Masukคีรินหยิบถ้วยกาแฟไปนั่งบนเก้าอี้ เปิดวิทยุ และหมุนปุ่มหาคลื่นไปเรื่อย ๆ เสียงข่าวดังสลับกับโฆษณา เขาหยุดอยู่ที่สถานีเพลงแห่งหนึ่งซึ่งดีเจชายกำลังอ่านจดหมายของผู้ฟัง
“คืนนี้คุณแพรส่งข้อความเข้ามาบอกว่า เพิ่งย้ายมาทำงานในกรุงเทพฯ คนเดียว ยังไม่มีเพื่อน และคิดถึงบ้านมากครับ” น้ำเสียงของดีเจอบอุ่น เป็นกันเอง “การเริ่มต้นชีวิตในที่ใหม่อาจทำให้เรารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกว้างเกินไป แต่เชื่อเถอะครับว่า เมื่อเวลาผ่านไป เราจะค่อย ๆ พบสถานที่เล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนี้ได้” คีรินยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ ข้างนอกหน้าต่าง แสงไฟจากสระว่ายน้ำสะท้อนผิวน้ำเป็นสีฟ้า “ก่อนจากกันในคืนนี้ เรามีเพลงใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดที่ไหนมาก่อน เพลงนี้ดัดแปลงจากบทกวีโบราณที่ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง และต้นฉบับส่วนสุดท้ายสูญหายไปตามกาลเวลา” มือของคีรินซึ่งกำลังวางถ้วยลงชะงัก เสียงผู้หญิงดังแทรกมาจากด้านหลังห้องส่ง คล้ายกำลังกระซิบบอกข้อมูลบางอย่างให้ดีเจ เสียงนั้นเบามากจนแทบจับคำไม่ได้ ทว่าเขากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด โดยไม่สามารถบอกได้ว่าคุ้นจากที่ใด “บทเพลงนี้มีชื่อว่า ‘ก่อนท่วงทำนองจะเลือนหาย’ ครับ” เปียโนโน้ตแรกดังขึ้น คีรินนิ่งไป ทำนองเรียบง่ายจนไม่ควรทำให้เขารู้สึกอะไร แต่เมื่อเครื่องสายเริ่มบรรเลง ความหนักอึ้งกลับค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นกลางอก เขาไม่ได้เห็นภาพใด มีเพียงความรู้สึกคล้ายบางสิ่งสำคัญเคยอยู่ตรงนั้น แล้ววันหนึ่งมันก็หายไปโดยที่เขาไม่ทันรักษาไว้ เสียงนักร้องหญิงดังขึ้นอย่างแผ่วเบา หากคืนหนึ่งเสียงเพลงเลือนหาย หากแสงจันทร์ไม่หวนกลับมา โปรดจดจำมือที่เคยกุมไว้ก่อนร่ำลา และคำสัญญาแห่งศิลาสีขาว… เมื่อคำว่า “ศิลาสีขาว” ลอยออกจากลำโพง หินก้อนเล็กใต้ปลายนิ้วพลันอุ่นขึ้นวูบหนึ่ง คีรินชะงัก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพียงความร้อนจากฝ่ามือของตน หรือมีบางอย่างในหินตอบรับท่วงทำนองนั้นจริง ๆ ถ้วยกาแฟกระทบจานรองดังแกร๊ก คีรินก้มมองมือของตนเอง เขาไม่ได้สั่นเพราะหนาว แต่ความเศร้าที่ไม่มีชื่อกำลังไหลเข้ามาอย่างเชื่องช้าและหนักหน่วง ราวกับคนคนหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้ว่าตัวเองกำลังรอคอย ได้รับการเตือนขึ้นมาว่าการรอนั้นยาวนานเพียงใด เสียงระนาดดังขึ้นในช่วงกลางเพลง หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง ทุกจังหวะทำให้ช่องว่างในอกกว้างขึ้น