Masukย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน (กรุงเทพฯ)
บรรยากาศในมหาวิทยาลัยช่วงเย็นช่างเงียบสงัดภาคิน พี่ปี 4 รุ่นพี่คณะบริหารฯ เดินกึ่งวิ่งไปตามทางเดินหอประชุมเพื่อไปหาแฟนสาวตามนัด ในระยะไม่กี่เมตรข้างหน้า เขาเห็นแผ่นหลังบางของหญิงสาวในชุดนักศึกษา (ลัลนาตอนปี1) ยืนหันหลังอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ ความดีใจบวกกับความรีบร้อนทำให้เขาไม่ได้สังเกตอะไรไปมากกว่านั้น
ชายหนุ่มย่องเข้าไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว วงแขนแกร่งตวัดโอบกอดร่างบางนั้นไว้แน่นจนแผ่นหลังพิงแนบกับอกกว้าง ก่อนจะก้มลงซุกใบหน้าเข้าที่ข้างแก้มนุ่มแล้วสูดดมความหอมฟอดใหญ่ด้วยความคุ้นเคย
“รอนานไหมครับมุก...”
“ว้ายยย! ไอ้โรคจิต!”
ร่างในอ้อมกอดสะดุ้งสุดตัวก่อนจะใช้แรงทั้งหมดที่มีดีดตัวออกและหันกลับมาตวัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าคมคายอย่างแรง!
<เพียะ!>
ภาคินยืนอึ้ง มือกุมแก้มที่ร้อนผ่าวด้วยความตกใจ แสงไฟทางที่สลัวทำให้เขาเห็นเพียงใบหน้าเด็กสาวที่ยังดูอ่อนวัย ไม่มีการแต่งแต้มเครื่องสำอาง ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความกลัวและโกรธจัด
“เอ่อน้อง!... พี่ขอโทษครับ พี่จำผิด...”
เขายังพูดไม่ทันจบคำ เด็กสาวคนนั้นก็ใช้หลังมือเช็ดที่แก้มข้างที่โดนหอมแรงๆ ราวกับรังเกียจนักหนา เธอสะบัดหน้าแล้วรีบวิ่งหนีหายไปในความมืด ทิ้งให้ภาคินยืนงงอยู่คนเดียว สิ่งเดียวที่ยังตกค้างอยู่ในโสตประสาทของเขา ไม่ใช่ความเจ็บที่ใบหน้า... แต่เป็น “กลิ่นหอมอ่อนๆ” จากตัวเธอที่ติดอยู่ที่ปลายจมูก
หลังจากวันนั้น ภาคินก็ไม่ได้เจอเธออีกเลย เพราะเขาต้องเดินทางไปสิงคโปร์ทันทีเพื่อเรียนต่อและ ฝึกงานรับช่วงงานบริหาร โดยที่ไม่รู้เลยว่ากลิ่นหอมนั้นจะกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้งในอีก 3 ปีข้างหน้า...
