LOGINAshley's life takes an unexpected turn when Mr. Grayson offers her an extraordinary deal that seems too good to be true and potentially dangerous. "Marry one of my triplets?" Ashley gasped, her hands trembling. "But I have nothing to offer them, not even a penny to my name." Despite how dangerous this offer seemed, she's left with no option: either choose to marry a triplet she has never met or return to her life of suffering after just being thrown out by her landlord. Will she take this potentially deadliest decision to change her life, or continue wandering, desperately seeking other options to save her miserable existence?
View More"ได้ยังไงคะ!! อาไทม์จะแต่งงานกับใครไม่ได้นะ" เด็กสาวตัวเล็กยืนกำมือแน่นเข้าหากัน ทั้งตัวทั้งร่างสั่นเทิ้ม ดวงตาแดงก่ำด้วยความอัดอั้นที่ตีตื้นอยู่ภายใน
"น้องเอย...อย่าดื้อแบบนี้สิ เราโตแล้วนะไม่ใช่เด็กๆ เหมือนเมื่อก่อน ส่วนอา...ก็อายุมากแล้วต้องแต่งงานต้องสร้างครอบครัว จะให้อาอยู่เลี้ยงเราไปจนตายแบบนี้ไม่ได้หรอก อีกอย่าง...เดี๋ยวพอเราโตกว่านี้อีกหน่อยเราก็ต้องแต่งงานเหมือนกัน"
ใครคนหนึ่งเอ่ยอธิบายด้วยสีหน้าเหยียดยิ้มเอ็นดูเด็กสาววัยสิบห้าปีซึ่งเป็นหลานบุญธรรมของตัวเอง
"น้องเอยจะแต่งกับอาไทม์ จะไม่แต่งกับใครทั้งนั้น อาไทม์เคยสัญญาแล้วไงคะว่าจะให้น้องเอยเป็นเจ้าสาว แล้วทำไมทิ้งกันแบบนี้" หล่อนทวงคำมั่นที่ตนเองยึดถือมาตั้งแต่วันที่ได้ฟังมันหลุดออกจากปากเขา รอคอยเวลาอย่างมีความหวังแต่แล้วชายหนุ่มกลับมาพังทุกอย่างด้วยมือของเขา โดยที่หล่อนไม่เข้าใจ...ว่าเพราะอะไร
หากไม่จริงจัง หากไม่เคยรักใครแล้วมาหลอกให้เผลอไผลลวงใจหล่อนทำไมกัน...
"แก่แดดจริงๆ นะเรา...อากับน้องเอยจะแต่งกันกันได้ยังไงล่ะครับ น้องเอยเป็นหลานอานะ หืม...เอาล่ะ อาต้องรีบไปแล้ว เดี๋ยวจะแวะไปส่งที่โรงเรียนก็แล้วกัน"
"ไม่ต้อง!!!" หล่อนปัดมือใหญ่ที่กำลังลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู รู้สึกเจ็บปวดเหลือเกินราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางจิตใจ...
แล้วที่หล่อนเชื่อมั่นทุ่มเทมาตลอดล่ะ เพื่ออะไรกัน...
"น้องเอย! ทำไมดื้อแบบนี้..."
"อาไทม์ไม่ต้องมายุ่งกับเอย ถ้าไม่รักเอย ไม่เคยจริงใจกับเอยแล้วมาหลอกให้เอยรักอาทำไม!! ไปให้พ้นเลยคนใจร้าย" หล่อนใช้มือผลักร่างเขาสุดแรงแล้วหันหลังวิ่งไปพร้อมกับเสียงร้องไห้สะอื้น ปล่อยให้ทัพไทยืนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
"น้องเอย...นี่จริงจังขนาดนี้เลยเหรอ..." ชายหนุ่มก่นบ่นกับตัวเอง
"ไทม์..."
