เสียงสวดคาถาทุ้มต่ำดังแผ่วอยู่ภายในเรือนไทยสมัยใหม่ ถ้อยคำโบราณแต่ละพยางค์ถูกเปล่งออกมาอย่างเชื่องช้า หนักแน่น และต่อเนื่องราวกับกระแสน้ำเย็นที่ไหลผ่านความมืด เสียงนั้นมิได้ดังไปกว่าเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ หากกลับแทรกซึมไปทั่วทั้งเรือน จนผู้คนที่นั่งเบียดกันอยู่ตามมุมห้องต่างรู้สึกราวกับถ้อยคำเหล่านั้นกำลังไหลผ่านผิวหนังและซึมลึกลงไปถึงกระดูก
สายลมเย็นเยียบพัดลอดผ่านช่องว่างระหว่างฝาไม้ กลิ่นดินชื้นจากชายป่าลอยเข้ามาปะปนกับกลิ่นควันเทียน ขี้ผึ้งไหม้ สมุนไพรแห้ง และน้ำมันจันทน์ซึ่งถูกจุดไว้บนโต๊ะบูชา กลิ่นเหล่านั้นหนาหนักจนบรรยากาศภายในห้องคล้ายถูกคลุมด้วยม่านบางที่มองไม่เห็น
แสงจากเทียนขี้ผึ้งเจ็ดเล่มส่องสว่างอยู่กลางห้อง เปลวไฟเล็ก ๆ เอนไหวไปมาอย่างไร้จังหวะ เงาของผู้คนทอดยาวไปตามพื้นและฝาผนัง บ้างบิดเบี้ยว บ้างสั่นกระตุก ราวกับไม่ได้ขยับตามเจ้าของร่าง หากกำลังดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นจากความมืดด้วยตัวของมันเอง
กลางวงสายสิญจน์สีขาว ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโต๊ะบูชา
เมฆินทร์ อัครเวทิน นั่งนิ่งจนแทบไม่ต่างจากรูปสลัก แผ่นหลังกว้างตั้งตรง ศีรษะก้มลงเล็กน้อย ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท ใบหน้าคมเข้มภายใต้แสงเทียนสงบนิ่งจนแทบไร้อารมณ์ เสื้อสีดำแขนสั้นที่เขาสวมแนบไปกับช่วงไหล่กว้าง เผยให้เห็นแนวอักขระสีเข้มซึ่งทอดยาวจากต้นคอลงสู่หัวไหล่ก่อนเลื้อยผ่านต้นแขนอย่างเป็นระเบียบ
รอยเหล่านั้นมิใช่รอยสักที่มีไว้ประดับร่างกาย แต่ทุกเส้นถูกลงด้วยหมึกซึ่งผสมจากว่านยา ทุกอักขระผ่านการปลุกเสกตามตำรับของผู้สืบทอดวิชา และทุกยันต์ล้วนมีคำครู มีข้อห้าม รวมถึงบทลงโทษที่ผู้ถือครองไม่มีสิทธิ์เพิกเฉย
เมฆินทร์จำกฎเหล่านั้นได้ขึ้นใจมาตั้งแต่ยังเด็ก…
ห้ามใช้วิชาเพื่อแสวงหาเงินทอง ห้ามใช้อาคมบีบบังคับจิตใจผู้ใด ห้ามเสกของใส่คนบริสุทธิ์ ห้ามแตะต้องวิชาที่ถูกสั่งผนึกไว้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม และยังมีกฎอีกข้อหนึ่งซึ่งผู้เป็นปู่ย้ำเตือนเขาหนักหนากว่าข้ออื่น....