คีรินพยายามนึกว่าเคยได้ยินทำนองนี้จากที่ไหน แต่ยิ่งค้นกลับยิ่งพบเพียงความว่างเปล่า เขาไม่รู้ว่าตัวเองสูญเสียอะไร ไม่รู้ว่าเหตุใดเนื้อเพลงจึงฟังคล้ายคำลาจากคนที่ควรจะสำคัญที่สุด หยดน้ำอุ่นไหลผ่านแก้มโดยไม่รู้ตัว คีรินยกมือแตะใบหน้า เมื่อเห็นน้ำตาติดอยู่บนปลายนิ้ว เขาก็มองมันด้วยความสับสน เขาไม่ได้คิดถึงใคร ไม่ได้มีเรื่องเศร้า และไม่เคยฟังเพลงนี้มาก่อน แต่หัวใจกลับปวดเหมือนเคยเสียใครบางคนไปจริง ๆ เสียงเพลงดำเนินต่อ แม้บทกวีจะขาดหายกลางทาง แม้สองเราต้องพรากจากกันแสนไกล เมื่อเสียงสุดท้ายหวนคืนวันใด เราจะได้หากัน…จนเจอ ประโยคสุดท้ายจบลงพร้อมความเงียบที่ทิ้งไว้ในบ้านหลังใหญ่ คีรินนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ขยับไปไหน กาแฟในถ้วยค่อย ๆ เย็นลง แต่ความเศร้ากลับยังไม่จาง มือข้างหนึ่งกำสร้อยข้อมือศิลาสีขาวไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ บางสิ่งที่หายไปจะเลือนหายไกลกว่าเดิม • • • เสียงดีเจดังขึ้นอีกครั้ง “หวังว่าเพลงนี้จะอยู่เป็นเพื่อนทุกคนในค่ำคืนนี้นะครับ” คีรินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ค้นหาชื่อเพลงทันที แต่ไม่พบข้อมูล ไม่มีชื่อศิลปิน ไม่มีประวัติผู้แต่ง ไม่มีแม้แต่คลิปสั้น ๆ บนอินเทอร์เน็ต เขากดเข้าเว็บไซต์ของสถานีวิทยุ หน้ารายการแสดงเพียงรายชื่อดีเจกับช่องทางติดต่อ ปลายนิ้วของเขาหยุดอยู่ตรงปุ่มส่งข้อความ เขาควรถามอะไร เพลงนี้มาจากไหน บทกวีถูกค้นพบที่ใด หรือเหตุใดเขาจึงร้องไห้เพราะเพลงที่ไม่เคยรู้จัก สุดท้ายคีรินก็ไม่ได้ส่งข้อความ เขานั่งอยู่ตรงนั้นจนวิทยุเปลี่ยนไปเปิดเพลงอื่น จนแสงไฟริมสระดับลงตามเวลาที่ตั้งไว้ และจนความเงียบกลับเข้าครอบครองบ้านอีกครั้ง คืนนั้นเขาเข้าใจเพียงอย่างเดียว บางอย่างในชีวิตของเขาหายไป และเขาเพิ่งรู้สึกถึงที่ว่างของมันเป็นครั้งแรก • • • ภายในห้องส่งของสถานีวิทยุ ลลินยืนอยู่หลังกระจก มือหนึ่งถือสคริป อีกมือกดหูฟังแนบใบหู เธอไม่ได้อยู่หน้าไมโครโฟนและไม่ได้เป็นคนเกริ่นนำเพลง แต่ตลอดเวลาที่เสียงเพลงดัง เธอกลับรู้สึกเหมือนทุกถ้อยคำกำลังไหลผ่านส่วนลึกของตัวเอง เธอไม่เห็นภาพใด ไม่ได้ยินเสียงอื่นนอกจากเสียงที่อยู่ในหูฟัง มีเพียงความคิดถึงอย่างประหลาดซึ่งค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ทั้งที่ไม่รู้ว่าคิดถึงใคร “ลิน เป็นอะไรหรือเปล่า” มิ้นถามจากข้างตัว ลลินสะดุ้ง “เปล่าค่ะ” “ร้องไห้ทำไม” หญิงสาวยกมือแตะแก้ม ปลายนิ้วสัมผัสความเปียกชื้น “ฉันร้องไห้เหรอ” มิ้นหัวเราะเบา ๆ “เพลงเศร้าขนาดนี้ ไม่แปลกหรอก” ลลินพยายามยิ้มตาม