ปัจจุบัน
ณ อุโมงค์ต้นไม้ Fort Canning Park, สิงคโปร์
แสงแดดยามบ่ายทอดผ่านแมกไม้หนาทึบลงมาเป็นลำแสงสวยงาม เหมาะแก่การเป็นจุดเช็คอินยอดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยว แต่ท่ามกลางเสียงกดชัตเตอร์และเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ภาคิน ในชุดเชิ้ตสีขาวพับแขนดูเรียบหรู กลับยืนแยกตัวออกมาที่มุมลับตาคน
ใบหน้าคมคายที่มีคิ้วหนาพาดเฉียงเหนือดวงตาคมกริบดูนิ่งสนิท มือเรียวถอดแว่นสายตาที่มักจะสวมยามจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ออกมาชั่วคราว ทันทีที่ไร้กรอบแว่นบดบัง แววตา “เซ็กซี่” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสุขุมก็เผยออกมาให้เห็นจนสาวๆ ในบริเวณนั้นที่บังเอิญหันมาสบตาถึงกับต้องหลบวูบด้วยความขัดเขิน
เขาพ่นควันบุหรี่สีขาวจางๆ ออกมา ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อหูเจ้ากรรมดันไปได้ยินบทสนทนาทางโทรศัพท์เป็นภาษาไทยจากชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“เออ คืนนี้แหละมึง กูจัดแน่... เดี๋ยวจะถ่ายคลิปช็อตเด็ดส่งเข้ากลุ่มให้ดูเป็นขวัญตา ลัลเห็นซื่อๆ แบบนั้น แต่อยากลองของที่สิงคโปร์เองนะเว้ย กูแค่สนองให้”
ภาคินกระตุกยิ้มมุมปาก แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มของความยินดี เขาแค่นหัวเราะในลำคอพลางส่ายหน้าช้าๆ
“เลวชะมัด!” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ความสมเพชฉายชัดในสายตา
ตัดภาพมาทางด้านลัลนา
ภายในมินิมาร์ทติดแอร์เย็นฉ่ำ ลัลนา ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าชั้นวางสินค้าโซนของใช้ส่วนตัว หัวใจของเธอเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก มือบางชื้นเหงื่อขณะแสร้งทำเป็นยืนดูแปรงสีฟัน แต่สายตากลับเหลือบมองไปที่กล่องหลากสีสันที่วางเรียงรายอยู่ด้านข้าง
‘เอาจริงเหรอลัล... เธอตัดสินใจแล้วจริงๆ ใช่ไหม’ เธอกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ
สำหรับเด็กผู้หญิงที่โตมาในครอบครัวที่เคร่งครัด การมายืนเลือกซื้อ “ถุงยางอนามัย” คือเรื่องที่ผิดผีที่สุดในชีวิต แต่วัยของเธอและคำพูดจากกลุ่มเพื่อนที่มีแฟนกันหมดแล้ว ทำให้เธอนึกฮึดอยากจะก้าวข้ามกำแพงความกลัวนี้ไปเสียที
เธอมองกล่องเหล่านั้นด้วยความมึนตึ้บ “ตัวเลข 49, 52, 54, 56 มิลลิเมตร มันคืออะไร? ขนาดมาตรฐานของคนไทยคือเท่าไหร่? แล้วของปอล่ะ... ขนาดไหน?”
ความไม่รู้ทำให้ใบหน้าหวานร้อนผ่าวจนกลายเป็นสีระเรื่อ ยิ่งเห็นนักท่องเที่ยวคนอื่นเดินผ่านมา เธอก็รีบก้มหน้าจนคางแทบชิดอก แกล้งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแก้เขิน ทั้งที่มือไม้สั่นไปหมด
‘ถ้าหยิบมาผิดแล้วใส่ไม่ได้ แผนคืนนี้คงพังแน่...’ เมื่อคิดได้ดังนั้น ลัลนาจึงตัดสินใจใช้วิธีกันเหนียว เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้า เอื้อมมืออันสั่นเทาไปหยิบกล่องถุงยางแต่ละไซส์ออกมา อย่างละ 2 กล่อง!
