LOGINในเวลาเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพฯ ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังตะโกนแข่งกับเสียงนาฬิกาปลุก
“รู้แล้ว! ตื่นแล้ว!” มือเล็กโผล่ออกมาจากกองผ้าห่ม ควานไปทั่วโต๊ะข้างเตียง ก่อนปัดโทรศัพท์ตกพื้นดังปึก เสียงนาฬิกาปลุกเงียบลง ทว่าไม่ถึงสามวินาที โทรศัพท์ก็สั่นอีกครั้ง ลลินลืมตาขึ้นทันที เธอคว้าโทรศัพท์มาดูเวลา ก่อนเด้งตัวลุกจากเตียงราวกับถูกสปริงดีด “เจ็ดโมงสี่สิบห้า!” หญิงสาววิ่งเข้าห้องน้ำทั้งที่เส้นผมยังยุ่งเหยิง อีกมือพยายามส่งข้อความไปยังกลุ่มงานของสถานีวิทยุ ลลิน: กำลังออกจากบ้านค่ะพี่ก้อง ลลิน: รถไม่น่าติดมาก ลลิน: ถึงก่อนประชุมแน่นอนค่ะ เธอมองเวลาบนหน้าจออีกครั้ง การประชุมเริ่มแปดโมงครึ่ง ส่วนบ้านของเธออยู่ห่างจากสถานีเกือบสิบห้ากิโลเมตร แม้แต่ในจักรวาลที่กรุงเทพฯ ไม่มีรถติด เธอก็ยังแทบไม่มีทางไปถึงทัน ลลินใช้เวลาอาบน้ำไม่ถึงห้านาที รวบผมยาวเป็นหางม้า สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงยีน แล้วคาบขนมปังไว้ในปากขณะวิ่งลงบันไดอพาร์ตเมนต์ เจ้าของห้องพักชั้นล่างเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ “วันนี้ก็เกือบสายอีกแล้วเหรอหนูลิน” “ไม่ได้เกือบค่ะป้า สายเรียบร้อยแล้ว!” เธอตอบพลางยกมือไหว้ ก่อนสวมหมวกกันน็อกแล้วขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันเล็กสีครีม เครื่องยนต์ส่งเสียงครางเบา ๆ แต่ไม่ยอมติด “อย่าเพิ่งงอแงนะเจ้าไข่ตุ๋น ขอร้องละ” ลลินตบหน้าปัดรถสองครั้ง ก่อนบิดกุญแจใหม่ คราวนี้เครื่องยนต์ติด เธอยิ้มกว้างราวกับเพิ่งชนะรางวัลใหญ่ “เก่งมาก!” เช้าวันทำงานของลลินไม่มีความสง่างาม ไม่มีคนคอยเปิดประตูรถให้ ไม่มีช่างแต่งหน้าตามซับเหงื่อ และไม่มีใครถือกาแฟรออยู่ข้างตัว เธอต้องแทรกผ่านรถยนต์ที่ติดยาวเป็นแถว หลบรถโดยสารประจำทางที่เปลี่ยนเลนกะทันหัน และพยายามไม่ให้ถุงขนมปังซึ่งแขวนอยู่ตรงแฮนด์ปลิวหายไปตามลม แต่น่าแปลกที่เธอกลับดูสนุกกับมัน เมื่อรถติดจนขยับไม่ได้ ลลินจะเคาะนิ้วบนถังน้ำมันตามจังหวะเพลงจากหูฟังข้างเดียว เมื่อเห็นคุณป้าข้างทางกำลังเข็นรถขายผลไม้อย่างลำบาก เธอก็จอดช่วยดันขึ้นทางลาด และเมื่อมอเตอร์ไซค์ของชายคนหนึ่งดับกลางสี่แยก เธอก็เป็นคนแรกที่เข้าไปช่วยโบกรถให้ เวลาแปดโมงยี่สิบเก้า ลลินวิ่งพรวดเข้าไปในห้องประชุมของสถานีวิทยุ พร้อมแฟ้มเอกสารหนึ่งกองและถุงกาแฟอีกห้าแก้ว “ทันค่ะ!” ทุกคนในห้องหันมามอง เข็มวินาทีบนผนังเคลื่อนผ่านเลขสิบสองพอดี พี่ก้อง โปรดิวเซอร์รายการวัยสามสิบปลาย ๆ ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ก่อนเลิกคิ้ว “เหลืออีกประมาณสิบวินาที