LOGINพายุถอดชุดปลอดเชื้อออกแล้วสะบัดแขนเบา ๆ เหมือนได้ปลดพันธนาการที่แสนจะน่าอึดอัด ก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องนั้นแล้วเดินตรงมาหาทั้งสองสาว พร้อมกับพาพวกเธอเดินไปดูห้องนั้นห้องนี้ของโรงงานจนแทบจะหมดเปลือก
ระหว่างที่พาเดิมชม เขาก็เริ่มอธิบายเกี่ยวกับโรงงานนี้ไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่วัตถุดิบ เครื่องจักร และกระบวนการผลิต หรือแม้แต่ประเทศที่สินค้านั้นส่งออก เรียกได้ว่าหากทั้งสองสาวเป็นบริษัทคู่แข่งก็คือไม่เหลือความลับให้รั่วไหลกันเลยทีเดียว จนกระทั่งได้เวลาที่เหมาะสมพายุถึงได้พาทั้งคู่นั่งรถรางเพื่อเตรียมตัวกลับลงไปด้านล่าง
“ว่าแต่.. ทำไมที่นี่ถึงมีแค่พวกเราละคะ ไม่เห็นมีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลย ทั้งที่โฮมสเตย์ก็มีนักท่องเที่ยวเต็มไม่ใช่เหรอคะ”
เพียงพอหันหลังกลับไปมองและกวาดตามองทั่วโรงงานแต่ก็อดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้ ทำให้พายุนั้นหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนที่ดวงตาของเขานั้นจะเหลือบมองกระจกมองหลัง แล้วสายตาคมกริบก็สบเข้ากับสายตาของพะแพงที่เธอเองก็จ้องมองมาที่กระจกอยู่ก่อนแล้วทันที
“ก็บอกแล้วไงครับว่านี่เป็นบริการพิเศษ.. ก็ต้องมีให้แค่เฉพาะกับคนที่พี่คิดว่าเป็นคนพิเศษสิครับ”
ชายหนุ่มพูดออกมาเสียงนุ่มทุ้ม โดยที่สายตานั้นยังคงไม่ได้ละไปจากกระจกมองหลังเลยแม้แต่นิด แต่กลับเป็นพะแพงเสียเองที่รู้สึกว่าใบหน้านั้นร้อนผ่าวจนต้องเบือนหน้าหนี หลบสายตาที่สะท้อนอยู่บนกระจกนั้น
“อ๋อ.. อย่างนั้นเหรอคะ จะเรียกว่าโชคดีหรือว่ามีเพื่อนเป็นใบเปิดทางที่ดีละเนี่ย”
เพียงพอเหลือบมองเพื่อนที่หลบหน้าหลบตาด้วยใบหน้าแดงก่ำแล้วได้แต่เบะปากมองบนเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วเบือนหน้าไปมองข้างทางด้วยอีกคน
ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที รถรางคันดังกล่าวก็แล่นเลี้ยวเข้าสู่ส่วนของห้องอาหาร แม้ว่ารถยังไม่ทันได้จอดสนิทดี แต่กลับได้กลิ่นหอมของชาและอาหารพื้นเมืองลอยมาแตะจมูก จนเมื่อรถรางนั้นแล่นไปจอดที่จุดจอดรถ พายุก็รีบเดินลงจากรถไปคุยกับชายวัยกลางคนที่น่าจะเป็นหัวหน้าที่นี่ก่อนจะเดินกลับมาหาทั้งสองคนด้วยท่าทางเร่งรีบ
“ทั้งสองคนอยากกินอะไรสั่งได้เต็มที่เลยนะครับ.. พี่เลี้ยงเอง”
“แน่ใจเหรอคะว่าจะให้หนูสั่งเต็มที่จริง ๆ บอกไว้ก่อนเผื่อพี่ไม่รู้ เห็นหนูตัวเล็ก ๆ แบบนี้กินเก่งมาก ๆ เลยนะคะ”
พะแพงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมทั้งยังจ้องใบหน้าของพายุนิ่ง ๆ แต่แทนที่ชายหนุ่มจะรู้สึกแปลกใจเขากลับยกยิ้มมุมปากแล้วโน้มใบหน้าลงมาใกล้
“ต่อให้น้องพะแพงจะกินหมดห้องอาหาร หรือกินจนพนักงานพี่ทำไม่ทันพี่ก็ไม่ติดเลยค่ะ! ขอแค่น้องพะแพงมีความสุข หนูจะกินจนพี่เจ๊งก็ยินดี”
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ดูเหมือนว่าคำพูดของเขากลับทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวไม่น้อย พะแพงจ้องหน้าชายหนุ่มนิ่ง ๆ อย่างทำตัวไม่ถูก ก่อนจะถอยหลังออกห่างจากเขาหนึ่งก้าวแล้วส่งยิ้มให้จนตาหยี
“งั้น.. มื้อนี้คงต้องขอรบกวนด้วยนะคะ”
เมื่อพูดจบหญิงสาวก็หันไปดึงแขนเพียงพอเข้าด้านในอย่างเร่งรีบ ทิ้งชายหนุ่มที่ยืนมองด้วยสายตาพึงพอใจไว้ด้านหลัง