เธอกวาดมันลงตะกร้าอย่างรวดเร็วราวกับกลัวใครจะมาเห็น ในใจคำนวณไปสารพัด
“ว่าแต่ละแบบมีคุณสมบัติยังไง ทั้งแบบผิวเรียบ ผิวขรุขระ กลิ่นสตรอว์เบอร์รี่ หรือแบบบางพิเศษที่โฆษณาว่าเหมือนไม่ได้ใส่”
‘เอาไปเผื่อให้หมดนี่แหละ อย่างน้อยต้องมีสักอันที่ใช้ได้สิ’ ลัลนารีบเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน เธอวางตะกร้าลงด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน พนักงานแคชเชียร์สบตาเธอครู่หนึ่งก่อนจะสแกนบาร์โค้ดทีละกล่อง เสียง ติ๊ด... ติ๊ด... แต่ละครั้งทำเอาเธออยากจะมุดแผ่นดินหนี
เมื่อจ่ายเงินเสร็จ เธอก็รีบยัดของทั้งหมดลงในถุงพลาสติกสีขุ่น ซ่อนมันไว้ใต้ขวดน้ำดื่มอย่างมิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลัลนาเดินออกจากร้านมาพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งในมือ แต่ในใจกลับลิงโลดด้วยความตื่นเต้นผสมความกลัว
เธอไม่รู้เลยว่าความตั้งใจ ที่จะมอบสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตให้ชายที่เธอคบได้ไม่กี่เดือนในคืนนี้ กำลังจะกลายเป็นบทเรียนที่เธอจะไม่มีวันลืม... และกลิ่นหอมของเธอก็กำลังจะนำพาใครอีกคนเข้ามาในชีวิตแทน
ในจังหวะนั้นเอง หญิงสาวร่างบางก็เดินตรงเข้ามาในกรอบสายตาของเขา ลัลนาเดินกลับมาจากมินิมาร์ทพร้อมถุงพลาสติกที่เธอพยายามถืออย่างเกร็งๆ ภายในนั้นบรรจุกล่องหลากไซส์ ที่เธอหยิบมาด้วยความประหม่าและไม่รู้ขนาดที่แน่ชัด
ภาคินชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นใบหน้าของเธอชัดๆ ผิวขาวนวลตัดกับริมฝีปากนิดจมูกหน่อย ดวงตากลมโตที่ดูใสซื่อและเต็มไปด้วยความหวังนั้นทำให้หัวใจของชายหนุ่มที่เคยเย็นชาถึงกับกระตุกวูบ
ในความคิดของภาคิน “ผู้หญิงสวยขนาดนี้... ทำไมถึงโชคร้ายมาอยู่กับไอ้กระจอกนี่ได้?”
“ปอ... รอนานไหม...อ๊ะ น้ำ..” ลัลนายื่นน้ำดื่มให้แฟนหนุ่มด้วยรอยยิ้มสดใส โดยไม่รู้เลยว่ากับดักของความร้ายกาจถูกวางไว้รอเธอในคืนนี้แล้ว
จังหวะที่ปอรับน้ำไปและเตรียมจะพาเธอเดินเลี่ยงออกไปหาจุดถ่ายรูป ลัลนาต้องเดินผ่านจุดที่ภาคินยืนอยู่พอดี...
วูบหนึ่ง...
สายลมจากยอดไม้พัดผ่านเข้ามาปะทะร่างบาง เส้นผมพลิ้วสยายสีดำขลับของเธอกระจายตัวตามแรงลม และในวินาทีที่เธอเดินผ่านหน้าภาคินไปเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมละมุนอ่อนๆ คล้ายดอกไม้แรกแย้ม ก็ลอยมาแตะที่ปลายจมูกของเขา