ถือว่ายังไม่สาย” ลลินถอนหายใจด้วยความโล่งอก วางกาแฟลงตรงหน้าทีมงานแต่ละคนอย่างถูกต้องโดยไม่ต้องถาม “อเมริกาโนไม่หวานของพี่ก้อง ลาเต้เพิ่มช็อตของพี่วายุ ชาเขียวนมโอ๊ตของมิ้น ส่วนของโจเป็นโกโก้เย็นหวานน้อย” โจ ช่างเทคนิคประจำรายการรับแก้วไปด้วยสายตาซาบซึ้ง “ถ้าไม่มีลิน ผมคงไม่มีแรงทำงาน” “ก็เห็นพูดแบบนี้ทุกวัน” “แต่วันนี้พูดจากใจ” “เมื่อวานก็พูดจากใจ” เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะ ลลินนั่งลงตรงเก้าอี้ว่าง ใช้มือจัดเส้นผมที่หลุดออกจากหางม้า ก่อนเปิดแฟ้มสคริปอย่างรวดเร็ว เธอทำงานเป็นผู้ช่วยดีเจของรายการวิทยุช่วงค่ำมาสองปีแล้ว หน้าที่มีตั้งแต่คัดเลือกเพลง เขียนสคริป เตรียมข้อมูลศิลปิน ตรวจเนื้อหาโฆษณา รับสายผู้ฟัง ไปจนถึงวิ่งซื้อกาแฟเมื่อทุกคนหมดแรง ชื่อของลลินไม่เคยถูกประกาศผ่านคลื่นวิทยุ ผู้ฟังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพลงที่ได้ยินในแต่ละคืนมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเลือกอยู่หลังห้องส่งนานหลายชั่วโมง แต่เธอรักงานนี้ ลลินรักช่วงเวลาที่เพลงหนึ่งเพลงสามารถเปลี่ยนบรรยากาศของทั้งห้องได้ รักเสียงหัวเราะของดีเจ รักไฟสีแดงที่ติดเหนือประตูห้องส่ง และรักแม้กระทั่งเสียงซ่าจากอุปกรณ์ที่โจบ่นว่าใกล้เสียเต็มที สำหรับเธอ เสียงเพลงไม่ใช่เพียงสิ่งที่ใช้เติมความเงียบ มันเป็นเหมือนภาษาชนิดหนึ่ง ภาษาที่คนแปลกหน้าสามารถใช้บอกความรู้สึกเดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมาก่อน “สัปดาห์หน้าเราต้องเพิ่มเพลงใหม่เข้าช่วงหลังเที่ยงคืน” พี่ก้องกล่าว พลางเลื่อนเอกสารในแท็บเล็ต “ช่วงนี้คนฟังลดลง โดยเฉพาะหลังรายการข่าวจบ มีใครเสนอเพลงอะไรไหม” ทีมงานเริ่มเปิดรายการเพลงของตัวเอง บางคนเสนอเพลงป๊อปที่กำลังติดอันดับ บางคนเสนอเพลงจากศิลปินต่างประเทศที่เพิ่งปล่อยอัลบั้ม ส่วนลลินก้มค้นไฟล์ในคอมพิวเตอร์ เมื่อคืนก่อน เธอได้รับอีเมลจากนักแต่งเพลงอิสระคนหนึ่ง เขาส่งเพลงมาให้สถานีทดลองเปิด พร้อมบอกสั้น ๆ ว่าเพลงนี้ดัดแปลงจากบทกวีโบราณซึ่งไม่ทราบชื่อผู้แต่ง เพลงยังไม่วางจำหน่าย ไม่มีค่ายเพลงสนับสนุน นักร้องก็เป็นศิลปินหน้าใหม่ที่แทบไม่มีใครรู้จัก ในแง่การตลาด ไม่มีเหตุผลใดที่สถานีใหญ่ควรเลือกเปิดเพลงนี้ แต่ลลินฟังมันซ้ำอยู่หลายรอบเมื่อคืน เธอไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำนองไม่ได้ซับซ้อน เครื่องดนตรีมีเพียงเปียโน เสียงเครื่องสาย และเสียงระนาดที่แทรกเข้ามาเบา ๆ ในช่วงกลางเพลง ทว่าทุกครั้งที่ได้ฟัง หัวใจของเธอจะหนักอึ้งขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับเพลงกำลังพูดถึงการจากลาที่เธอเคยประสบ ทั้งที่จำไม่ได้ว่าเคยสูญเสียใครไปเมื่อใด “ลิน” เสียงพี่ก้องทำให้เธอสะดุ้ง “คะ” “มีเพลงเสนอไหม” ลลินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียบสายเข้ากับลำโพง “มีเพลงหนึ่งค่ะ แต่มันอาจไม่เข้ากับแนวรายการเท่าไร” “ลองเปิดก่อน” เสียงเปียโนโน้ตแรกดังขึ้น ห้องประชุมซึ่งเต็มไปด้วยเสียงคุยเงียบลงทีละน้อย ทำนองเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า คล้ายสายหมอกที่ไหลผ่านยอดเขา ก่อนเสียงระนาดจะดังแทรกเป็นจังหวะห่าง ๆ ไม่มีใครพูดอะไรตลอดสามนาทีครึ่ง เมื่อเพลงจบ พี่ก้องเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ “เพราะนะ แต่เก่าไปหน่อย” “เนื้อเพลงสวยดี” มิ้นกล่าว “แต่มันเศร้ามาก เปิดกลางคืนคนฟังคงร้องไห้” “ร้องไห้ก็ดีสิ” ดีเจวายุพูดพลางยกกาแฟขึ้นดื่ม “บางคืนคนฟังก็ต้องการเพลงที่ร้องไห้ไปด้วยกันได้” พี่ก้องหันมาถามลลิน “ที่มาของเพลงคืออะไร” “คนแต่งบอกว่าเขาดัดแปลงจากบทกวีเก่าค่ะ เจอสำเนาอยู่ในหีบเอกสารของวัดทางเหนือ แต่บทสุดท้ายขาดหายไป เขาเลยแต่งเพิ่มเอง” “วัดไหน” “เขาไม่ได้บอกค่ะ” พี่ก้องคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เอาไว้ทดลองเปิดช่วงหลังเที่ยงคืนคืนนี้ ถ้าผลตอบรับดีค่อยใส่ในรายการหลัก” ดวงตาของลลินเป็นประกาย “จริงนะคะ” “แต่เธอต้องเขียนคำเกริ่นเอง แล้วตรวจข้อมูลให้เรียบร้อย อย่าบอกอะไรเกินกว่าที่เรารู้” “ได้ค่ะ!” การประชุมดำเนินต่อไป แต่ลลินแทบหยุดยิ้มไม่ได้ เพลงที่ไม่มีใครรู้จักกำลังจะได้เดินทางออกไปบนคลื่นวิทยุ บางทีอาจมีคนหนึ่งกำลังนอนไม่หลับ บางทีอาจมีใครบางคนนั่งอยู่ตามลำพัง และบางทีเมื่อเพลงนี้ดังขึ้น เขาอาจรู้สึกว่าตนไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่เพียงคนเดียว นั่นคือเหตุผลที่ลลินรักงานของเธอ สิ่งที่เธอไม่รู้คือ คืนนี้จะมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าวิทยุเครื่องเก่าจริง ๆ และเพลงที่เธอเลือกด้วยมือของตัวเอง กำลังจะทำให้เขาร้องไห้โดยไม่รู้สาเหตุ ติดตามตอนต่อไป...ขณะเดียวกัน รถของคีรินติดอยู่บนถนนอีกฝั่งของร้านแถวรถยาวจนแทบไม่ขยับ แม้ร้านอาหารอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่ถึงร้อยเมตรวศินนั่งอยู่ข้างคนขับ กำลังโทรคุยเรื่องงาน แต่คีรินไม่ฟังสายตาของเขามองผ่านกระจกรถไปยังหน้าร้านฝั่งตรงข้ามจากตำแหน่งนี้ เขามองเห็นโต๊ะติดกระจกซึ่งลลินส่งรูปมาให้ตอนแรกเห็นเพียงเธอนั่งอยู่ตรงข้ามพิมพ์ดาวจากนั้นลลินก็ยกมือแตะหน้าอกแก้วบนโต๊ะล้มลงร่างของเธอพยายามลุก ก่อนเสียสมดุลคีรินตัวแข็ง“จอดรถ”คนขับหันมา“ตรงนี้จอดไม่ได้ครับ”“ลลินล้ม!”เขาปลดเข็มขัดทันทีวศินหันไปมองผ่านกระจกและเห็นร่างหญิงสาวทรุดอยู่ในร้าน“คีริน รอสัญญาณไฟ—”ชายหนุ่มเปิดประตูลงจากรถ“หลังนายยังไม่หาย!”คีรินไม่ได้ฟังเขาวิ่งไปตามช่องระหว่างรถซึ่งติดอยู่กลางถนนเสียงแตรดังขึ้นรอบตัวรถจักรยานยนต์คันหนึ่งเบรกกะทันหันเมื่อเขาวิ่งตัดหน้าคีรินหันหลบ แรงบิดตัวทำให้ความเจ็บจากรอยช้ำกลางห