"คุณแม่...ออกมาทำไมครับ ฝนกำลังจะตกเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก" พลันชายหนุ่มก็ละความสนใจจากร่างเล็กในชุดนักเรียนชั้นมัธยมต้นที่วิ่งหนีหายไปลับไปกับกำแพงบ้าน หันมาประคองมารดาในวัยหกสิบเศษซึ่งกำลังเดินออกจากตัวบ้านตรงเข้ามายังเขา
"ปล่อยเขาไปเถอะ...ลูกอาจจะคิดว่าเอยยังเป็นเด็ก แต่เขากำลังโตเป็นสาวแล้ว ต่อให้เป็นอาหลานแต่ก็ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน ถ้ามีอะไรเลยเถิดมันจะไม่งาม เพราะยังไง...ก็ได้ขึ้นชื่อตามศักดิ์ว่าเป็นญาติกันอยู่"
หญิงสาวในชุดผ้าไหมสุภาพถอนหายใจเฮือกใหญ่ในขณะที่เอ่ยปากพูดกับบุตรชายคนเดียว สายตานั้นมองไปยังทางเดินที่เด็กสาวตัวเล็กวิ่งลับหายไปด้วยความกังวล
"คุณแม่พูดอะไรอย่างนั้นครับ...ผมกำลังจะแต่งงาน อีกอย่างผมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ผมไม่เคยคิดกับเอยเป็นอย่างอื่นนอกจากเป็นน้องเป็นหลาน" ทัพไทประคองมารดาเอาไว้แล้วพาเดินเข้าบ้าน
"แต่เอยคิด...และเขาเชื่อมั่นมาตลอดว่าลูกกับเขาเป็นคนรักกัน"
"ผมยอมรับว่าผมผิดเองเรื่องนั้น...ที่ไม่ทันคิดเพราะมัวมองว่าแกเป็นเด็กอยู่ร่ำไป เล่นอะไรไม่ระวัง" เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้เขาเองก็ค่อนข้างไม่สบายใจเช่นเดียวกัน ยอมรับโดยสดุดีว่าตอนนี้ค่อนข้างเป็นห่วงสภาพจิตใจของหญิงสาวไม่น้อย
หล่อนถูกเลี้ยงมาแบบตามใจเพราะขาดแม่ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดคอยอบรมดูแล อีกทั้งผู้เป็นพ่อก็ไม่ใคร่มีเวลาสักเท่าไหร่เนื่องจากต้องแบกรับภาระธุรกิจของทางบ้าน ดังนั้นหากมีสิ่งใดที่ชดเชยความเหว่ว้าตรงนั้นให้กับเด็กสาวได้ ทุกคนจึงพยายามทำ
เหมือนเมื่อก่อนอีก แม่อยากให้เอยเขาตัดใจ เขา...ยังไม่เข้าในความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองเท่าไหร่หรอก"
"ครับ...คุณแม่" ทัพไทรับปากพร้อมเหยียดยิ้มอ่อน กระนั้นเขาก็ยังอดที่จะเป็นห่วงหลานสาวบุญธรรมไม่ได้ ป่านนี้จิตใจไม่รู้จะเตลิดไปไหนถึงไหนต่อไหนแล้ว กล่อนยิ่งชอบคิดมาก ขี้น้อยใจอยู่ด้วย
แต่ก็ไม่ใช่เพราะความสงสารเหล่านั้นหรอกรึ...ถึงทำให้เกิดเรื่องความเข้าใจผิดกันขึ้น...