ครืด!~ ครืด!~
มือหนาล้วงไปหยิบมือถือขึ้นมาดูชื่อที่โชว์บนจอ และทันทีที่เห็นใบหน้านั้น รอยยิ้มพึงพอใจเมื่อครู่ก็เปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มที่ดูเหี้ยมเกรียมไม่น้อย ก่อนจะหันไปบอกกับผู้ชายคนเดิมด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่
“ดูแลทั้งสองคนให้ดี อย่าให้มีปัญหาเด็ดขาด ถ้าเธอถามหาผมก็บอกว่าผมมีธุระ”
“ครับเจ้านาย”
หลังจากพูดจบพายุก็กดรับสายนั้นด้วยสีหน้าที่มองจากดาวพลูโตก็รู้ว่าไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรกับปลาสายก็หันมามองผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง
“อ้อ! พี่ช่วยพาทั้งสองคนไปเดินเล่นที่ตลาดหน่อยนะ ถ้าพวกเธออยากไปลองถามทั้งสองคนดู แล้วพาไปส่งที่ด้านบนนู้นด้วยนะครับ”
“ได้ครับ”
ทางด้านของสองสาวนั้น ตลอดมื้ออาหารทั้งคู่ก็ทานไปหัวเราะคิกคักไปอย่างมีความสุขดี และเพราะพะแพงเองก็เกรงใจเจ้าของไร่ไม่น้อย เธอจึงเลือกสั่งอาหารที่หน้าตาน่าทานมาแค่สองสามอย่าง
บรรยากาศในห้องอาหารนี้เต็มไปด้วยกลิ่นหอม ๆ ของชาและกลิ่นของอาหารพื้นเมือง มีเสียงของลูกค้าท่านอื่น ๆ ที่มาทานและพูดชมที่นี่แทบจะทุกโต๊ะ
“อาหารที่นี่อร่อยจริงนะ แม้จะเคยกินอาหารพื้นเมืองเป็นครั้งแรก แต่ก็ถูกปากมากจริง ๆ ไอ้เจ้านี่เรียกว่าอะไรนะ”
พะแพงที่กำลังตักอาหารเข้าปากไปพลางพูดชมรสชาติของอาหารไปพลาง แต่สายตากลับมองซ้ายมองขวาหาใครบางคนอยู่บ่อยครั้งจนเพียงพออดแซวไม่ได้
“แหม ๆ ทำมาเป็นชมรสชาติอาหาร.. พึงพอใจรสชาติอาหารหรือเจ้าของไร่เอาดี ๆ”
พะแพงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองค้อนใส่เพื่อนแบบขำ ๆ
“ก็ถ้าเป็นหนุ่มคนอื่นแพงก็ไม่สนใจหรอกนะ แต่คนนี้เขาเป็นเจ้าของไร่ชาที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือเลยนะเพียงพอ!! ลองคิดดูสิ! ถ้าแพงได้เป็นแฟนเขาใช่ปะ ก็มาที่นี่ได้ฟรีตลอดเวลา เก็บชากี่ครั้งก็ได้เท่าที่ต้องการ ไหนจะได้กินอาหารอร่อย ๆ แบบนี้ได้ไม่อั้น ไปโรงงานก็ไม่เสียตังค์ นี่มันสวรรค์ของคนแบบแพงชัด ๆ!”
เพียงพอจ้องมองหน้าเพื่อนสาวที่มีความคิดค่อนข้างประหลาดคน ดูเหมือนอยากจะเป็นคุณนายของที่นี่แต่มันกลับไม่ได้ดูน่าเกลียดจนรับไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็น่าเป็นห่วงอยู่ดี
“มันจะมีผู้ชายที่ไหนมาตกหลุมรักจนขาหักตั้งแต่เจอกันครั้งแรกละพะแพง ที่เขาทำแบบนี้ส่วนมากก็แค่หลอกฟันนั่นแหละนะ เธอก็เป็นคนกรุงเทพนี่เรื่องแบบนี้น่าจะเข้าใจดีไม่ใช่เหรอ”
ช้อนในมือพะแพงชะงักไปชั่วครู่ที่ได้ยินคำพูดนั้น แต่ก็แค่ไม่กี่วินาที พะแพงก็กลับมาก้มหน้าตักอาหารเข้าปากแล้วพูดเรียบ ๆ
“คือว่า.. ไม่เข้าใจเลยสักนิด”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบของเพื่อน เพียงพอถึงกับต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“งั้นก็ตามเวรตามกรรมแล้วกัน เธออยากลองดูก็ได้แต่ต้องอย่าหลงเชื่อคำพูดผู้ชายง่าย ๆ เข้าใจไหม”
เพียงพอพูดออกมากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หนักแน่น จนคนฟังเองยังรู้สึกได้ว่าคำพูดนี้แสดงออกถึงความเป็นห่วงอย่างชัดเจน
“ขอบใจน้า~ แต่แพงจะระวังตัวให้ดีที่สุดแน่นอนไม่ต้องห่วงนะ คนอย่างพะแพงไม่เชื่อใครง่าย ๆ หรอกนะ”
“อ๋อ~ เหรอ!!!”