แต่ในใจรู้ดีว่าไม่ใช่แค่เพราะเพลงเศร้า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนการสงสารตัวละครในบทเพลง มันเหมือนการอาลัยต่อเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นกับตัวเองมานานแล้ว เพียงแต่เธอจำรายละเอียดไม่ได้เลย หลังรายการจบ ลลินกลับไปนั่งที่โต๊ะและเปิดไฟล์เพลงอีกครั้ง เธอเลื่อนไปยังช่วงท้ายซึ่งผู้แต่งเพิ่มเนื้อร้องขึ้นเอง ตรงหน้าจอมีข้อความแนบจากนักแต่งเพลงว่า ต้นฉบับบทกวีจบลงตรงคำว่า “เมื่อเสียงสุดท้าย…” ส่วนประโยคหลังจากนั้นทั้งหมดเป็นสิ่งที่เขาแต่งต่อ ลลินอ่านซ้ำอยู่หลายรอบ เมื่อเสียงสุดท้าย… บทกวีเดิมตั้งใจจะกล่าวถึงอะไร เมื่อเสียงสุดท้ายดับลง เมื่อเสียงสุดท้ายหวนคืน หรือเมื่อเสียงสุดท้ายพาใครบางคนกลับมา เธอสวมหูฟังแล้วเปิดเพลงซ้ำ ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ยังคงอยู่ แม้จะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก “กลับบ้านได้แล้ว” พี่ก้องเดินผ่านมาเคาะโต๊ะเธอ ลลินมองนาฬิกา เกือบตีสองแล้ว “ขอแก้สคริปพรุ่งนี้อีกนิดค่ะ” “พรุ่งนี้ค่อยทำ นี่มันจะเช้าแล้ว” “พรุ่งนี้ก็มีงานพรุ่งนี้อีกค่ะ” “พูดเหมือนคนทำงานมาสามสิบปี ทั้งที่อายุเพิ่งยี่สิบหก” ลลินยิ้ม ก่อนยอมปิดคอมพิวเตอร์ ชีวิตของเธอวุ่นวายแทบทุกวัน ตื่นเช้า ฝ่ารถติด ประชุม คัดเพลง เขียนสคริป ตรวจเทป รับโทรศัพท์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และกลับบ้านในเวลาที่คนอื่นหลับกันหมดแล้ว แต่ลลินไม่เคยเกลียดมัน อย่างน้อยในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงเพลง เธอไม่มีเวลามากพอจะรู้สึกเหงา ในคืนเดียวกันนั้น ห่างกันเพียงสิบห้ากิโลเมตร มีคนสองคนร้องไห้เพราะเพลงเดียวกัน โดยที่ต่างฝ่ายต่างยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกคนหนึ่งมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ ติดตามตอนต่อไป...เขายกมือของลลินขึ้นวางบนหน้าอกตนเองหัวใจเต้นอยู่ใต้ฝ่ามือสม่ำเสมอหนักแน่นและเป็นของคนในปัจจุบัน“สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากศิลาครับ”เขากล่าวลลินมองดวงตาเขา“แน่ใจหรือคะ”คีรินปลดมือออกจากเธอชั่วครู่ แล้วใช้ปลายนิ้วแตะตัวหินสีขาวไม่มีแสงเกิดขึ้นจากนั้นเขาจึงก้มลงจูบเธอริมฝีปากสัมผัสกันอย่างช้า ๆ ใต้แสงจันทร์ศิลายังคงสงบนิ่งไม่มีนิมิตไม่มีเสียงระนาดและไม่มีความรู้สึกของคำรินหรือลินหลวงเข้ามาแทรกมีเพียงคีรินกับลลิน ซึ่งเลือกเข้าใกล้กันด้วยตัวเองเมื่อถอนริมฝีปากออก หน้าผากของทั้งสองยังแตะกันอยู่“ตอนนี้แน่ใจหรือยังครับ”ลลินยิ้ม“ค่ะ”คีรินโอบเธอกลับเข้ามาทั้งคู่ไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะอยู่ด้วยกันทุกภพไม่ได้สัญญาว่าจะไม่มีวันจากกันเพราะพวกเขาได้เรียนรู้แล้วว่า คำสัญญาซึ่งยิ่งใหญ่เกินชีวิตอาจกลายเป็นพันธนาการของคนที่ต้องอยู่รอสิ่งที่มีอยู่ตอนนี