ร่างสูงกระชากร่างบางเข้าหาตัวก่อนจะประทับริมฝีปากลงไปอย่างอดใจไม่ไหว กลีบปากหนาบดขยี้ริมฝีปากเล็กอย่างเร่าร้อนและหิวกระหาย ลิ้นอุ่นสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากหวาน นัวเนียกันอย่างดูดดื่มจนขอบปากเลอะเปรอะไปด้วยหยาดน้ำแห่งความปรารถนา “อื้ม...!” ฝ่ามือหนาโอบหมับเข้าที่เอวบางที่กำลังบิดเร้า บีบคลึงสะโพกงามอย่างจงใจ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาขย้ำหน้าอกอวบอิ่มทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วงผ่านเนื้อผ้า “อึก...! อื้อ~” ลัลนาก็ไม่ยอมถอย เธอสู้กลับอย่างเต็มที่พยายามเล้าโลมเพื่อจะแกล้งให้ภาคินทรมาน หญิงสาวก้มลงจูบซับไปที่ซอกคอของเขา พร้อมกับเป่าลมหายใจอุ่น ๆ รดทั่วต้นคอแกร่ง... ยิ่งเธอรุกเร้ามากเท่าไหร่ อารมณ์ของเขายิ่งพุ่งพล่านมากขึ้นเท่านั้น ภายใต้กางเกงที่ตึงเปรี๊ยะของภาคินปวดหนึบ บางอย่างกำลังดันขึ้นมาอย่างแข็งขืนจนลัลนารู้สึกได้ถึงความใหญ่โต มือเรียวเล็กตัดสินใจเลื่อนลงสัมผัสเข้าไปใต้กางเกง สัมผัสถึงความร้อนรุ่มและขนาดที่โอฬาร เธอค่อย ๆ ลูบไล้บีบนวดอย่างเบามือ ทำเอาเขาทนไม่ไหวจนต้องผละริมฝีปากออกอย่างเร่งรีบเพื่อสูดอากาศ “เอาใหญ่แล้วนะ... ใจกล้าขึ้นนะเรา เด็กดื้อ... หึ~!” ดวงตาคมกริบจ้องเธอด้วยไ
ก่อนจะมุ่งหน้าไปล่ารางวัลใหญ่ในคาสิโน ภาคินพาเดินลัดเลาะเลียบอ่าวมาริน่ามาจนถึงแลนด์มาร์คสำคัญอย่าง Merlion สิงโตพ่นน้ำตัวมหึมาที่กำลังทำหน้าที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างขยันขันแข็งบรรยากาศรอบๆ เต็มไปด้วยผู้คนที่พยายามหามุมกล้องประหลาดๆ ลัลนายืนมองนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่พยายามอ้าปากกว้างเพื่อทำมุมให้เหมือนน้ำที่พ่นออกมาตกลงในปากพอดี บางคนก็ยกมือทำท่ารับน้ำเหมือนกำลังสระผม บ้างก็ป้องมือเหมือนรองน้ำดื่ม“พี่คินดูนั้นสิคะ ทำไปได้ยังไงเนี่ย ตลกจังเลย” ลัลนาหัวเราะคิกคักพลางส่ายหน้า “ลัลไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอนค่ะพี่คิน มันดูตลกเกินไป ถ่ายรูปทั้งทีขอแบบสวยๆ ปกติดีกว่า ท่าแปลกๆ แบบนั้นลัลไม่เอาด้วยหรอกนะคะ เสียลุคหมด”“จริงเหรอครับ? พี่ว่าก็น่ารักดีออกนะ” ภาคินเลิกคิ้ว ยิ้มกริ่มอย่างรู้ทัน“ไม่แน่นอนค่ะ! พี่คินเตรียมกดชัตเตอร์เลยนะ ลัลจะยืนโพสต์สวยๆ ตรงนี้แหละ”ลัลนาจัดแจงจัดระเบียบชุดให้เข้าที่ ยืนทิ้งสะโพกโปรยยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้กล้องของภาคินไปได้ 2-3 รูป เขาก้มลงดูรูปในมือถือเพื่อเช็กความคมชัดอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที เขาก็ต้องชะงักกึกพร้อมกับนัยน์ตาที่เบิกกว้างภาพตรงหน้าค
