Se connecterอีกด้านหนึ่ง อิ๋งชีสุดจะทนฟังได้อีกต่อไป เขาวาดเท้าถีบเข้าที่ร่างของเสิ่นเยว่อย่างแรง “เจ้ายังรู้ตัวอยู่อีกหรือว่าเป็นถึงศิษย์พี่ของเจ้าสำนัก? แต่ดูสิ่งที่เจ้าทำลงไปสิ! อาศัยความเชื่อใจและความเมตตาของเจ้าสำนัก คอยทิ่มแทงทำร้ายคนรอบข้างนางครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งอาจิ่วเจ้าก็ยังไม่เว้น! เสิ่นเยว่ ยามที่อดีตเจ้าสำนักประสิทธิประสาทวรยุทธ์และวิชาแพทย์ให้เจ้านั้น ท่านสอนให้เจ้ากลายเป็นคนใจคออำมหิต ไร้ซึ่งคุณธรรม ถึงขั้นลงมือเข่นฆ่าศิษย์ร่วมสำนักเช่นนี้เชียวหรือ!”“แต่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่อสำนักราชาโอสถ!” เสิ่นเยว่แผดเสียงคำรามอย่างเจ็บปวดรวดร้าว “หากมิใช่เพราะนางใจอ่อนจนเกินไป ข้าจะต้องลงมือทำเรื่องพวกนี้ไปเพื่ออันใด?! ข้าเพียงต้องการให้นางสำนึกว่า บนโลกใบนี้มิใช่ทุกคนที่ควรค่าแก่การช่วยชีวิต! ความเมตตาที่มากเกินไปมีแต่จะย้อนกลับมาทำลายสำนักราชาโอสถ! สิ่งที่ข้าทำ... ล้วนทำเพื่อสำนักราชาโอสถทั้งสิ้น!”“ยังจะกล้าสับปลับ!”อิ๋งชีแค้นเคืองจนประเคนหมัดใส่เขาอีกครา “เจ้าพร่ำบอกว่าทำเพื่อสำนักราชาโอสถแต่แท้จริงแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบ คนที่ชักนำหายนะมาสู่สำนักราชาโอสถก็มีเพียงเจ้าผู้เดียวเท่านั้น!”
ราวกับสูดดมได้ถึงกลิ่นอายอันน่ารังเกียจยิ่งทว่ามีรากเหง้าเดียวกัน ทันทีที่กู่ตัวลูกมุดออกมาจากร่างของฉู่จืออี้ มันก็ดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นฉับพลัน กลายสภาพเป็นเส้นแสงสีม่วงสายหนึ่ง พุ่งทะลวงเข้าหาเสิ่นเยว่ที่กำลังถูกกู่ตัวแม่ทรมานเจียนตายอยู่บนพื้นอย่างแม่นยำไร้ที่ติ!“ฉึก!”บังเกิดเสียงดังแผ่วเบายิ่งนักทว่ากู่ตัวลูกนั้นกลับมุดแทรกเข้าไปในบาดแผลตรงหน้าอกของเสิ่นเยว่โดยตรง!“อ๊ากกก!”ทันทีที่กู่ตัวลูกเข้าสู่ร่างกาย เสิ่นเยว่ก็แผดเสียงร้องโหยหวนอย่างแสนสาหัส ประหนึ่งเสียงภูตผีปีศาจคร่ำครวญ!เขารู้สึกราวกับโลหิตในกายกำลังเดือดพล่าน กระดูกคล้ายถูกมดนับหมื่นรุมกัดทึ้ง เส้นชีพจรปวดร้าวแทบปริแตกออกทุกชั่วข้อนิ้ว!เดิมทีภายในร่างของเขาก็มีกู่ร่วมชะตาฝังอยู่แล้วชนิดหนึ่ง แม้หลังจากหลอมรวมมันจะอยู่ในสภาวะจำศีล ทว่าเมื่อครู่ตอนที่เฉียวเนี่ยนส่งกู่ตัวแม่เข้าสู่ร่างเขา กู่ร่วมชะตาที่หลับใหลอยู่ก็พลันตื่นขึ้นยามนี้ กู่ร่วมชะตาทั้งสองชนิดได้ใช้เลือดเนื้อและพลังปราณในกายเขาต่างสมรภูมิ พวกมันกัดทึ้งและกลืนกินกันเองอย่างบ้าคลั่ง ความทุกข์ทรมานที่ตามมานั้นสาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่าการถูกวิชาสะท้อนกลับก่อ
