีบไปไหนคะ”เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างงัวเงียพร้อมกับริมฝีปากของเขาที่สัมผัสไปตามซอกค
ในคืนนั้นพะแพงนอนพลิกตัวกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงนานเกือบชั่วโมง แต่ไม่ว่าจะพยายามข่มตาให้หลับเท่าไหร่ ความคิดวุ่นวายก็ไม่ยอมหายออกไปจากในหัวเลยสักนิด เธอผุดลุกผุดนั่งอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็แพ้ให้กับความอยากรู้ ครั้งที่แล้วเธอเองก็หลับไม่ทันได้สูดอากาศยามค่ำคืน ครั้งนี้เลยตัดสินใจเดินไปเปิดม่านหน้าต่างออกเล็กน้อย เผยให้เห็นท้องฟ้าเหนือยอดดอยที่เต็มไปด้วยดวงดาวพราวระยับ และพระจันทร์ดวงโตที่กำลังส่องแสงสว่างนวลตา“โห!!! สวยจัง!”พะแพงจ้องมองท้องฟ้าราวกับถูกมนต์สะกด มือเล็กดึงผ้าม่านให้เปิดออกกว้างขึ้น ก่อนจะจ้องมองผืนฟ้านั้นด้วยหัวใจที่เต้นระริก ก่อนที่สายตาของเธอจะไปสะดุดเข้ากับร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงระเบียงด้านนอก พะแพงจ้องมองแผ่นหลังของเขานิ่ง ๆ มองดูชายหนุ่มที่ยืนเกาะระเบียงไม้มองพระจันทร์ด้วยท่าทางสงบ ราวกับว่าในหัวของเขานั้นกำลังคิดอะไรบางอย่างที่เคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา พะแพงยืนชั่งใจอยู่สักพัก สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะปิดม่านแล้วเดินไปเปิดประตูห้องนอนออกไปที่ระเบียงนั้นพายุเหลือบตามามองเธอเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปสนใจผืนฟ้าที่มีดาวระยิบระยับดังเดิม“นอนไม่หลับเหรอคะ”“ค่ะ.. พ