ลลินดึงผ้าคลุมออกช้า ๆตัวระนาดได้รับการดูแลดีกว่าชิ้นส่วนที่วัด แม้ไม้จะเปลี่ยนสีและเชือกบางส่วนหย่อนตามอายุตรงขอบมีลายดอกไม้ล้อมวงกลมไม่เหมือนกันทุกเส้น แต่มีโครงสร้างเดียวกับลายบนหีบและเส้นสีเงินภายในศิลาลลินใช้ปลายนิ้วแตะขอบไม้ศิลาสีขาวอุ่นขึ้นเธอเห็นภาพแวบเดียวหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างระนาดมือกำลังปรับเชือกนอกหน้าต่างมีเด็กชายตัวเล็กวิ่งเล่นอยู่ในสวนหญิงชราหันไปมองเขา ก่อนใช้ผ้าขาวคลุมเครื่องดนตรีและล็อกประตูห้องภาพหายไปลลินถอนมือ“เห็นอะไรหรือครับ”“คุณยายค่ะ”เธอมองระนาด“ยายไม่ได้เล่น แต่ดูเหมือนกำลังรักษามันไว้”คีรินเดินไปรอบเครื่องดนตรีระนาดเก่าตัวนี้อาจถูกสร้างขึ้นจากต้นแบบของครูคำปัน หรือได้รับการส่งต่อจากคนที่เคยรู้จักลินหลวงลลินมองผ่านหน้าต่างของห้องด้านหลังบ้านมีแนวต้นไม้หนาแน่นขึ้นไปตามเนินยอดหลังคาไม้เล็ก ๆ โผล่อยู่ระหว่างกิ่งไม้ไกลออกไปเธอขยับไปใกล้หน้าต่าง“ตรงนั้นมีอะไรคะ”คีรินมองตาม“น่าจะเป็นศาลาเก่า”“คุณเคยไปหรือ
รถออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้าหีบไม้ถูกเก็บไว้ในกระเป๋ากันกระแทกด้านหลัง และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจสอบทุกครั้งที่รถหยุดพักลลินนั่งข้างคีรินบนเบาะแถวกลางเธอนำหมอนใบเล็กมารองแผ่นหลังให้เขา ก่อนปรับตำแหน่งหลายครั้งจนชายหนุ่มสามารถนั่งได้โดยไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อเมื่อรถเคลื่อนออกจากบ้าน คีรินหยิบขวดน้ำอุ่นกับยาของลลินออกมาส่งให้ตามเวลาลลินรับไปทานโดยไม่ต้องให้เขาเตือนซ้ำหลังจากนั้นเธอหยิบยาแก้ปวดของเขาออกจากกระเป๋า ส่งให้พร้อมน้ำอีกขวดไม่มีใครพูดเรื่องความรักไม่มีใครถามว่าความรู้สึกยังคงเหมือนเมื่อคืนหรือไม่คีรินรับยาลลินตรวจว่าเขากลืนเรียบร้อยจากนั้นมือของทั้งสองก็กลับมาประสานกันอยู่ตรงพื้นที่ว่างระหว่างเบาะเมื่อรถผ่านช่วงถนนขรุขระ คีรินขยับหมอนรองศีรษะให้เธอเมื่อลลินหลับและศีรษะเอนไปอีกด้าน เขาใช้มือพยุงให้กลับมาซบลงบนไหล่ส่วนที่ไม่กระทบแผ่นหลังระหว่างจุดพัก ลลินเดินกลับมาพร้อมเครื่องดื่มสองขวดซึ่งยังปิดฝาสนิทเธอเปิดขวดของตน