ฉากต่อจากตอนที่ 3 ที่ลัลนาเข้าคาสิโนไม่ได้เพราะอายุ ยังไม่ถึงเกณฑ์ ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนสิงคโปร์ ณ Gardens by the Bay อาณาจักรแห่งพฤกษาสู่โลกอนาคต ลัลนาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ลัลนาเดินก้มหน้าปล่อยให้หยาดน้ำตาหยดลงบนพื้นทางเดินปูนเลียบอ่าวมาลิน่าเบย์ทีละหยด สองเท้าคู่เล็กบัดนี้ก้าวไปอย่างไร้จุดหมาย ความเจ็บปวดจากการถูกคนรักหักหลังทิ้งไว้ในเมืองที่เธอไม่รู้จักใคร ไม่รู้จะไปที่ไหน ทำให้โลกทั้งใบของเธอกลายเป็นสีเทาหม่น แม้รอบกายจะเต็มไปด้วยแสงสีของเมืองหลวงที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็ตาม ภาคินเดินตามหลังร่างเล็กนั้นมาเงียบๆ เว้นระยะห่างพอสมควรเพื่อไม่ให้เธอกดดัน แต่สายตาคมกริบไม่เคยละไปจากแผ่นหลังที่สั่นเทานั้นเลย เขารู้ดีว่าความรู้สึกพังทลายมันเป็นอย่างไร และในฐานะคนที่ "ตั้งใจ" จะมาที่นี่อยู่แล้ว (แม้จะเป็นการโกหกหน้าตายเพื่อไม่ให้เธอเกรงใจก็ตาม) เขาก็ไม่อาจปล่อยให้ยัยลูกแมวหลงทางตัวนี้เดินตกลงไปในอ่าวมาลิน่าเสียก่อน “จะเดินไปจนถึงสนามบินเลยไหมครับ?” เสียงทุ้มเปรยขึ้นเบาๆ เมื่อเห็นว่าเธอเดินมาไกลพอสมควรแล้ว ลัลนาชะงักฝีเท้า สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบใช้หลังมือเช็ดหน้าเช็ดตา “
ท่ามกลางเสียงกลองสันทนาการที่ดังระงมไปทั่วคณะ ลัลนาเฟรชชี่สาวปีหนึ่งสภาพดูไม่จืด ใบหน้าที่เคยจิ้มลิ้มบัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยแป้งฝุ่นผสมน้ำขยี้จนด่างดวง ลิปสติกสีแดงเถือกถูกขีดเขียนจนเลยขอบปาก แถมผมทรงน้ำพุที่พี่ระเบียบมัดให้ก็ยุ่งเหยิงจนดูเหมือนสายไฟพันกัน ความล้าและอาการปวดเบาทำให้เธอรีบก้มหน้าก้มตาเดินเข้าห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดโดยไม่ทันสังเกตป้ายหน้าประตู “ว้ายยยย! ไอ้! โรคจิต!” เสียงแหลมเล็กแผดก้องทำเอาภาคิน รุ่นพี่ปีสี่ที่กำลังยืนทำธุระส่วนตัวอย่างสงบถึงกับสะดุ้งสุดตัวจนเกือบเสียหลัก เขาหันขวับมามองผู้บุกรุกด้วยความตกใจพอๆ กัน “เฮ้ยยย! น้องเข้ามาได้ไงเนี๊ยะ!” ภาคินโวยวายพร้อมรีบจัดการเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่ “แกสิ เข้ามาได้ไง! ช่วยด้วยๆ มีโรคจิตอยู่ในห้องน้ำ!” ลัลนาโวยวายกลับทั้งที่ตัวเองยืนอยู่หน้าโถฉี่ชายแท้ๆ เธอไม่ฟังอีร้าค่าอีรม เตรียมจะป่าวประกาศให้โลกกู้ “เฮ้ยยย! น้องเงียบๆ บ้าไปแล้วเหรอ!” ด้วยความกลัวว่าคนข้างนอกจะเข้าใจผิด ภาคินจึงรีบถลาเข้าไปหาหวังจะระงับเหตุ แต่ด้วยความรีบร้อน มือหนาที่เพิ่งจะกุมท่อนซุงจัดระเบียบร่างกายเมื่อครู่ กลับพุ่งตรงไปแปะเข้าที่ปากเล็กๆ ขอ