ห้ามลงเข็มสักยันต์ให้แก่สตรีโดยเด็ดขาด
ไม่มีผู้ใดเคยอธิบายเหตุผลของข้อห้ามนั้นอย่างชัดเจน แม้แต่ปู่ของเขาก็กล่าวเพียงว่า ร่างของหญิงกับอาคมบางชนิดไม่อาจผูกเข้าหากันโดยปราศจากสิ่งตอบแทน เพราะทันทีที่เลือดของผู้ลงยันต์สัมผัสกับเลือดของหญิงผู้รับยันต์ ชะตาของคนทั้งสองอาจเชื่อมโยงเข้าหากัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมฆินทร์ไม่เคยคิดฝ่าฝืนกฎข้อนี้ เขาไม่เคยสักยันต์ให้ผู้หญิง ไม่เคยยอมให้ความสงสารหรืออารมณ์ส่วนตัวอยู่เหนือคำสั่งของครูบาอาจารย์ และไม่เคยเชื่อว่าจะมีเหตุผลใดสำคัญมากพอให้เขาต้องนำชะตาของตนไปผูกติดไว้กับใคร
สำหรับเมฆินทร์ วิชาที่ได้รับสืบทอดมิใช่สิ่งซึ่งควรนำมาโอ้อวด และยิ่งมิใช่อำนาจสำหรับใช้ข่มขู่ให้ผู้คนหวาดกลัว หากเป็นเพียงภาระหนึ่งซึ่งบรรพบุรุษส่งต่อมาให้และเขาจำต้องแบกรับมันไว้ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ
เขาเติบโตมากับเสียงสวด กลิ่นธูป และรอยเลือดจากการลงเข็ม เรียนรู้ที่จะมองเห็นสิ่งที่คนธรรมดามองไม่เห็น รวมถึงรับรู้ถึงการมีอยู่ของบางสิ่งที่ไม่มีผู้ใดต้องการยอมรับ ถึงกระนั้น เมฆินทร์ก็ไม่เคยเรียกตนเองว่าหมอผี
เขาเป็นเพียงช่างสักยันต์ผู้สืบทอดวิชาของตระกูล รับช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่กำลังเดือดร้อน และไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดนอกเหนือจากเครื่องบูชาครูตามธรรมเนียม
เบื้องหน้าเขาคือชายวัยกลางคน แขนและขาทั้งสองข้างถูกพันไว้ด้วยสายสิญจน์ มิใช่เพื่อกักขังร่างกายแต่หากเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งซึ่งเกาะติดอยู่ภายในหลุดออกไปทำร้ายผู้อื่น
ใบหน้าของชายผู้นั้นซีดเผือด เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพราวเต็มหน้าผากทั้งที่อากาศหนาวเย็น ริมฝีปากคล้ำสั่นระริก ลมหายใจดังครืดคราดเหมือนกับว่ามีของเหลวขังอยู่ภายในลำคอ
บางคราวร่างทั้งร่างก็กระตุกขึ้นอย่างรุนแรง บางคราวนิ้วมือที่ซีดขาวก็งองุ้มจนเล็บจิกลงในฝ่ามือและบางคราว เสียงหัวเราะแหบต่ำก็ดังลอดออกมาจากริมฝีปากทั้งที่ดวงตายังคงปิดสนิท
เสียงหัวเราะนั้นไม่เหมือนเสียงของผู้กำลังเจ็บป่วยแต่มันต่ำ ลึก และเย็นเยียบ
หญิงชราผู้เป็นมารดานั่งพนมมืออยู่ใกล้ฝาผนัง น้ำตาไหลอาบแก้มเหี่ยวย่นไม่ขาดสาย ข้างกายมีหญิงสาวอีกสองคนนั่งกอดกันแน่น ทั้งคู่พยายามกลั้นเสียงสะอื้นจนหัวไหล่สั่น ขณะที่ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ผู้ยืนอยู่ใกล้ประตูยังคงจ้องมองผู้ป่วยด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“มัน…ออกไปหรือยังครับ” เขาเอ่ยถามในที่สุด น้ำเสียงเบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ
เสียงสวดหยุดลงทันที ความเงียบแผ่ปกคลุมทั่วทั้งห้องอย่างฉับพลัน
เมฆินทร์ยังไม่ลืมตา กรามของเขาขบแน่นขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณเพียงอย่างเดียวที่บ่งบอกว่า ได้ยินคำถามนั้น เขาไม่ชอบให้ผู้ใดพูดแทรกระหว่างทำพิธี โดยเฉพาะในช่วงที่จิตของสิ่งซึ่งเกาะอยู่ภายในร่างกำลังอ่อนแรง เพราะเสียงเพียงเสียงเดียวอาจทำให้มันรู้ตัวและตั้งรับได้ทัน
ทันใดนั้น เปลวเทียนทั้งเจ็ดเล่มก็เริ่มสั่นไหว...