ร้านอาหารตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามอาคารสถานี ต้องเดินข้ามถนนใหญ่ซึ่งมีสัญญาณไฟและการจราจรหนาแน่นในช่วงเย็นพิมพ์ดาวเลือกโต๊ะติดกระจกด้านหน้าเหตุผลที่บอกลลินคือ ต้องการนั่งตรงบริเวณซึ่งไม่อึดอัดและมองเห็นผู้คนแต่เหตุผลจริงคือ หากลลินล้มลง ทุกคนในร้านจะเห็นชัดว่าเธออยู่กับคนจำนวนมาก ไม่มีการทำร้ายทางกาย และไม่มีใครเข้าใกล้เครื่องดื่มหลังเสิร์ฟทั้งสองสั่งอาหารง่าย ๆระหว่างรับประทาน พิมพ์ดาวพูดถึงเรื่องงาน รายการ และการเดินทางไปเชียงใหม่อย่างระมัดระวัง“การสัมภาษณ์เป็นอย่างไรบ้าง”“ได้ข้อมูลมาบางส่วนค่ะ”“เกี่ยวกับเพลงนั้น?”“ค่ะ แต่ยังไม่สมบูรณ์”“แล้วคีรินไปด้วยหรือ”คำถามทำให้ลลินเงยหน้าพิมพ์ดาวรีบยิ้ม“พี่เห็นภาพแฟนคลับที่สนามบิน คนในบริษัทก็พูดกัน”เธอมองสีหน้าลลินความริษยาปะทุขึ้น แต่เธอกดมันไว้“พี่ไม่ได้จะก้าวก่าย”เธอกล่าว“แค่อยากรู้น่ะ”“เขาเป็นคนมีน้ำใจค่ะ”คำตอบของลลินไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธคว
คีรินกับลลินกลับถึงกรุงเทพฯ ในช่วงเย็นวศินมารอรับที่ทางออกส่วนตัวของสนามบินเพียงเห็นคีรินเดินช้าผิดปกติและไม่ยกกระเป๋าด้วยตัวเอง ผู้จัดการก็ขมวดคิ้ว“เกิดอะไรขึ้นกับหลัง”“ฟกช้ำครับ”“จากอะไร”คีรินมองลลิน ก่อนตอบว่า“ของในอาคารตกใส่”วศินมองรอยช้ำซึ่งโผล่พ้นคอเสื้อเล็กน้อย“ของอะไรมีรอยเหมือนกรงเล็บสามเส้น”ไม่มีใครตอบผู้จัดการถอนหายใจ“ขึ้นรถก่อน แล้วค่อยเล่าเท่าที่คิดว่าผมควรรู้”บนรถ คีรินอธิบายเพียงว่า มีคนไม่ทราบฝ่ายพยายามทำร้ายลลินในส่วนปิดของวัด และเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับหีบไม้ซึ่งพวกเขานำกลับมาด้วยเขาไม่พูดเรื่องวิญญาณทั้งหมดแต่วศินรู้ทันทีว่าสถานการณ์รุนแรงเกินกว่าจะปล่อยให้ลลินกลับไปอยู่ห้องพักคนเดียว“บ้านนายปลอดภัยที่สุด”เขากล่าวลลินมองคีรินชายหนุ่มไม่ได้พูดแทนเธอเพียงรอคำตอบ“ฉันกลับไปเอาเสื้อผ้าก่อนได้ไหมคะ”“ผมจะไปด้วย”คีรินตอบทันทีวศินมองห