หลังจากเพียงพออุทานออกมาแบบนั้นก็เรียกเสียงหัวเราะให้ทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าเธอจะเห็นผู้ชายคนนี้แค่ครั้งแรกและไม่กี่ชั่วโมง แต่ความรู้สึกของเธอกลับบอกว่าผู้ชายคนนี้ไว้ใจได้.. มั้ง
หลังจากที่ทั้งสองคนทานอาหารกันจนหนังท้องตึงแล้ว พวกเธอก็พากันเดินออกมายืนรับลมด้านนอก ก่อนที่จะมีพนักงานชายคนเดิมที่เห็นก่อนหน้านี้เดินตรงเข้ามาหา
“สวัสดีครับ.. คุณพายุฝากให้ผมมาคอยดูแลทั้งสองท่านครับ”
พะแพงเงยหน้ามองรอบ ๆ ก่อนจะหันกลับไปถามชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่เจอความสงสัย
“แล้วเจ้านายคุณไปไหนเหรอคะ”
“คุณพายุติดธุระครับ ช่วงบ่ายเลยให้ผมมาคอยดูแลแทน”
พนักงานคนเดิมตอบอย่างสุภาพ ทำให้พะแพงและเพียงพอหันมองหน้ากันอย่างไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ
“ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านอยากลองไปเดินชมตลาดแบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่ด้านหน้าไร่ชาไหมครับ”
“ตลาดเหรอคะ.. ที่นี่มีตลาดด้วยเหรอคะ”
“จริง ๆ แล้วส่วนของตลาดไม่ใช่ของไร่ครับ แต่เราให้บริการพานักท่องเที่ยวลงไปเดินเล่น ซื้อของพื้นเมือง ของฝากได้”
เพียงพอกับพะแพงหันมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างออกมาพร้อมกัน
“ไปค่ะ!”
หลังจากนั้นทั้งสองก็นั่งรถรางลงไปหน้าไร่ ซึ่งมีตลาดนัดที่แทบจะเรียกว่าขนกันมาทั้งหมู่บ้าน มีข้าวของเครื่องใช้ ของกิน เครื่องนุ่งห่มแบบชาวบ้านหรือชาวชนเผ่าให้เห็นเยอะมาก ๆ นอกจากนั้นที่แห่งนี้ยังมีลูกค้าที่เป็นทั้งนักท่องเที่ยวและชาวบ้านเดินไปมาให้ขวักไขว่จนรู้สึกได้ถึงความคึกคักเป็นอย่างมาก
พะแพงและเพียงพอใช้เวลาในการเดินตลาดพื้นเมืองอยู่หลายชั่วโมง ไม่ว่าจะร้านอาหารที่เดินกิน หรือร้านที่ขึ้นชื่อตามที่เพียงพอค้นหาในโซเชียลก็ไม่พลาด โดยที่มีชายหนุ่มที่มารู้ทีหลังว่าชื่อหม่าซ๊ะ ที่เขาเองก็เดินตามดูแลทั้งสองคนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งคู่เที่ยวเล่นกันจนพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า
"อาหารที่นี่อร่อยจริง ๆ นะ บางอย่างที่ไม่เห็นที่ไร่ชาก็มีให้เห็นเต็มเลย"
พะแพงที่ถือกระทงไข่ป่ามอยู่เอ่ยขึ้นพร้อมกับตักเคี้ยวตุ้ย ๆ หันมาพูดกับเพียงพออย่างออกรสออกชาติ
"กินดี ๆ ก่อนมั้ย เลอะเทอะหมดแล้วนั่น"
เพียงพอล้วงไปหยิบทิชชูมาเช็ดริมฝีปากให้เพื่อนอย่างเบามือ ก่อนจะหันไปสั่งน้ำปั่นร้านข้าง ๆ ทิ้งให้หม่าซ๊ะนั้นได้แต่มองทั้งคู่ด้วยสายตาประหลาดใจ หลังจากนั้นทั้งสองก็หันไปบอกกับชายคนนั้นว่าอยากกลับไปพักแล้วเขาจึงได้ขับรถรางลงไปส่งทั้งคู่ที่บ้านพักส่วนตัวของพายุ
และอาจจะเพราะว่าทั้งสองคนนั้นเดินเล่นเพลินจนเพลียไปหน่อย เดิมทีอยากจะออกมารับลมกลางดึก แต่ทันทีที่หัวถึงหมอนแค่อยากจะพักสายตา ทั้งสองคนก็หลับยาวจนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จิ๊บ!~ จิ๊บ!~
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วผสมผสานกับแสงแดดอ่อน ๆ ที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องพัก ทำให้ทั้งพะแพงและเพียงพอนั้นต้องจำใจตื่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งสองนั่งมองหน้ากันนิ่ง ๆ ราวกับใช้สายตาคุยกัน
"อดดูดาวเลย"
พะแพงเป็นคนเริ่มเอ่ยขึ้นมาก่อน ด้วยสีหน้าที่แสดงให้เห็นว่าเสียดายแค่ไหน แต่แค่ครู่เดียวก็หันไปมองกระเป๋าและข้าวของที่ซื้อมาก่อนจะลุกขึ้นแล้วไปเก็บสัมภาระ
"ไว้ค่อยมาใหม่ก็ได้ แต่ห้องนี้ไม่เอาแล้วนะ ถึงจะฟรีจะดีก็เถอะ แต่น่าหวาดระแวงชะมัด"
"แต่ว่าเราสองคนก็หลับเป็นตายเลยนะ"
"จะไปพูดทำไมเล่า!!"
ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะออกมาดังลั่น ก่อนจะช่วยกันเก็บข้าวของทั้งหมดไปวางกองไว้ที่ห้องโถง แล้วต่างคนต่างไปจัดการธุระส่วนตัว เพื่อออกมานั่งรอรถรางหลังจากที่โทรลงไปที่เคาน์เตอร์ หลังจากรอเพียงไม่กี่นาทีรถรางคันหนึ่งก็ขึ้นมารับทั้งสองคนลงไปด้านล่าง บรรยากาศยามสายของไร่ชาวันนี้สดชื่นไม่แพ้เมื่อวานเลยสักนิด
ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบนาที รถรางได้แล่นลงจากเขามาจอดที่หน้าโซนรับรอง พะแพงเดินนำเพียงพอเข้าไปด้านใน ก่อนจะเห็นว่าคนที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์นั้นคือชายหนุ่มที่เธอหลงลืมไปชั่วขณะหนึ่ง
“จะกลับแล้วเหรอครับน้องพะแพง”
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นทันทีที่สองสาวก้าวเท้าเข้ามาตรงหน้า และเพียงแค่เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ ก็ทำให้หญิงสาวนั้นเผลอหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
เธอไม่คิดว่าจะได้เจอเขาอีกครั้งก่อนกลับแบบนี้ เรียกได้ว่าเดิมทีคิดว่าจะไม่เจอกันอีกแล้วเลยก็ว่าได้
“ใช่ค่ะพวกเราจะกลับแล้ว”
หลังจากที่ได้สติพะแพงก็เอ่ยตอบออกไปเสียงเรียบ พร้อมกับยื่นกุญแจที่พักไปวางบนเคาน์เตอร์ด้วยมือสั่น ๆ
“งั้นพี่ขอช่องทางติดต่อหน่อยสิครับ”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ๆ พร้อมกับเอื้อมมือมาหยิบกุญแจนั้นไปก่อนจะยัดใส่กระเป๋ากางเกงอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ยังไม่ทันที่พะแพงนั้นจะได้อ้าปากตอบอะไร ก็เป็นเพียงพอที่ยืนข้าง ๆ เอ่ยขึ้นมาขัดเสียก่อน
“ไม่ให้ค่ะ!”
พะแพงหันขวับไปมองเพื่อนด้วยสีหน้าที่เรียกได้ว่าฉงนไม่น้อย แต่เพียงพอกลับทำเพียงยักไหล่เหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรนัก
“ทำไมถึงไม่ได้เหรอครับ”
“หนูจะไม่ยอมให้คุณได้คอนแทกต์ยัยพะแพงเด็ดขาด! พี่จะจีบเพื่อนหนู ก็แสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่มีหน่อยได้ไหม ไม่ให้! ยังไงก็ไม่ให้! ถ้าอยากได้ก็พยายามมากกว่านี้หน่อยนะคะ!”
เพียงพอพูดจบก็ดึงแขนพะแพงออกมาห่าง ๆ จากหน้าเคาน์เตอร์ ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากพายุอีกครั้ง
“ฮ่า! ฮ่า~ งั้นเอาแบบนี้ก็ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นพี่ขอช่องทางติดต่อของน้องเพียงพอก็ได้ พี่แค่ต้องการคอนแทกต์ไปส่งรูปกับวิดีโอที่ถ่ายเมื่อวานให้เฉย ๆ เท่านั้นเอง”
ชายหนุ่มหันไปพูดพลางยิ้มมุมปากพร้อมส่งสายตาเจ้าเล่ห์ไปให้
“แค่.. ส่งรูปเหรอคะ”
เพียงพอทำตาโตแล้วหันไปมองพะแพงพร้อมกะพริบตาปริบ ๆ พะแพงที่มองหน้าเพื่อนอยู่ก่อนแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาแล้วหันไปยื่นให้
“ของหนูก็ได้ค่ะ”
เธอยื่นหน้าจอส่งไปให้พายุกดเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชันหนึ่งโดยไม่อิดออด หลังจากที่ทั้งสองคนเป็นเพื่อนในนั้นแล้วเรียบร้อย พายุก็ไม่รีรอให้มากความ เขาใช้นิ้วกดแอร์ดรอปส่งรูปและคลิปทั้งหมดที่ถ่ายไว้ให้พะแพงทันที