ครั้งแรกมันเพียงเอนไปมาเบา ๆ คล้ายถูกลมพัด ทว่าไม่กี่อึดใจต่อมา เปลวไฟทั้งหมดกลับเอนราบไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งที่หน้าต่างและประตูถูกปิดสนิท
อากาศภายในเรือนพลันเย็นลงในทันที มันไม่ใช่ความเย็นจากสายลมในยามค่ำคืน หากเป็นความเย็นซึ่งค่อย ๆ แทรกผ่านเสื้อผ้า ซึมลึกลงใต้ผิวหนังและเกาะกุมหัวใจจนคนทั้งห้องพากันตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว
ชายที่นอนอยู่บนเสื่อหยุดหายใจกะทันหัน ร่างของเขานิ่งสนิทอยู่หลายวินาที ก่อนดวงตาทั้งสองข้างจะลืมโพลงขึ้นพร้อมกัน
หญิงชราหลุดเสียงร้องด้วยความตกใจ นัยน์ตาของบุตรชายมิได้เป็นเช่นเดิมอีกต่อไป สีดำภายในดวงตาแผ่กว้างจนกลืนกินตาขาวทั้งหมด เหลือเพียงความมืดสนิทสองดวงที่จ้องตรงมายังเมฆินทร์อย่างเคียดแค้น
ริมฝีปากคล้ำค่อย ๆ แสยะยิ้มช้าๆ
“มึงช่วยมันไม่ได้หรอก ไอ้หมอผี” เสียงที่ดังออกมามิใช่เสียงเดิมของเจ้าของร่างอีกต่อไป หากเป็นเสียงแหบพร่าซึ่งซ้อนทับกันหลายชั้น ฟังคล้ายทั้งชายและหญิงกำลังกระซิบออกมาพร้อมกัน
เมฆินทร์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคมเข้มของเขาสงบนิ่ง ไร้ความหวาดกลัว แม้สิ่งที่อยู่ในร่างนั้นจะจ้องมองมาด้วยความอาฆาตเพียงใดก็ตาม
“ออกไป” เขากล่าวเพียงสองคำสั้น น้ำเสียงไม่ดังแต่ทว่ากลับหนักแน่นจนเปลวเทียนทั้งหมดหยุดไหวไปชั่วขณะ
สิ่งที่อยู่ในร่างชายวัยกลางคนนั้นหัวเราะขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังลั่นจนฝาเรือนสั่นสะเทือน
“มึงคิดว่ากูไม่รู้หรือว่ามึงเป็นใคร” ร่างบนเสื่อกระตุกอย่างรุนแรง ก่อนลุกพรวดขึ้นทั้งที่ข้อมือและข้อเท้ายังถูกสายสิญจน์พันไว้ ญาติหลายคนกรีดร้องและถอยหนีไปติดฝาไม้ในทันที
ดวงตาดำสนิทจ้องตรงไปยังเมฆินทร์ด้วยความอาฆาต
“เลือดของครูมึงก็เคยแพ้กูมาแล้ว”
แววตาของเมฆินทร์แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย เพียงชั่วพริบตา ร่างของผู้ป่วยก็โถมเข้าหาเขาอย่างรวดเร็วเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะทำได้ มือทั้งสองข้างยื่นตรงไปข้างหน้า นิ้วงองุ้มหมายจะคว้าลำคอของชายหนุ่ม ทว่าเมฆินทร์กลับเคลื่อนไหวเร็วกว่านั้น มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้แน่น ขณะที่ฝ่ามืออีกข้างกดลงบนรอยช้ำสีดำบริเวณกลางอก
ทันทีที่สัมผัสลงไป ความเย็นจัดก็แล่นผ่านฝ่ามือเข้าสู่แขน ราวกับเขากำลังแตะต้องก้อนน้ำแข็งซึ่งฝังอยู่ภายในร่างมนุษย์