มารดาและบิดาของเขาหย่าขาดจากกันมานานแล้ว ผ่านเป็นเกือบยี่สิบปีท่านก็ได้พบรักใหม่อีกครั้งกับคุณนพราช ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักและสานสัมพันธ์แน่นแฟ้น จนตกลงปลงใจแต่งงานใช้ชีวิตคู่ เนื่องจากคุณนพราชเองก็สูญเสียภรรยาไปนานหลายปีแล้วเช่นกันเพราะโรคภัยไข้เจ็บ
เขาเป็นลูกชายคนเดียว...เป็นลูกติดแม่ ส่วนคุณนพราชก็มีลูกโทนเป็นผู้ชายเช่นกัน อายุมากกว่าเขาอยู่เกือบๆ สิบปีชื่อณราช ณราชแต่งงานแล้วแต่ก็หย่าร้างไปแล้ว
ณราชกับอดีตภรรยามีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคน เมื่อเลิกรากันไปฝั่งผู้เป็นพ่อก็เป็นฝ่ายรับผิดชอบดูแล นั่นก็คือภาวนาหรือน้องเอยนั่นเอง
อดีตภรรยาของณราชไม่เคยหวนกลับมาอีกเลย แม้กระทั่งจะมาพบลูกสักครั้งก็ไม่เคยเห็นในช่วงตลอดระยะเวลาสิบปีที่เขาเข้ามาร่วมชายคาด้วย
ความสัมพันธ์ของคนในบ้านเป็นไปด้วยดี ณราชรักเขาเหมือนน้องชายแท้ๆ เคารพแม่เลี้ยงคนใหม่ไม่ได้ตั้งแง่รังเกียจรังงอน และเขาก็คิดกับณราชเปรียบเหมือนพี่ชายเช่นกัน
ดังนั้นภาวนาจึงเป็นสาวน้อยขวัญใจของคนในบ้าน รวมถึงเขาและมารดาที่ยังไม่เคยมีหลานไว้อุ้มชูด้วย ต่างก็ช่วยกันดูแลเลี้ยงดูมาจนถึงบัดนี้...
เด็กสาวมีความสนิทสนิทกับเขาเป็นพิเศษ เนื่องจากเขาจะเป็นคนดูแลคอยไปรับไปส่งที่โรงเรียนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะณราชนั้นไม่ค่อยมีเวลาว่าง แต่เขาก็ยินดีจะช่วยเหลือเพราะถือว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
เรื่องคาดไม่ถึงเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน ในงานฉลองครบรอบวันเกิดอายุสิบสองขวบของภาวนา ชายหนุ่มได้พลั้งปากให้หล่อนขอของขวัญชิ้นหนึ่งจากเขา โดยรับปากว่าหากไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็จะยินดีให้ได้ทุกอย่าง...
โดยไม่คาดฝัน...ภาวนาขอเป็นเจ้าสาวของเขา แต่ด้วยในขณะนั้นหล่อนยังเด็กนักเขาจึงไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริงจัง จึงรับปากส่งๆ ไป เพื่อความสบายใจของหนูน้อย ใครจะไปคิดล่ะว่าภาวนาจะจริงจังเก็บมันมาใส่ใจจนถึงบัดนี้...
"ผมฝากคุณแม่ด้วยนะครับ...เอยดื้อ อาจจะเข้าใจอะไรยากหน่อย แต่สักวันเธอจะเข้าใจได้เองว่าสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่มันไม่ใช่ มันเป็นแค่ความรู้สึกของเด็กๆ ที่พอได้ผูกพันกับใครก็เอาไปวาดฝันต่างๆ นานาเอยขาดความรัก...ขาดคนเข้าใจแกจริงๆ แกถึงได้เป็นแบบนี้ ผมสงสารเธอมาก"