“เอ๊ะ! แต่ว่าถ้าหากพี่แอร์ดรอปได้อยู่แล้ว แล้วทำไมจะต้องขอช่องทางติดต่อไปของหนูด้วยละคะ”
พะแพงที่มองรูปภาพและคลิปที่เด้งเข้าในเครื่องของตัวเองรัว ๆ ก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ ชายหนุ่มเงยหน้าจากจอมือถือมามองหน้าเธอเล็กน้อยก่อนจะยิ้มหวาน
“ก็ถ้าพี่ไม่ทำแบบนี้น้องพะแพงจะยอมให้คอนแทกต์ติดต่อกับพี่เหรอครับ”
เพียงเท่านั้นใบหน้าของพะแพงก็แดงระเรื่อขึ้นทันตาเห็น เธอไม่เข้าใจว่าคำพูดของเขาหมายความว่าอะไรกันแน่ แต่ที่รู้ ๆ มันกลับทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงราวกับจะทะลุอกเสียให้ได้
“บะ.. แบบนี้ก็ได้เหรอคะ”
“พี่ว่าก็ได้อยู่นะครับ”
หลังจากพูดจบชายหนุ่มก็ยกมือถือขึ้นมาเขย่าไปมาราวกับกำลังตอกย้ำว่าเขาได้ในสิ่งที่ต้องการไปแล้ว นั่นยิ่งทำให้พะแพงหน้าแดงด้วยอาการเขินอายอย่างปิดไม่มิด
สามสัปดาห์หลังจากทริปไร่ชาในวันนั้น ก็ดูเหมือนว่าพายุจะทักหาหญิงสาวตลอดไม่ขาด จนความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มมากกว่าคนรู้จักไปไกล เดิมทีเพียงพอไม่ไว้ใจผู้ชายคนนี้สักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้เพราะดูเหมือนว่าคนของเราเองก็จะหวั่นไหวไปกับเขาแล้วเรียบร้อย
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
“แพง! มือถือแกดังอะ”
เพียงพอที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะหนังสือมุมเดิมตะโกนไปทางห้องน้ำ พลางลุกขึ้นแล้วเดินไปเอื้อมมือหยิบมือถือที่ส่งเสียงแจ้งเตือนอยู่บนเตียงมาดูหน้าจอ
“เพียงพอดูให้หน่อยใช่แม่หรือเปล่า”
เสียงของพะแพงนั้นตะโกนออกมาจากในห้องน้ำเสียงดัง ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เพียงพอดูชื่อบนหน้าจอพอดี ทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร หญิงสาวก็เบะปากมองบนอย่างเบื่อหน่าย
“ไม่ใช่แม่แกหรอก แต่เป็นอีตาเจ้าของไร่ชาอะ บล็อกเลยไหม!”
เพียงแค่เพียงพอบอกว่าปลายสายคือใคร ทันใดนั้นประตูห้องน้ำก็เปิดออกมาอย่างรวดเร็ว พะแพงวิ่งพรวดออกมาทั้งที่ผมยังเปียกชุ่ม เสื้อยืดแขนกุดสีขาวที่มีความชื้นจากไอน้ำแนบตัวไปกับผิวเนียน ทำให้รู้ว่าเจ้าตัวนั้นรีบออกมาเพียงใด
เธอรีบเอื้อมมือไปคว้ามือถือของตัวเองมากดอ่านข้อความด้วยดวงตาเป็นประกาย และดูเหมือนว่าอาการนั้นของเธอจะทำให้เพียงพอเบะปากมองบนอย่างหมั่นไส้ได้ไม่น้อย
“แหม~ ตั้งแต่กลับมาก็คุยกันทุกวันเลยนะจ๊ะ! ชอบขนาดนั้นเลยเหรอ เขาไว้ใจได้จริงเหรอนั่นน่ะ! ไม่ใช่ว่ามีเมียซุกไว้แถวนั้นแล้วมาหลอกเพื่อนสาวหัวอ่อนของฉันหรอกนะ!”
พะแพงเงยหน้ามองเพื่อนก่อนจะหัวเราะคิกคัก แล้วหันไปสนใจอ่านข้อความในมือถือต่อ แต่ริมฝีปากบางก็พูดไปเรื่อย ๆ
“เอาน่า~ บางทีก็อาจจะไม่ได้มีแค่ทางนั้นหรอกที่คิดจะหลอกอะ จริงมั้ย!? เผื่อวันดีคืนดีแพงได้ของดีมาไว้ครองคราวนี้ก็สบายทั้งชาติเลยนะ”
“พูดเหมือนบ้านเธอจนเลยเนอะ แหม~ เธอลืมไปไหมว่าตัวเองเป็นลูกสาวร้านจิวเวลรี่ชื่อดังอะ!! หนูน้อยร้านจิวเวลรี่อยากตกถังข้าวสาร! จะบ้า!!”
เพียงพอพูดขำ ๆ ก่อนจะเลิกสนใจพะแพงแล้วเดินไปอ่านหนังสือต่อ พะแพงหัวเราะกับคำพูดเพื่อนก่อนจะหันมาอ่านข้อความของชายหนุ่มอีกครั้ง
'วันศุกร์นี้ในตัวอำเภอมีงานเทศกาลประจำปี พี่อยากพาน้องพะแพงไปด้วย สนใจไหมครับ'
“เพียงพอ.. ไปไร่ชากันไหมศุกร์นี้ พี่พายุบอกว่าที่อำเภอมีงานประจำปีด้วยนะ”
“ศุกร์นี้ไปไม่ได้อะ ฉันต้องกลับบ้าน ที่บ้านมีงานแซยิดคุณย่า”
“อ้าวเหรอ.. ไม่เป็นไร ๆ ขอให้คุณย่าแข็งแรง ๆ ด้วยนะ”
“แต๊งกิ้วจ้ะ! แต่เธอคงไม่ได้จะแอบไปคนเดียวใช่ไหม”
“บ้าเหรอ! เพียงพอไม่ไปใครจะกล้าไปคนเดียว”
แต่ถึงแม้ว่าเธอจะพูดออกไปแบบนั้น แต่เดี๋ยวนิ้วกลับพิมพ์ตอบชายหนุ่มไปอีกแบบ
‘ได้ค่ะ แต่ขอเป็นวันเสาร์นะคะ เพียงพอไม่ว่างหนูไม่กล้าไปนอนที่นั่นคนเดียว’
‘แย่เลย.. เป็นคืนวันศุกร์ดีไหม พอดีคืนวันศุกร์มันเป็นวันสุดท้ายด้วย’
‘ถ้าแบบนั้นหนูไม่ค่อยสะดวก ขอบคุณนะคะแต่เอาไว้โอกาสหน้าก็ได้ค่ะ’
‘น่าเสียดายจังเลยนะคะ พี่อุตส่าห์อยากพาหนูมาดูงานประจำปีของที่นี่ที่มีปีละครั้ง น่าเสียดายจัง’
‘น่าเสียดายจริง ๆ ค่ะ แต่เอาไว้โอกาสหน้านะคะ วันนี้หนูง่วงแล้วหนูขอตัวไปนอนก่อนนะคะ’
พะแพงที่กลัวว่าตัวเองจะทนลูกอ้อนของชายหนุ่มไม่ไหว สุดท้ายจึงเลือกที่จะปฏิเสธเขาแล้วปิดหน้าจอโยนมือถือไว้ข้าง ๆ
“เฮ้อ~ เสียดายชะมัด!”
วันต่อมาที่มหาวิทยาลัย
พะแพงและเพียงพอเพิ่งถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการวิจัยพืชสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นโครงการวิจัยของคณะเกษตรศาสตร์ที่จัดขึ้นทุกปี
และเพราะความชอบส่วนตัวของพะแพงนั้น ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยหลังจากเลิกเรียนถูกกลบด้วยความตื่นเต้น ทุกวันทั้งคู่ต้องอยู่แล็บจนค่ำ เรียกได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวันเลยก็ว่าได้ และในเย็นวันนี้เอง ขณะเธอกำลังจดจ่ออยู่กับกล้องจุลทรรศน์ตรงหน้า ก็มีเสียงของรุ่นพี่ปีสามก็ดังขึ้นในตอนที่ประตูหน้าห้องแล็บเปิดออก
“น้องพนิดา! พนิดาคือคนไหนครับ”
พะแพงเงยหน้าขึ้นอย่าง งง ๆ ก่อนยกมือขึ้นแล้วจ้องหน้ารุ่นพี่ด้วยสีหน้าสงสัย
“หนูชื่อพนิดาค่ะ.. มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“อ๋อ.. น้องคนสวยเองเหรอ มีคนมาหาน้องครับ”
“มาหาหนูเหรอคะ”
ยังไม่ทันที่พะแพงจะพูดจบประโยค ประตูหน้าห้องแล็บที่เปิดแง้ม ๆ ก็ถูกเปิดออกกว้าง เผยให้เห็นร่างสูงที่เธอจำได้ดีติดตาก้าวเข้ามายืนข้างรุ่นพี่คนนั้น
“พะ.. พี่พายุ!”
คำพูดบ้า ๆ นั่นทำให้พะแพงแทบจะสำลักอากาศทั้งตกใจทั้งเขิน“พี่พูดบ้าอะไรเนี่ย!”หลังจากที่เธอพูดออกมาแบบนั้น ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่รถยนต์จอดสนิทที่หน้าหอพักในเวลาเกือบสี่ทุ่ม ทั้งพายุและพะแพงต่างนั่งนิ่งราวกับถูกกลืนไปกับความเงียบในห้องโดยสาร กระทั่งเสียงทุ้มของเขาเอื้อนเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง“ที่พี่บอกว่าอยากจดทะเบียนสมรสน่ะ.. พี่พูดจริงนะคะ”พะแพงหันไปมองชายหนุ่มเล็กน้อยดวงตากลมโตเบิกกว้างไปด้วยความอึ้ง ก่อนจะกัดริมฝีปากแล้วตอบเสียงเบา“อย่างน้อยผู้ใหญ่ก็ควรรับรู้ใช่ไหมคะ อีกอย่าง.. ไม่ว่าจะคิดยังไง หนูก็ไม่เห็นความเป็นไปได้เลยว่าพี่จะชอบหนูจริง ๆ ได้ ให้เวลาหนูอีกหน่อยได้ไหมคะ”“ไม่มีปัญหาค่ะ เพราะยังไงคนที่จะมาเป็นแม่ของลูกพี่ ก็ต้องเป็นน้องพะแพงคนเดียวเท่านั้น”หญิงสาวกลั้นยิ้มเอาไว้ด้วยความดีใจปนเขินอาย ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ เพราะมหาลัยมีเวลาเปิดปิดประตู หลังจากที่เขาเห็นว่าเธอยืนอยู่หน้ารถแล้ว ชายหนุ่มเองก็ยกมือโบกลาเธอเล็กน้อยก่อนจะเหยียบคันเร่งขับออกไปทันที เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ ห่างออกไปจนเงียบสนิท พะแพงถึงได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก ก่อนที่จะมีมือนุ่มนิ่มข้างหนึ่งมาตบไหล่
พะแพงเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อได้ยินคำสั่งนั้นของผู้เป็นพ่อ รวมทั้งสายตาของพายุที่มองไปยังประมุขของบ้านเองก็ดูจะไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่อีกด้วย เรียกได้ว่าสายตาของสองพ่อลูกคู่นี้ทำให้บรรยากาศตอนนี้จะดูตึงเครียดเกินกว่าที่เธอจะพูดอะไรออกมาได้ แต่โชคดีที่ผู้เป็นแม่ซึ่งดูเหมือนจะเห็นว่าบรรยากาศกำลังจะไปกันใหญ่ จึงเลือกที่จะเอ่ยตัดบทขึ้นมาแทน“ทานอะไรกันมาหรือยังพายุ”เมื่อเห็นว่าแม่ตั้งใจถามแบบนั้นพายุเองก็ไม่รอช้ารีบคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที เขาจูงมือพะแพงให้เดินไปนั่งที่โซฟาตัวยาว ก่อนที่ตัวเขาเองจะเดินไปนั่งเบียดลงข้าง ๆ ผู้แม่พร้อมกับอ้อนเสียงหวาน“ยังเลยครับแม่ เนี่ย.. วันนี้ผมตั้งใจจะพาว่าที่ลูกสะใภ้มาชิมฝีมือแม่ด้วยนะ พ่ออะทำเสียบรรยากาศหมด”แม่หันไปตีแขนลูกชายเบา ๆ พลางบ่นออกมาแบบไม่จริงจังนัก“ทำมาเป็นพูดจาปากหวาน! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วหืม.. ดีนะที่เมื่อเย็นแม่ทำกับข้าวเก็บไว้ก่อนแล้วไม่งั้นอดกินแน่”พายุยกยิ้มกว้างก่อนจะเอนหัวลงซบไหล่แม่แล้วเอ่ยออดอ้อน พร้อมกับหันไปมองหน้าพ่อแล้วทำท่าทางน่าหมั่นไส้“รักแม่ที่สุดเลยครับ”“ไอ้ลูกเวรนี่!”ยังไม่ทันที่พ่อจะได้ยกมือขึ้นมาเขกศีรษะลูก
พายุแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมาทันทีที่เธอพูดด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน เขารีบกดล็อกประตูรถเพราะรู้ดีว่าหากเขาทำอะไรผิดพลาดขึ้นมานิดหนึ่ง เด็กสาวคนนี้เธออย่างที่พูดจริงแน่ ท้ายที่สุดแล้วทั้งคู่ก็เงียบกันมาโดยไม่พูดอะไรเลยตลอดทาง จนเมื่อรถยนต์คันหรูจอดลงที่หน้าหอพัก ในตอนที่พะแพงลงไปจากรถนั้นชายหนุ่มเองก็รีบตามลงไป เขารีบเดินไปหาพะแพงหวังจะคว้าข้อมือเธอเอาไว้ แต่ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มีรถตู้คันแพงแล่นมาจอดข้าง ๆ "อ่าวแพง.. แล้วนั่น.. ไปไหนกันมาเหรอ"เพียงพอที่เพิ่งลงมาจากรถคันนั้นหันมามองเพื่อนสลับกับพายุทันที ก่อนที่ชายหนุ่มจะชะงักลงไปเล็กน้อยและก็เป็นพะแพงที่ดวงตาแดงก่ำจนเพียงพอเองถึงกับตกใจ"แพงเกิดอะไรขึ้น"“ขึ้นห้องเถอะเพียงพอ”เพียงพอหันมามองทั้งสองด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะส่งสายตาที่ไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ส่งไปให้พายุ แต่ก็ยอมเดินตามแรงกระชากจากเพื่อนไปแต่โดยดี“นี่มันเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้ แล้ว.. ไปไหนกับพี่พายุมาเหรอ แล้วทำไมร้องไห้ล่ะ หรือว่าทะเลาะกันเหรอ”พายุมองตามแผ่นหลังของเธอที่จูงแขนเพื่อนเข้าไปในหอพักด้วยสายตาละห้อย หลังจากที่ทั้งคู่หายเข้าไปในหอพักแล้วเขาก็ได
“พี่พายุ!”เสียงหัวเราะของชายหนุ่มดังก้องไปทั่วไร่ชา เมื่อพะแพงนั้นไล่ตีเขาเพราะความกวนประสาท แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับรู้สึกสนุกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“พี่พูดบ้าอะไรเนี่ย! คนเยอะแยะนะ!”