เมฆินทร์หลับตาลงอีกครั้ง ริมฝีปากเริ่มบริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงต่ำและหนักแน่น ทุกพยางค์ที่หลุดออกมาทำให้ร่างของคนป่วยกระตุกอย่างรุนแรง
“นะมะ พะทะ นะโมพุทธายะ อิติปิโส ภควา ข้าขออัญเชิญคุณพระรัตนตรัย คุณครูบาอาจารย์ผู้รักษาวิชา จงลงมาคุ้มกาย คุ้มจิต คุ้มดวงชะตา ของใดฝัง ของใดผูก ของใดปลูกด้วยโทสะและอาฆาต จงคลาย จงถอน จงดับสูญ”
เสียงกรีดร้องดังสนั่นขึ้นจนหน้าต่างไม้สั่นสะเทือน สายลมจากที่ใดไม่รู้พัดกระโชกเข้ามาภายในห้อง เทียนทุกเล่มดับวูบลงพร้อมกัน ทิ้งให้ทั้งเรือนจมอยู่ในความมืด
ผู้คนภายในห้องร้องระงม บางคนกอดกันแน่น บางคนยกมือปิดหูเพราะไม่อาจทนฟังเสียงกรีดร้องที่ดังคล้ายกับมีคนจำนวนมากกำลังทรมานอยู่ในร่างเดียวกัน
ท่ามกลางความมืด เสียงสวดของเมฆินทร์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ขาดช่วง ก่อนทุกอย่างจะเงียบลงกะทันหัน ... เงียบจนได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของผู้คนที่อยู่รอบห้อง
ชายหนุ่มที่อยู่ใกล้ประตูรีบควานหาตะเกียงก่อนจุดไฟขึ้นด้วยมืออันสั่นเทา แสงสีส้มสาดไปทั่วห้องเผยให้เห็นร่างของชายวัยกลางคนนอนแน่นิ่งอยู่บนเสื่อ ดวงตาของเขากลับมาเป็นปกติแต่ใบหน้ายังคงซีดเผือด ลมหายใจที่เคยขาดห้วงเริ่มสม่ำเสมอขึ้น
ส่วนเมฆินทร์ยังนั่งอยู่ที่เดิม มีเพียงเลือดสีแดงเข้มซึ่งไหลซึมออกมาจากกลางฝ่ามือ ก่อนหยดลงบนพื้นไม้ทีละหยด
“พี่เมฆ!” เด็กหนุ่มซึ่งเฝ้าอยู่ตรงมุมห้องรีบก้าวเข้ามาแต่กลับชะงักเมื่อเมฆินทร์ยกมือห้าม
“อย่าเข้ามา” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
เมฆินทร์คลายฝ่ามือออกช้า ๆ รอยแผลคล้ายถูกของมีคมกรีดปรากฏอยู่กลางฝ่ามือ ทั้งที่ไม่มีสิ่งใดแตะต้องเขาเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มหยิบผ้าสีขาวจากย่ามขึ้นมาพันบาดแผลอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนหันไปมองหญิงชราผู้เป็นมารดาของคนป่วย
“สามวันนี้อย่าให้เขาออกจากบ้าน” หญิงชราพยักหน้ารัว ๆ
“หลังพระอาทิตย์ตก ห้ามเปิดประตูรับใคร ไม่ว่าจะได้ยินเสียงผู้ใดเรียกก็ตาม ต่อให้เป็นเสียงของคนในครอบครัวก็ห้ามขานรับ”
“แล้ว…มันจะกลับมาอีกไหมจ๊ะ”
เมฆินทร์เหลือบมองผู้ป่วยซึ่งยังคงหมดสติก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ถ้าทำตามที่บอก มันจะเข้ามาไม่ได้” คำตอบของเขาทำให้ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าเมฆินทร์กลับมิได้มีท่าทีผ่อนคลายลงเลย เขากวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนเอ่ยถาม