"แม่เข้าใจ...แต่แกกำลังจะแต่งงาน แต่งแล้วก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น อย่าให้เมียแกต้องมาระแวงใจกับเรื่องในบ้านเลย มันจะเป็นปัญหากันซะเปล่าๆ"
"ครับคุณแม่...งั้นผมขอตัวไปรับเปรี้ยวก่อนนะครับ...ว่าจะไปลองชุดแต่งงานกัน" ชายหนุ่มประคองร่างเล็กของมารดาให้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้สักตัวใหญ่ พลางเข้าไปสวมกอดแล้วคลี่ยิ้มซบลงบนบ่าซึ่งได้แบกความรักที่มีตัวตนอย่างเขามานานกว่าสามสิบปีแล้วด้วยความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว
"อืมๆ ขับรถดีๆ นะลูก" ประภาอวยชัยให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจนกระทั่งเขาเดินออกออกไปจากตัวบ้านได้สักพัก
"พร้อม! พร้อมเอ้ย! อยู่ไหนล่ะนั่นมานี่หน่อยสิ"
"อยู่นี่ค่ะคุณภา...คุณภามีอะไรหรือเปล่าคะ..." สาวใช้ร่างอวบรีบปรี่เข้ามายืนใกล้ๆ นายสาวแล้วเอ่ยถามสีหน้ากระตือรือร้น
"แม่เอยเขาไปโรงเรียนหรือเปล่า...ฉันเห็นทะเลาะกับตาไทม์แล้ววิ่งหนีเข้ามาในบ้านแน่ะ ไปถามคนขับรถซิ"
"อ๋อ...คุณเอยไม่ได้ไปโรงเรียนค่ะคุณท่าน...พร้อมเห็นวิ่งขึ้นไปบนห้องตั้งแต่เมื่อครู่แล้วค่ะ ถามก็ไม่ตอบ พร้อมไม่กล้าซักมากความเดี๋ยวเธอจะเสียอารมณ์..." พร้อมรายงาน
"อืม...งั้นมีอะไรก็ไปทำเถอะ...ฉันจะขึ้นไปดูเขาเอง" พูดจบประภาก็ลุกเดินขึ้นไปยังชั้นบนของบ้านหลังใหญ่ ตัวนางเองก็คิดเช่นเดียวกับทัพไทนั่นแหละ...
ภาวนาเป็นเด็กขาดความอบอุ่น เมื่อมีใครสักคนยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มแกด้วยความสงสารและหวังดีจากใจจริง แกก็แยกแยะไม่ออกว่าความรู้สึกที่มอบให้ตอบกลับไปคืออะไร
รู้แต่เพียงว่าหากอยากให้เขาคนนั้นอยู่ด้วยตลอดไปก็ต้องแต่งงานอยู่กินเฉกเช่นฉันสามีภรรยา
"น้องเอย...น้องเอยนี่ย่าภานะลูก เปิดประตูให้ย่าหน่อยซิ..." ก๊อกๆ! ประภายืนอยู่หน้าประตูชั่วครู ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้าใกล้ พร้อมกับแย้มบานประตูเปิดออกแล้วโผล่หน้าออกมา
"เป็นอะไรหืม...ให้ย่าอยู่เป็นเพื่อนไหม..."
"ย่าภา ย่าภาต้องจัดการให้เอยนะคะ อาไทม์กำลังจะทิ้งเอยไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น" ราวกับต้นไม่เฉี่ยวเขาได้ฝนโปรย...ภาวนาโผเข้ากอดย่าเลี้ยงเล็กแรงพร้อมกับเสียงหอบสะอื้นตัวโยน
"โถ...เด็กหนอเด็ก มาๆ ใครทำอะไรมาบอกย่า ย่าจะจัดการให้เอง" นางปลอบไปพลางประคองหลานรักเข้าไปในห้องพลางเพื่อกันสายตาจากพวกคนใช้ในบ้านที่อาจจะเอาความไปพูดซุบซิบนินทาต่อความยาว
"เอยไม่ใช่เด็กแล้วนะคะย่าภา เอยโตแล้ว..."