เธอหน้าแดงจัดทั้งโกรธทั้งอาย แต่กลับยิ่งทำให้ร่างสูงหัวเราะหนักกว่าเดิม จนคนงานที่ที่ยืนเก็บชาอยู่รอบ ๆ ต่างพากันหันมามองแล้วอมยิ้ม หลุดขำไปกับท่าทางนั้นของทั้งคู่อย่างช่วยไม่ได้ทั้งคู่วิ่งไล่หยอกไล่ตีกันเหมือนเด็ก ๆ ผ่านไปนานพอสมควร จนกระทั่งช่วงสาย ชายหนุ่มเดินตามเธอมายังสุดปลายแถวของไร่ชาก่อนจะเอ่ยถาม“น้องพะแพงอยากไปเที่ยวไหนอีกไหมครับ”หญิงสาวหันหลังมามองใบหน้าเขาครู่หนึ่ง“หนูอยากลองเข้าไปดูในโรงงานตอนที่ทำชาอบแห้งแบบใกล้ ๆ ที่เตรียมส่งออกค่ะ”พายุขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย น้อยคนนักที่อยากจะเข้าไปที่โรงงาน ยิ่งเป็นสาว ๆ ในเมืองกรุงยิ่งแล้ว เพราะพวกเธอต่างคิดว่าที่นั่นทั้งร้อนและอบอ้าว เป็นสถานที่ที่ดูไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ “ที่นั่นดูเหมือนว่าเป็นกระบวนการง่าย ๆ แต่ความจริงแล้วมีขั้นตอนเยอะมากนะ พี่พาไปดูแต่ละขั้นตอนได้ แต่ยังให้ทำเองไม่ได้นะคะ”พะแพงที่เห็นว่าชายหนุ่มดูเหมือนจะอนุมัติ เธอก็ฉ
แสงยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องนอนบาง ๆ พร้อมกับเสียงนกตัวน้อยที่กำลังพากันขับขานราวกับว่ากำลังส่งเสียงปลุกคนในห้อง พะแพงค่อย ๆ ขยับตัวอย่างงัวเงียก่อนจะลืมตาขึ้นมาแล้วต้องชะงัก หัวใจดวงเล็กแทบหยุดเต้นเมื่อพบว่าตัวเองกำลังนอนซุกอยู่ในอ้อมกอดอุ่น ๆ ของผู้ชาย กลิ่นกายหอม ๆ ของเขาทำให้เธอจำได้ดี แต่ที่รู้สึกน่าตกใจกว่านั้นคือสภาพที่ทั้งเธอและเขาไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่แม้แต่ชิ้นเดียว!หญิงสาวพยายามตั้งสติก่อนที่จะค่อย ๆ นึกถึงเรื่องเมื่อคืน ทันทีที่เธอนึกได้ภาพแต่ละฉากแต่ละตอนก็แวบเข้ามาในหัวทีละช็อตจนทำให้แก้มของพะแพงนั้นร้อนผ่าวขึ้นทันตา เธอเงยหน้าเหลือสายตาไปมองพายุอีกครั้งก่อนจะใช้ปลายนิ้วชี้ไปลูบสันจมูกของเขาเบา ๆ ก่อนจะรีบดันตัวเองอย่างเก้ ๆ กัง ๆ พยายามแกะแขนที่เขากอดเธอไว้แน่นออกแล้วหย่อนขาลงจากเตียงช้า ๆทว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่ปลายเท้าของเธอนั้นแตะพื้น เรียวแขนที่เกือบจะคุ้นชินก็ได้ตวัดมารัดรอบเอวเธอไว้แน่นอีกครั้ง ร่างบางที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถูกดึงกลับไปซุกเข้าหาอกแกร่งอย่างแรง“ยังเช้าอยู่เลยจะรีบไปไหนคะ”เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างงัวเงียพร้อมกับริมฝีปากของเขาที่สัมผัสไปตามซอกค
ในคืนนั้นพะแพงนอนพลิกตัวกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงนานเกือบชั่วโมง แต่ไม่ว่าจะพยายามข่มตาให้หลับเท่าไหร่ ความคิดวุ่นวายก็ไม่ยอมหายออกไปจากในหัวเลยสักนิด เธอผุดลุกผุดนั่งอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็แพ้ให้กับความอยากรู้ ครั้งที่แล้วเธอเองก็หลับไม่ทันได้สูดอากาศยามค่ำคืน ครั้งนี้เลยตัดสินใจเดินไปเปิดม่านหน้าต่างออกเล็กน้อย เผยให้เห็นท้องฟ้าเหนือยอดดอยที่เต็มไปด้วยดวงดาวพราวระยับ และพระจันทร์ดวงโตที่กำลังส่องแสงสว่างนวลตา“โห!!! สวยจัง!”พะแพงจ้องมองท้องฟ้าราวกับถูกมนต์สะกด มือเล็กดึงผ้าม่านให้เปิดออกกว้างขึ้น ก่อนจะจ้องมองผืนฟ้านั้นด้วยหัวใจที่เต้นระริก ก่อนที่สายตาของเธอจะไปสะดุดเข้ากับร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงระเบียงด้านนอก พะแพงจ้องมองแผ่นหลังของเขานิ่ง ๆ มองดูชายหนุ่มที่ยืนเกาะระเบียงไม้มองพระจันทร์ด้วยท่าทางสงบ ราวกับว่าในหัวของเขานั้นกำลังคิดอะไรบางอย่างที่เคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา พะแพงยืนชั่งใจอยู่สักพัก สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะปิดม่านแล้วเดินไปเปิดประตูห้องนอนออกไปที่ระเบียงนั้นพายุเหลือบตามามองเธอเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปสนใจผืนฟ้าที่มีดาวระยิบระยับดังเดิม“นอนไม่หลับเหรอคะ”“ค่ะ.. พ