พิมพ์ดาวนั่งอยู่ในรถซึ่งจอดตรงหน้าบ้านของรามตลอดทาง กลิ่นควันไฟติดอยู่ในจมูกไม่ยอมหายเธอเปิดหน้าต่างเปลี่ยนน้ำหอมและดื่มน้ำหลายครั้งแต่ทุกครั้งที่หลับตา กลิ่นไม้ไหม้กับเลือดกลับเข้มขึ้นภาพมือของตนเองในกระจกยังคงสวมแหวนทองโบราณ แม้มือจริงไม่มีสิ่งใดอยู่บนนิ้วเสียงหญิงสูงศักดิ์ดังขึ้นเป็นระยะเขาจับมือนางอีกแล้วพิมพ์ดาวกำพวงมาลัยแน่น“เงียบ”“ฉันไม่อยากฟัง”หากปล่อยไปแบบนี้ เจ้าจะไม่มีวันได้เขากลับมา“เขาไม่เคยเป็นของฉัน”คำพูดหลุดออกมาเบา ๆทันทีที่กล่าวเช่นนั้น ความเจ็บปวดก็แทงขึ้นกลางอก ราวกับผู้หญิงอีกคนภายในร่างกำลังต่อต้านพิมพ์ดาวก้มศีรษะลงบนพวงมาลัยเธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งตนรักคีรินในฐานะแฟนคลับธรรมดาชื่นชมผลงานติดตามข่าวและหวังเพียงได้ร่วมงานกันสักครั้งแต่หลังลลินปรากฏตัว ความรู้สึกกลับรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมเธอไม่ได้เพียงหึงหวงเธอรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียใค
แสงเช้าลอดผ่านช่องว่างระหว่างผ้าม่านเข้ามาเป็นเส้นบาง ๆลลินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เธอรับรู้คือมือของคีรินซึ่งยังคงจับมือเธออยู่ตรงกลางเตียงเมื่อคืนทั้งสองนอนหันหน้าเข้าหากัน โดยเว้นระยะเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ร่างของลลินกระทบแผ่นหลังที่บาดเจ็บของเขา แต่ระหว่างหลับ ระยะห่างนั้นกลับลดลงโดยไม่รู้ตัวมือของทั้งคู่ประสานกันอยู่บนผ้าปูที่นอนศิลาสีขาวสงบนิ่งไม่มีแสงไม่มีภาพในอดีตมีเพียงความอบอุ่นจากฝ่ามือของคนตรงหน้าลลินเงยหน้ามองคีรินชายหนุ่มยังหลับอยู่ ใบหน้าดูอ่อนล้ากว่าปกติ คิ้วขมวดเล็กน้อยเหมือนแม้ในยามหลับ กล้ามเนื้อกลางหลังก็ยังส่งความเจ็บปวดรบกวนเธอพยายามดึงมือออกเบา ๆ เพื่อจะลุกไปหยิบยานิ้วของคีรินกลับกระชับขึ้นทันที“จะไปไหนครับ”เสียงของเขาแหบเพราะเพิ่งตื่น“เอายาให้คุณค่ะ”คีรินลืมตาขึ้นเขาพยายามขยับตัว แต่เพียงจะใช้แขนยันเตียง กล้ามเนื้อใต้สะบักก็ตึงจนใบหน้ากระตุกลลินรีบประคอง“อย่ารีบค่ะ”“ผมดีขึ้นแล้ว”“แต่หน้าคุณไม่ได้บอกแบบนั้นนะคะ”คีรินยอมนอนนิ่งใ
คีรินสะดุ้งตื่นการขยับกะทันหันทำให้ร่างพลิกไปด้านหลังทันทีที่รอยช้ำสัมผัสที่นอน ความเจ็บรุนแรงก็แล่นขึ้นมา“อึก…”เขารีบพลิกกลับมาตะแคงลลินลืมตาขึ้นพร้อมกัน“คีริน!”เธอลุกขึ้น แต่เขายกมือห้าม“ไม่เป็นไร—”เขาหยุดเอง ก่อนแก้คำ“เจ็บครับ แต่เดี๋ยวดีขึ้น”ลลินเปิดไฟข้างเตียงสีหน้าของเขาซีด เหงื่อบาง ๆ ปรากฏบนหน้าผากเธอช่วยประคองให้นั่งโดยไม่ดึงแขนแรง แล้วนำเจลเย็นกลับมาประคบ“คุณฝันเหมือนฉันหรือเปล่า”ลลินถามขณะวางเจลลงบนรอยช้ำ“ครับ”“ลินหลวงโตขึ้นแล้ว”“และเด็กชายชื่อคำริน”ลลินหยุดมือ“คีรินคะ”“ครับ”“ตอนอยู่ในห้องเก็บของ คุณบอกว่าฉันเรียกอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ชื่อคุณ”เธอเงยหน้า“ฉันเรียกชื่อนั้นค่ะ”คีรินนิ่งไปทั้งสองมองหน้ากันในแสงสลัวข้างเ