"จ้าจ้ะ...มานั่งตรงนี้ก่อนนะ แล้วเล่าให้ย่าฟังสิว่าเกิดอะไรขึ้น" สองร่างนั่งลงบนที่นอนนุ่มซึ่งถูกตกแต่งอย่างดีด้วยของใช้ราคาแพงยิบ
"อาไทม์จะแต่งงาน...จะย้ายไปจากที่นี่ อาไทม์กำลังจะทิ้งเอยค่ะย่าภา ย่าภาอย่าให้อาไทม์ไปเลยนะคะ" หล่อนกล่าวพร้อมกับน้ำตาที่พรั่งพรู อาดูสุดแสนราวกับกำลังสูญเสียสิ่งสำคัญไปแล้วไม่มีวันได้กลับคืน
"อาไทม์แต่งงาน...เขาก็ต้องไปสร้างครอบครัวของเขานะเอย อีกอย่างต่อให้ไปอยู่ที่ไหนเขาก็ต้องกลับมาที่นี่วันยังค่ำ อาไทม์ไม่มีทางรักใครเท่าเอยหรอก แต่ความรัก...มันไม่ได้จำเพาะเจาะจงในความหมายเดียว อาไทม์รักหนูเหมือนลูกเหมือนหลาน เขาไม่มีวันลืมและไม่มีวันทิ้งเอยหรอกนะลูก"
"แต่เอยไม่อยากให้อาไทม์แต่งงานนี่คะ...อาไทม์เคยสัญญาว่าจะรอเอย จะแต่งงานกับเอยคนเดียว" หล่อนเถียง
"เฮ้อ! เอยเอ้ย...เอาไว้หนูโตกว่านี้อีกหน่อยหนูจะเข้าใจนะ รู้ไหมทำแบบนี้อาไทม์เขาไม่สบายใจ เขาเป็นห่วงหนูมาก..."
"ไม่จริงหรอกค่ะ อาไทม์ไม่ได้รักหนู ไม่ได้ห่วงหนูอีกแล้วเพราะเขามีคนอื่นที่ต้องรัก ต้องอยากดูแลมากกว่า"
"ย่าบอกแล้วไงว่ามันคนละกรณีกัน...ไม่มีใครมาแทนที่ใครได้หรอกเอย"
"คอยดูนะ...หนูจะฆ่าเจ้าสาวของอาไทม์ให้ตายเลย อยากมาแย่งอาไทม์จากหนูดีนัก หนูเกลียดผู้หญิงคนนั้น หนูเกลียดนังเปรี้ยว ผู้หญิงที่แย่งคนรักของคนอื่น ต้องไม่ตายดีแน่ๆ"
"เอย!!" ประภาอุทานด้วยความตกใจกับถ้อยวาจาที่ไม่น่ารักสมวัย แต่ก็สงสารหลานสาวที่ปล่อยโฉโผเข้ากอดนางเอาไว้อีกครั้ง มือของนางลูบไปตามแผ่นหลังของร่างเล็กสั่นสะท้าน
"ทำไมถึงคิดอะไรแบบนั้นล่ะลูก หืม...มันไม่ดีเลยรู้ไหม"
"หนูพูดจริงๆ ค่ะ คอยดูนะคะหนูจะทำลายผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้อาไทม์ ใครที่คิดแย่งอาไทม์ไปจากหนูมันต้องไม่ตายดี ย่าภาขา...พวกนั้นมันรังแกหนู"
"เฮ้อ!!! หลานรักของย่า คราวหน้าคราวหลังอย่าไปพูดแบบนี้ให้ใครได้ยินรู้หรือเปล่า เรื่องอาไทม์น่ะหนูไม่ต้องไปคิดอะไรให้มันมาก ถ้ารักอาเขา อยากให้อาเขามีความสุขหนูก็ควรเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน...เขาจะได้ไม่ต้องเป็นกังวลใจรู้ไหม"
"หนู...หนูจะพยายามค่ะ แต่หนูคงคิดถึงอาไทม์มากๆ แน่เลย เพราะหนูอยู่กับอาทุกวัน ไปไหนด้วยกันตลอด ตอนนี้อาเขามีคนอื่นที่อยากไปด้วย อยากอยู่ด้วยมากกว่าหนูแล้ว ไม่สนใจหนูอีกแล้ว"
"หนูยังมีย่า มีปู่ แล้วก็คุณพ่อ...ส่วนอาไทม์ก็อย่างที่ย่าบอก เขาไม่มีวันทิ้งหนู หรือรักหนูน้อยลงหรอกลูก แต่ชีวิตคนเรามันต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งเราเองก็ไม่อาจรู้ได้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า ที่แน่ๆ...ไม่มีอะไรยังยืนตลอดไปหรอกลูก"
"แม่แต่ความรักหรือคะคุณย่า..."
"ทุกสิ่งทุกอย่างจ้ะหลาน...แม้แต่สายน้ำ ท้องฟ้า...หรือแผ่นดินที่เราเหยียบย่ำอยู่ทุกวันนี้" ประภากอดร่างเล็กเอาไว้พร้อมสรรหาคำปลอบโยนเพื่อให้คลายความทุกข์ในใจ
"ค่ะคุณย่า...หนูเชื่อคุณย่าค่ะ แต่คุณย่าไม่ทิ้งหนูไปอีกคนนะคะ" "เด็กโง่...ย่าแต่งงานกับปู่ของหนู ก็เพื่อฝากผีฝากไข้ฝากชีวิตเอาไว้ที่นี่ แล้วย่าจะทิ้งหนูไปไหนได้ล่ะ หืม อย่าคิดมากเลยนะ..."
"ค่ะ..." ความเศร้าในใจค่อยคลายลงเมื่อได้พูด ได้คุยและมีคำปลอบโยนดีๆ คอยช่วยประทังบาดแผลใจไม่ให้ปวดระบม
"เอยเป็นเด็กดี ย่าเชื่อว่าสักวันเอยจะต้องได้เจอคนดีๆ คนที่เหมาะสม...ในวันที่เอยรู้และเข้าใจความหมายของคำว่ารักมากกว่านี้"
เด็กสาวกอดกระชับร่างอุ่นของย่าเลี้ยงเอาไว้แน่น ยังปล่อยน้ำตารินไหล และรับฟังคำสอนคำปลอบโยนอยู่เงียบๆ
เพราะหล่อนยังเป็นเด็กใช่ไหม...ทุกคนถึงได้คิดว่าหล่อนรักไม่เป็น เพราะหล่อนอายุยังน้อยใช่ไหม ใครๆ จึงละเลยที่จะมองความรู้สึกของหล่อน เด็กสาวโดดเดี่ยวอ้างว้างยิ่งนัก
หล่อนมีแต่ทัพไทที่คอยเป็นกำลังใจให้เสมอมา มีแต่เขาที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ มีแต่เขาที่รู้ใจทุกสิ่งทุกอย่าง หลายคนอาจจะมองว่าเพราะดูแลกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย หล่อนจึงรู้สึกพิเศษกับเขา แต่หล่อนรู้ดีว่ามันไม่ใช่...
มันลึกซึ้งมากกว่านั้น หล่อนเรียกเขาว่าอาตามที่ควรจะเรียกเพราะเป็นน้องเลี้ยงของพ่อ แต่หากใจจริงแล้ว ตั้งแต่หล่อนรู้สึกเป็น คิดได้...หล่อนไม่เคยคิดกับเขาตามศักดิ์ที่นับญาติกันเลย...
"อ้าวคุณไทม์ คิดว่าออกไปข้างนอกแล้วเสียอีก มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ" พร้อมเอ่ยทักในขณะที่หล่อนกำลังเดินมาเคาะประตูห้องภาวนา เนื่องจากมีธุระบางอย่างจะคุยกับคุณประภาที่อยู่ในห้องนี้ด้วย
แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นทัพไทยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าห้อง สีหน้าเข้มครึมจนน่ากลัว
ปกติทัพไทเป็นคนอารมณ์ดี อ่อนโยน ไม่ค่อยโกรธเกลียดใครหรือแสดงความก้าวร้าวให้เห็น แต่ดูจากสีหน้าวันนี้คงมีเรื่องบางอย่างกวนใจเขาไม่น้อย
"เปล่า...มาเอาของ ไม่ต้องบอกใครนะว่าเจอฉันที่นี่..." พูดจบก็เดินจากไปทันที ปล่อยให้พร้อมยืนทำหน้างง ออกอาการสงสัยอยู่อย่างนั้น...