“ของที่เขานำกลับมาจากป่าอยู่ที่ไหน” คำถามนั้นทำให้บรรยากาศซึ่งเพิ่งคลายลงกลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนในห้องเงียบสนิท หญิงชราหน้าซีดกว่าเดิม ก่อนยกมือสั่น ๆ ชี้ไปยังหีบไม้เก่าซึ่งตั้งอยู่ใกล้หัวนอนของชายผู้นั้น
เมฆินทร์ลุกขึ้น เดินไปหยุดตรงหน้าหีบ แล้วเปิดฝาออกช้า ๆ ภายในมีเสื้อผ้าเก่า มีดพร้า เชือก และของใช้จิปาถะวางปะปนกัน ทว่าบริเวณก้นหีบกลับมีห่อผ้าสีแดงซีดซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าอีกชั้นหนึ่ง ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสห่อผ้า เปลวตะเกียงก็สั่นวูบในทันที ความเย็นเยียบแล่นผ่านปลายนิ้วขึ้นมาตามแขน
เมฆินทร์ดึงห่อผ้านั้นออกมาก่อนคลี่มันออกอย่างระมัดระวัง
ภายในคือกำไลเงินเก่าคร่ำคร่าเส้นหนึ่ง ผิวเงินหม่นดำจากกาลเวลาแต่ตรงกลางกลับมีอักขระประหลาดสลักอยู่โดยรอบ ลวดลายเหล่านั้นคดเคี้ยวคล้ายตัวอักษรแต่เมื่อเพ่งมองนานเกินไปกลับดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหว
สีหน้าสงบนิ่งของเมฆินทร์เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขารู้จักอักขระเหล่านี้ดี มันคือเครื่องหมายของอาคมสายหนึ่งซึ่งควรถูกทำลายไปตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน วิชาที่ผู้เป็นปู่เคยออกคำสั่งห้ามมิให้เอ่ยถึงและผู้สืบทอดทุกคนในสายวิชานั้นควรตายไปหมดแล้ว
“ได้มาจากไหน” น้ำเสียงของเขาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
ชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งกลืนน้ำลายก่อนตอบด้วยเสียงสั่น
“เขาเก็บได้แถวศาลร้างท้ายป่าครับ เห็นว่าเป็นของเก่าเลยคิดจะนำไปขาย แต่หลังจากกลับมาก็เริ่มฝันร้าย พูดคนเดียว แล้วเมื่อคืนก็กลายเป็นแบบนี้”
เมฆินทร์กำกำไลไว้แน่น
“ศาลร้างตรงไหน”
“ศาลเจ้าแม่ตะเคียนครับ” คำตอบนั้นทำให้เขาเงียบไป
ศาลเจ้าแม่ตะเคียนถูกปิดตายมานานกว่าหลายสิบปี ไม่มีผู้ใดในหมู่บ้านกล้าเข้าใกล้ เพราะคนที่เคยเข้าไปส่วนใหญ่ล้วนกลับออกมาไม่เหมือนเดิม บางคนเสียสติ บางคนหายตัวไปโดยไร้ร่องรอยและบางคนถูกพบเป็นศพอยู่กลางป่าทั้งที่ทั่วร่างไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย
เมฆินทร์ห่อกำไลกลับลงในผ้าสีแดง ก่อนเก็บมันลงในกล่องไม้ที่อยู่ไม่ไกล
“เรื่องคืนนี้ห้ามพูดกับใคร”
“แต่ถ้ามีคนถามล่ะครับ”
“ก็บอกว่าเขาป่วย” น้ำเสียงราบเรียบของเขาทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าถามต่อ
เมฆินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งแต่กลับแผ่ความน่าเกรงขามจนผู้คนรอบข้างไม่กล้าสบตา ใบหน้าคมเข้มภายใต้แสงตะเกียงดูเย็นชาและห่างเหิน ดวงตาคู่นั้นคล้ายซ่อนเรื่องราวบางอย่างไว้ลึกเกินกว่าผู้ใดจะกล้าเอ่ยถาม
เขาก้าวลงจากเรือนไม้ท่ามกลางสายลมซึ่งพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ เบื้องหน้ามืดสนิท เมฆดำบดบังดวงจันทร์จนเหลือเพียงแสงหม่นบาง ๆ เสียงใบไม้เสียดสีกันดังครืนราวกับมีเสียงกระซิบของผู้คนจำนวนมากอยู่รอบๆ
เมฆินทร์เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ชะงัก บริเวณแนวต้นไม้ไม่ไกลออกไป มีเงาของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่นอกอาณาเขตเรือนของเขา เรือนร่างนั้นผอมบาง ผมยาวสีดำปกคลุมใบหน้า เสื้อสีขาวเปื้อนดินและโคลนจนแทบไม่เหลือสีเดิม ร่างซีดเผือดยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืด ศีรษะเอียงเล็กน้อย ขณะจ้องตรงมายังเขา
เมฆินทร์เห็นดังนั้นจึงล้วงมือเข้าไปในย่าม เตรียมหยิบสายสิญจน์ออกมา ทว่าเพียงกะพริบตา เงาร่างนั้นก็หายไป เหลือเพียงเสียงหัวเราะแผ่วเบาซึ่งลอยมากับสายลม
ในขณะนั้นเอง อักขระสีดำบนผิวกำไลกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ราวกับเพิ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้น ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
ผู้ใหญ่เดช
เมฆินทร์กดรับสายโดยไม่กล่าวสิ่งใด เสียงปลายสายดังขึ้นอย่างร้อนรน
“เมฆินทร์ เอ็งรีบมาที่ศาลร้างที มีคนเข้าไปข้างใน” สายตาของชายหนุ่มยกขึ้นมองแนวป่ามืดเบื้องหน้า
“ใคร” ปลายสายเงียบไปชั่วขณะก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ผู้หญิงจากกรุงเทพฯ เห็นว่าเป็นนักข่าว ชื่อริสา” นิ้วของเมฆินทร์ซึ่งกำโทรศัพท์อยู่ชะงักเล็กน้อย
เสียงหัวเราะของหญิงสาวใต้ต้นไม้ใหญ่ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เสียจนคล้ายมีใครกำลังกระซิบอยู่ข้างหู
“กันคนออกจากป่าให้หมด” เขาเอ่ยเสียงเย็น
“อย่าให้ใครตามเข้าไป” เมฆินทร์วางสาย มือใหญ่กำย่ามแน่น ก่อนก้าวตรงไปยังรถกระบะสีดำซึ่งจอดอยู่ใต้ต้นไม้
เขาไม่รู้ว่าหญิงสาวจากกรุงเทพฯ เข้าไปในศาลร้างด้วยเหตุผลอะไรและไม่รู้ว่าการที่กำไลเปลี่ยนสีหลังได้ยินชื่อของเธอหมายความว่าอย่างไรแต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัด... คืนนี้ ริสาไม่ควรอยู่ในป่านั้นและหากการปรากฏตัวของเธอทำให้อาคมที่หลับใหลมานานตื่นขึ้นจริง เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่เพียงความบังเอิญ