ลลินวางโทรศัพท์ลงเธอหยิบจดหมายของครูคำปันขึ้นมาอ่านอีกครั้ง ก่อนยื่นมือไปแตะภาพบ้านไม้“ไปเชียงใหม่กันค่ะ”คีรินมองเธอ“คุณเพิ่งผ่านเรื่องเมื่อวานมา”“ฉันจะลาพักร้อน”“ผมว่าคุณควรพักก่อน”“ฉันอยากไปค่ะ”คำตอบของลลินเรียบง่ายเธอไม่ได้หนีงานไม่ได้ถูกความทรงจำลากกลับไปและไม่ได้ไปเพื่อท้าทายอันตรายครั้งนี้เธอเลือกหยุดชีวิตประจำวันชั่วคราว เพื่อค้นหาวิธีไม่ให้อดีตกลับมาทำร้ายพวกเขาอีกคีรินยื่นมือให้ลลินวางมือลงไปโดยไม่ลังเล• • •ใกล้รุ่งสาง วศินโทรเข้ามาเขาไม่ได้นอนมากไปกว่าคนในบ้าน สีหน้าบนวิดีโอคอลดูเหนื่อยล้า และด้านหลังเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ซึ่งกำลังติดตามกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์“คลิปในร้านถูกเผยแพร่ไปแล้วหลายชุด”เขากล่าว“บางคลิปเห็นนายวิ่งข้ามถนน บางคลิปเห็นตอนอุ้มคุณลลิน และมีภาพพิมพ์ดาวถูกเจ้าหน้าที่พาออกจากร้าน”ลลินขมวดคิ้ว“คนรู้ชื่อฉันหรือยังคะ”
จังหวะนั้นดังขึ้นจากชั้นล่างเพียงรอบเดียวตึก ตึก ตึก–ตึกแล้วบ้านทั้งหลังก็กลับเข้าสู่ความเงียบไม่มีรอบที่สองตามมาคีรินกับลลินยังอยู่บนเตียงในความมืด มือของทั้งคู่ประสานกันอยู่ตรงกลาง ศิลาสีขาวบนข้อมือลลินไม่ได้เปล่งแสง แต่ความอุ่นภายในตัวหินเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆคีรินพยายามลุกจากเตียง แต่ทันทีที่ใช้แขนยันตัว กล้ามเนื้อกลางหลังก็ตึงขึ้นจากอาการบาดเจ็บเดิมและการวิ่งข้ามถนนเมื่อวานลลินรีบขยับเข้ามาประคอง“ช้า ๆ ค่ะ”คีรินไม่ได้โต้แย้งเขายอมให้เธอช่วยจัดหมอนและพยุงจนลุกนั่งได้ ก่อนจะก้าวลงจากเตียงอย่างระมัดระวังลลินหยิบเสื้อคลุมมาสวมให้เขา มือของเธอเคลื่อนไหวเบามากตรงบริเวณแผ่นหลัง ราวกับรู้ว่าจุดใดไม่ควรแตะต้องทั้งสองไม่ได้พูดถึงเสียงระนาดเพียงมองหน้ากัน แล้วเดินออกจากห้องพร้อมกันคีรินอยู่ด้านหน้าเล็กน้อยลลินจับแขนเขาไว้ตลอดทางลงบันไดไม่รู้ว่าใครกำลังพยุงใครกันแน่• • •ห้องนิรภัยชั้นล่างยังคงปิดสนิทระบบรักษาคว
ลลินยกมือแตะใบหน้าเขา“ฉันก็รักคุณค่ะ”คีรินนิ่งไปเธอยิ้มทั้งน้ำตา“ฉันรักคีริน ไม่ใช่เพียงคำริน”“…”“รักคนที่กลัว แต่ยังวิ่งเข้าหาฉันทุกครั้ง”“…”“และรักคนที่ยอมให้ฉันเห็นว่า เขาเองก็ต้องการคนดูแลเหมือนกัน”คีรินก้มหน้าลงริมฝีปากของทั้งสองสัมผัสกันอย่างอ่อนโยนไม่มีเสียงคนในร้านไม่มีไซเรนไม่มีสายตาของคนแปลกหน้ามีเพียงห้องนอนที่ปลอดภัย แสงไฟสลัว และมือสองข้างซึ่งยังคงจับกันอยู่จูบครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัวว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้มันเป็นการยืนยันว่า พวกเขาต้องการมีวันพรุ่งนี้ร่วมกันเมื่อลลินเผลอขยับเข้าหา คีรินสะดุ้งเล็กน้อยเพราะแผ่นหลังเจ็บเธอรีบถอย“ขอโทษค่ะ”“ไม่ใช่ความผิดคุณ”เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนนิ่วหน้าจากแรงสะเทือนลลินส่ายหน้า“ยังจะหัวเราะอีก”“ผมมีความสุขครับ”เธอช่วยเขาขยับหมอนให้อยู่ในท่าที่ไม่กดหลังจากนั้นจึงเอนศีรษะพิงไหล่ด้า