เขาแค่เป็นห่วง กระวันกระวายว่าเด็กสาวอาจจะคิดมากถึงขั้นทำร้ายตัวเองจึงได้ละภารกิจและกลับมาดูแล ที่ไหนได้...เขากลับได้ยินได้ฟังความรู้สึกจากปากของหล่อนจนแทบไม่อยากเชื่อหู
ที่ผ่านมาเขาคงเข้าใจผิดมาตลอดสินะ ว่าเด็กน้อยที่เขาฟูมฟักมากับมือตั้งแต่อ้อนแต่ออกคือความไร้เดียงสา หล่อนติดเขาแจเพราะเหงาใจ ขาดความอบอุ่น หลอกใช้ความขี้สงสารของเขาลวงล่อให้ตายใจและหลงเชื่อว่าหล่อนยังเป็นเด็กที่ควรได้รับการดูแลอย่าดีอยู่เสมอ
แต่จากที่ได้ยินได้ฟังมันไม่ใช่เลย...ความคิดความอ่านของภาวนาอันตรายนัก จิตใจไม่ได้บอบบางเหมาะสมกับช่วงวัยของหล่อนเลย แต่ก้าวร้าวรุนแรงเหมือนพวกเด็กจรจัดในสังคมที่มีปัญหา
การอบรมสั่งสอน...การเอาใจใส่และพยายามหยิบยื่นทุกอย่างเพื่อชดเชยปมด้อยที่หล่อนมีไม่ได้ทำให้เด็กสาวสำนึกแม้แต่น้อยว่าคนอื่นๆ ต้องเสียสละขนาดไหนเพื่อเอาอกเอาใจหล่อนคนเดียว
แต่นับต่อจากนี้ไป...หล่อนจะไม่มีวันได้รับความรู้สึกดีใดๆ จากเขาอีก นั่นก็เพราะ...จิตใจของหล่อนมันหยาบช้านัก คิดได้แม้กระทั่งจะทำร้ายผู้หญิงที่เรารักให้ถึงตาย
อายุแค่สิบห้ายังคิดการอันตรายได้ขนาดนี้ ต่อไปคงไม่วายเป็นเด็กใจแตกดีๆ นี่เอง โลกมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
ทัพไทเข้าพิธีวิวาห์ในเวลาต่อมาตามกำหนดการ เจ้าสาวเป็นถึงดีไซเนอร์สาวสวยผู้มากความสามารถ และย้ายออกจากบ้านพ่อบุญธรรมไปอยู่เรือนหอซึ่งอยู่ต่างจังหวัด เพราะพวกเขาตั้งใจจะใช้ชีวิตครอบครัวท่ามกลางความสงบ ไม่วุ่นวายอย่างเช่นในตัวเมือง
ชายหนุ่มทำตัวห่างเหินกับภาวนาอย่างเห็นได้ชัด มันชัดเจนทั้งในความรู้สึกและในสายตาของทุกๆ คน ซึ่งต่างก็เข้าใจว่าเป็นเพราะเขาอยากให้เด็กหญิงโตเป็นผู้ใหญ่เสียที และดำเนินชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งให้ได้แม้จะไม่มีเขาคอยประคบประหงมเหมือนอย่างแต่ก่อน
โดยไม่มีใครรู้หรอกว่าเหตุผลที่แท้จริงของทัพไทนั้นเขาผิดหวัง และมีอคติต่อเด็กสาวจนไม่อยากมองหน้าเลยต่างหาก
สำหรับภาวนาแล้ว หล่อนตรอมใจกับการกระทำนั้นเป็นอย่างมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่หลายเดือนนับตั้งแต่วันที่เขาย้ายออกไป แต่วันเวลาก็ช่วยเยียวยาหล่อน สอนให้หล่อนเรียนรู้ รวมถึงอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านเข้ามาก็ช่วยแทรกตัวซ้อนทับความทรงจำและความรู้สึกเก่าๆ ไปได้ในที่สุด...