“โลหิตกู่... ช่างเป็นของวิเศษสำหรับการหลอมกู่โดยแท้ มิน่าเล่า เมื่อก่อนแม่เฒ่าอากู่น่าถึงได้เพียรพยายามจะหลอมกลั่นโลหิตกู่ในร่างตนเองให้จงได้! เจ้าว่าจริงหรือไม่?” เฉียวเนี่ยนแย้มยิ้มบางเบา ขณะทอดมองความตื่นตะลึงในดวงตาของเสิ่นเยว่ที่ค่อย ๆ ทวีความเข้มข้นขึ้นจากนั้นนางก็มิได้ชายตาแลเขาอีก ทว่านำเข็มทองเก้าแสงดาวออกมา ค่อย ๆ ชัก นำกู่ตัวลูกที่ใสกระจ่างดุจแก้วออกมาอย่างระมัดระวัง แล้วป้อนเข้าสู่ปากของฉู่จืออี้ด้วยท่วงท่าอ่อนโยนยิ่งทันทีที่กู่ตัวลูกล่วงเข้าสู่ลำคอ มันก็หลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว“ในตำรากล่าวไว้ว่า นอกเหนือจากกู่ตัวลูกจะถูกดึงดูดโดยกู่ตัวแม่แล้ว มันยังกลืนกินกู่ตัวลูกด้วยกันเองอีกด้วย ดังนั้น ซากกู่ที่เจ้าทิ้งไว้ในร่างกายของเขา ไม่ช้าก็จะถูกกู่ตัวลูกของข้ากลืนกินจนสิ้นซาก”เฉียวเนี่ยนเอ่ยขณะที่สายตาตกลงบนกู่ตัวแม่สีแดงคล้ำในโถ ซึ่งกำลังดิ้นพล่านด้วยไอสังหารอันดุร้ายจากนั้น นางจึงเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นเยว่ที่ใบหน้าซีดเผือดและเริ่มดิ้นรนอย่างรุนแรง แววตาของนางสงบนิ่งเสียจนชวนให้ขนลุกชัน“ศิษย์พี่...” นางเอ่ยเรียกด้วยคำเรียกขานที่ห่างเหินไปเนิ่นนาน น้ำเสี
เสิ่นเยว่ถูกคุมตัวกลับมายังสำนักราชาโอสถ และถูกนำตัวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเตียงของฉู่จืออี้ยามที่เขามาถึง เฉียวเนี่ยนกำลังเช็ดมือให้ฉู่จืออี้อย่างแผ่วเบา เมื่อเหล่าองครักษ์เงาได้รับคำสั่ง ก็นำร่างของเสิ่นเยว่เหวี่ยงลงแทบเท้าเตียงของฉู่จืออี้ทันทีความเจ็บปวดอันรุนแรงส่งผลให้เสิ่นเยว่ค่อย ๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมาอย่างช้า ๆทั่วร่างของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและคราบเลือดที่ยังมิได้ชำระล้าง เส้นผมยุ่งเหยิงหลุดลุ่ย มุมปากยังมีรอยเลือดแห้งกรังหลงเหลืออยู่ สภาพดูอนาถยิ่งนัก ทว่ายามที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเงาร่างผมขาวโพลนข้างเตียง เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาคล้ายกับเห็นเรื่องที่ขบขันที่สุดในใต้หล้า เสียงหัวเราะแผ่วต่ำนั้นค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นบ้าคลั่งโอหัง“ฮ่าๆๆ... เฉียวเนี่ยน! รสชาติของกู่โลหิตมันไม่สู้ดีนักใช่หรือไม่?! ฮ่าๆๆๆ!” เสิ่นเยว่หัวเราะจนตัวโยนแทบจะขาดใจตาย ในดวงตามีแต่ความอำมหิตที่มิคิดจะปกปิด “หันกลับมาให้ข้าดูหน่อยสิ ว่ายามนี้เจ้ามีสภาพอัปลักษณ์ราวกับผีสางเพียงใด?!”กู่โลหิตสามารถเร่งวันเวลาให้คนเราแก่ชราได้ในพริบตา เขาจึงปักใจเชื่อว่าเฉีย
ผงพิษหลากสีสันกลุ่มใหญ่ปะปนมากับเข็มพิษที่เล็กละเอียดดุจขนวัวนับไม่ถ้วน พุ่งทะยานเข้าปกคลุมทิศทางที่หน้าไม้ถูกยิงมาประหนึ่งพายุฝนกระหน่ำ!ช่างเป็นวิถีทางที่อำมหิตและไร้ความปรานี!ทว่า อิ๋งชีคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเขาจะต้องใช้ไม้นี้!ในชั่วพริบตาที่ผงพิษและเข็มพิษถูกซัดออกมา เงาร่างทั้งสี่ก็ดีดตัวทะยานขึ้นจากปลักโคลนแล้วถอยร่นไปด้านหลังราวกับคำนวณไว้ก่อนแล้ว พร้อมกับสะบัดผ้าชุบยาเปียกชุ่มที่เตรียมไว้ เพื่อปัดเป่าหมอกพิษออกไปให้ได้มากที่สุด!พวกเขาสอดประสานกันอย่างรู้ใจ สลายกระบวนท่าพิษของเสิ่นเยว่จนหมดสิ้นและในจังหวะนั้นเอง อิ๋งชีก็โฉบทะยานลงมาจากยอดไม้แห้งดุจนกแสกราตรี มีดสั้นในมือกรีดฝ่าไอพิษโดยไร้ซึ่งเสียงลม พุ่งตรงเข้าหาจุดตายที่หลังคอของเสิ่นเยว่!เสิ่นเยว่ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง สัมผัสแห่งวิกฤตอันรุนแรงทำเอาเขาหนังหัวชาหนึบ!เขาแผดร้องเสียงหลง รีบเบี่ยงตัวหลบคมมีดมฤตยูที่หมายปลิดชีพตรงลำคอไปได้หวุดหวิด ทว่ามีดสั้นของอิ๋งชียังคงฝากรอยแผลลึกถึงกระดูกไว้ที่หัวไหล่ของเขา!“อิ๋งชี! เป็นเจ้า!” เสิ่นเยว่ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด นัยน์ตาฉายแววตระหนกและเคียดแค้นเขารู้ตัวดีว่ามิใ
บึงมรณะใต้ผาพายุทมิฬ ปกคลุมด้วยม่านหมอกพิษสีเขียวอมเทาตลอดทั้งปี กลิ่นเน่าเปื่อยของใบไม้ทับถมผสมปนเปกับดินโคลน โชยกลิ่นคาวหวานที่ชวนให้สะอิดสะเอียนซากไม้แห้งรูปร่างประหลาดบิดเบี้ยวราวกับกรงเล็บปีศาจยื่นออกมาจากผิวน้ำอันขุ่นมัว รอบด้านเงียบสงัดจนน่าหวาดหวั่น มีเพียงเสียงสวบสาบแผ่วเบาของแมลงพิษไร้นามที่คลานยุ่มย่ามอยู่ในปลักโคลน ยิ่งขับเน้นให้ดินแดนแห่งนี้ดูตายซากและวังเวงยิ่งขึ้นอิ๋งชีและเหล่าองครักษ์เงายอดฝีมือที่เขาคัดสรรมากับมือ ต่างหมอบนิ่งประดุจโขดหินไร้ชีวิต พวกเขาซุ่มเร้นอยู่ที่นี่มานานถึงสามวันสองคืน ทั่วร่างพอกทับด้วยโคลนโอสถสูตรพิเศษเพื่อกลบเกลี่ยกลิ่นอายและต้านทานไอพิษที่คละคลุ้ง ร่างกายแนบชิดกับโขดหินเย็นชื้น บ้างจมมิดอยู่ในน้ำครำโสโครก เหลือเพียงดวงตาและจมูกที่โผล่พ้นน้ำ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับดินแดนแห่งความตายนี้อย่างสมบูรณ์ตลอดสามวันที่ผ่านมา นอกจากงูพิษโง่งมไม่กี่ตัวและคางคกพิษขนาดมหึมา ก็หาได้มีสิ่งมีชีวิตใดผ่านทางมาอีกทว่า... สิ่งที่องครักษ์เงาไม่เคยขาดแคลนเลยก็คือความอดทนโดยเฉพาะอิ๋งชี เขาไม่มีท่าทีร้อนรนแม้แต่น้อยเขารู้จักเสิ่นเยว่ดี คนผู้นี้เจ้าเล่ห์และ
เมื่อเห็นเฉียวเนี่ยน ดวงตาคู่นั้นก็เป็นประกายขึ้นมา แล้วหยาดน้ำตาก็ร่วงลงทันที"เนี่ยนเนี่ยน!"เสียงเรียกอันแผ่วเบาดึงดูดความสนใจของเฉียวเนี่ยนได้สำเร็จนางหันไปมองชายสองคนที่ยืนอยู่อีกด้านด้วยความแปลกใจ “พี่ห้า พี่เจ็ด?”ที่แท้ก็เป็นสองในบรรดาพี่ๆ องครักษ์พยัคฆ์ของนาง!แต่ในเวลานี้ ทั้งสองคนก็
จึงมิกล้าเอ่ยสิ่งใดต่อแต่สิ่งที่เขาควรพูด ก็ได้กล่าวชัดเจนหมดแล้วในฐานะสามี วั่นเจ๋อเยว่ไม่ยอมรับว่าตนได้ลงมือกับเมิ่งอิ้งจือในฐานะพ่อแท้ๆ เมิ่งซ่างซูก็แสดงจุดยืนที่ไม่กล่าวโทษตำหนิวั่นเจ๋อเยว่‘เรื่องภายในครอบครัว’ เรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะจบลงได้ด้วยการลดขนาดเรื่องใหญ่ให้เล็กลงส่วนข้อหาของเฉ
นางคิดจะทายาที่หน้าตัวเองก่อนแล้วค่อยกลับไปใครจะคิดว่า เพิ่งก้าวเข้าประตูก็พบกับเซียวเหอเขายังคงสวมชุดผู้บัญชาการองครักษ์ประจำราชวัง ดูเหมือนจะรอนางอยู่นานแล้ว“ท่านพี่เซียว?”เฉียวเนี่ยนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “ท่านมาทำอะไรที่นี่?”คิ้วของเซียวเหอขมวดเป็นปม เดินก้าวเข้ามาตรงหน้าเฉียวเนี่ยน สาย
หลินยวนเรียก ‘พี่ใหญ่’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หลินเย่ว์กลับไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองมีเพียงเสียงหนึ่งที่แฝงความเย็นชา “พวกเจ้า ใครแซ่หลิน ใครแซ่เฉียว เจ้าควรจะแยกให้ออก!”หลินยวนชะงักไปทันที มองแผ่นหลังของหลินเย่ว์ที่ก้าวจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่อาจเปล่งเสียงอะไรออกมาได้อีกจนกระทั่งแผ่นหลังของหลินเย่ว์กับ