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านร่องไม้ของตัวบ้านไม้เก่าแก่ เสียงไก่ขันประสานกับเสียงนกกระจิบดังก้องไปทั่วสวนมะม่วง ภายในมุ้งสีขาวสะอาดที่แกว่งไกวตามลมโชย สองร่างยังคงนอนตระกองกอดกันอย่างแนบชิด ลัลนาซุกใบหน้าหวานอยู่กับแผงอกอุ่น ขณะที่ภาคินโอบรัดเธอไว้ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ ความสุขตรงหน้าจะเลือนหายไป “อะแฮ่ม!!!” เสียงกระแอมไอที่จงใจให้ดังสนิทมาจากหน้าประตูห้องที่เปิดแง้มไว้ ทำเอาลัลนาสะดุ้งสุดตัวจนเกือบตกเตียง เธอรีบดีดตัวลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าและผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงด้วยใบหน้าแดงก่ำไปถึงคอ “พ่อ! / คุณพ่อ!” สองเสียงอุทานออกมาพร้อมกัน พ่อของลัลนายืนกอดอกพิงกรอบประตู มองดู “คุณชายจากเมืองกรุง” ที่พยายามลุกขึ้นมานั่งในท่าที่สำรวมที่สุดทั้งที่ยังอยู่ในมุ้งสีหวาน ภาคินรีบลงจากเตียงมานั่งพับเพียบกับพื้นไม้ทันที “หลับสบายดีไหมล่ะคุณภาคิน! ห้องแขกที่แม่เขาจัดไว้ให้มันนอนลำบากจนต้องย้ายมานอนมุ้งเดียวกับลูกสาวผมเลยรึไง!” พ่อถามเสียงเรียบ แต่แววตาไม่ได้มีความโกรธจัดอย่างที่ลัลนากลัว “ผมขอโทษครับคุณพ่อ... คือเมื่อคืนผมไข้ขึ้น ลัลนาเลยช่วยดูแลผมครับ” ภาคินตอบตะกุกตะกัก ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยมาดมั่นบ
บรรยากาศยามเย็นที่บ้านสวนบางคล้าช่างเงียบสงบ พ่อกับแม่พากันออกไปดูหน้าดินที่ท้ายสวน ทิ้งให้ ภาคินและลัลนา อยู่ด้วยกันตามลำพัง ภาคินที่เพิ่งฟื้นไข้ขยับตัวลุกขึ้นด้วยท่าทางอ่อนแรง นัยน์ตาคมกริบจ้องมองมือตัวเองที่ถูกพันแผลไว้จนหนาเตอะ ก่อนจะหันไปหาคนตัวเล็กที่กำลังง่วนกับการเตรียมผ้าเช็ดตัวให้เขา “ลัล... พี่อยากอาบน้ำ” ภาคินอ้อนเสียงแผ่ว “แต่ดูมือพี่สิ... โดนน้ำไม่ได้เลย แผลมันจะอักเสบ” ลัลนาหันมามอง “ก็เช็ดตัวไปก่อนสิคะ พรุ่งนี้ค่อยอาบ” “ไม่ได้ครับ พี่ขุดดินมาทั้งวัน ตัวเหนียวไปหมดแล้ว...” ภาคินก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นกายจางๆ “ช่วยพี่หน่อยนะ... สระผมให้พี่ด้วย พี่ก้มเองไม่ได้จริงๆ” ณ ห้องน้ำกึ่งเอาท์ดอร์ริมสวน ลัลนาใจเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นภาคินเดินออกมาโดยมีเพียงผ้าขาวม้าผืนเดียว พันหมิ่นเหม่รอบเอวสอบ ผิวพรรณของเขาที่เคยเห็นว่าขาวจัด บัดนี้กลับดูขาวอมชมพูยิ่งขึ้นเพราะฤทธิ์ไข้ที่ยังหลงเหลือและแดดที่เพิ่งเผาไปเมื่อกลางวัน หยดน้ำที่เกาะอยู่ตามแผงอกกว้างที่มีกล้ามเนื้อกำยำพอดิบพอดีทำให้เขาดูเซ็กซี่อย่างร้ายกาจ “นั่งลงที่ม้านั่งนี่ค่ะ ลัลจะสระผมให้ก่อน” เธอสั่งเสียงสั