The evening air inside the Grayson estate carried a heavy silence, interrupted only by the distant murmur of servants going about their nightly duties. Ashley sank into the plush armchair in her bedroom, exhaling deeply as the events of the day played over in her mind. The grandeur of her office, the weight of responsibility that came with her new role, and, of course, the enigmatic presence of Jersey lingered in her thoughts. Something about the woman unsettled her, and Liam’s earlier warning from days ago came rushing back with greater force.“Stay away from Jersey.”He had said it before, but now, after her encounter with Jersey at work, those words felt different. He didn’t explain why, and that’s what gnawed at her the most. Did he not trust her with the truth? Did he simply not care enough to elaborate? The uncertainty twisted inside her, leaving her feeling more like a pawn in a game she barely understood.With a sigh, she pushed herself off the chair and prepared for bed. Slee
The morning sunlight streamed through my window, its warm rays gently caressing my face. I pulled the duvet over my eyes, longing to capture a few more moments of sleep. The soft golden light mingled with my thoughts—uncertain and jumbled—as I tried to prepare for the day ahead.A sharp, persistent knocking soon interrupted the silence. “Knock, knock,” came the sound again. Reluctantly, I realized that my laziness could no longer keep me in bed. Ignoring the knock for a moment had its cost when the maid’s familiar voice rang out from the corridor. “Mrs. Ashley, you’re starting your wife duties today at the office. Mr. Liam is already getting ready,” she announced in her calm, measured tone. A curse bubbled up within me. “Shit!” I thought, and with a force I didn’t know I possessed, I leapt from my bed. I hurried to the door, flung it open, and made my way to the bathroom for a quick, refreshing shower. After my bath, I found my clothes, shoes, and carefully arranged accessor
Hearing Liam's voice immediately sent a shiver down my spine. I couldn't believe I was almost tricked by Lucas. Still lost in my thoughts, I barely noticed when Liam walked past me and grabbed Lucas by the collar of his shirt. "How dare you come into my room and try to deceive my wife?" Liam shouted. Lucas laughed out loud. "Come on, Liam. It's just a contract marriage to close a deal. Stop making it look so real. Besides, we’re indoors—no paparazzi are watching you." Liam felt a sharp pain in his heart as those words left Lucas's mouth. But he quickly overcame it and said angrily, "I don't care what you believe, Lucas. Ashley chose me. Ashley is married to me. Whether it’s a contract marriage or not, legally—on paper—she’s my wife. So in no—" Lucas cut him short with another annoying laugh. "Oh, Liam, you're claiming her now? Like you love her?" He laughed again, mocking him. "Hah! Liam, she isn’t really your wife, and I have just as much right to her as you do. She just ha
My heart nearly stopped when I saw the three people standing. Relief flooded through me as I recognized Logan and Lucas, both wearing their signature mischievous grins. They called out "Just kidding!" in unison, their laughter echoing through the cathedral.That's when I noticed the third person – a woman so breathtakingly beautiful she looked like she'd stepped off a magazine cover. Long dark hair framed perfect features, and her designer dress hugged every curve. I felt Liam tense beside me as his eyes met hers, his entire body going rigid.The beautiful woman joined in their laughter, gracefully taking her seat again. But I didn't miss the way her eyes lingered on Liam, or the way his jaw clenched before he forced his attention back to the ceremony.The priest cleared his throat, clearly trying to restore order to the proceedings. "You may now kiss the bride," he announced.My stomach filled with butterflies. This was it – my first kiss, and it would be in front of hundreds of peop












Welcome to GoodNovel world of fiction. If you like this novel, or you are an idealist hoping to explore a perfect world, and also want to become an original novel author online to increase income, you can join our family to read or create various types of books, such as romance novel, epic reading, werewolf novel, fantasy novel, history novel and so on. If you are a reader, high quality novels can be selected here. If you are an author, you can obtain more inspiration from others to create more brilliant works, what's more, your works on our platform will catch more attention and win more admiration from readers.