تسجيل الدخولอันที่จริง พลินคิดว่าเธออยู่ที่นั่นได้ เพราะส่วนที่เสียหายไม่ใช่บริเวณที่เธอกับบุตรสาวพัก แต่แล้วคนชอบสั่งการอย่างเขาคงเป็นห่วงสวัสดิภาพของเด็กหญิงพราวนภามากกว่าสิ่งอื่นใดจึงเร่งให้ย้ายเป็นการด่วนเช่นนี้
ส่วนเธอนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขานัก เป็นเพียงคนที่ไม่มีสถานะอะไรเลยนอกจากมารดาของเด็กหญิงพราวนภา บุตรสาวที่เกิดขึ้นเพราะความไร้สติในค่ำคืนนั้นเมื่อสี่ปีก่อน
หากพูดถึงความรักของบารมี ยิ่งไม่ต้องเอ่ยให้ระคายเคืองใจ เขาคงไม่มีคำคำนั้นมอบให้ใครได้อีกแล้ว นอกจากเฝ้ารอพี่สาวของเธอกลับมา พลินรู้มาโดยตลอด ก็อดสะท้อนใจอย่างช่วยไม่ได้ สุดท้ายแล้ว พลินก็อยากทำหน้าที่แม่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่เวลาของเธอจะหมดลง
ยิ้มปลอบใจตนเอง พลางคิดว่า ดีให้ได้ครึ่งหนึ่งของที่แม่ปฏิบัติต่อเธอก็ยังดี
ออกจากห้องนอนของลูก ชำเลืองมองไปยังอีกห้องโดยไม่ได้ตั้งใจก็รีบหันหน้ากลับมา แล้วสาวเท้าไปยังอีกฟาก ที่บ้านนี้มีห้องว่างเหลือฟากละห้อง บารมีให้คนจัดห้องของบุตรสาวติดกับห้องของเขา ส่วนเธอพักอีกห้องที่อีกฟาก
ตั้งแต่พลินย้ายมาพักที่นี่กว่าห้าวันนี้แล้ว เธอยังไม่ได้พบหน้าเจ้าของบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ได้ยินบุตรสาวบอกว่ากลางคืนเห็นว่าบิดามานอนกอด มาหอมแก้มตนเองอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าบุตรสาวของเธอพบเขาจริงๆหรือแค่ฝันไป ถ้าเป็นจริงนั่นก็เป็นตอกย้ำได้ดีอีกอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ ว่าเขายอมรับเพียงแต่ลูกเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับในตัวเธอ
พลินพอรู้ตารางเวลาของเขามาบ้างจากศยามล ผู้ช่วยของบารมีที่ช่างคุยช่างจ้อว่าบารมีกลับบ้านเป็นบางวัน หากมาจะกลับดึกดื่น ออกไปอีกทีส่วนใหญ่เป็นเวลาเช้ามืด และนี่เขาคงยังไม่กลับเข้าบ้านมาเป็นแน่ หากไม่ออกไปสังสรรค์กับคู่ค้าธุรกิจ ก็อาจออกไปกับคู่ควงของเขาที่เป็นสาวสวยชนิดเปลี่ยนหน้าไม่เคยซ้ำ เรื่องนี้พลินก็รู้มาจากคำบอกเล่าของน้ำหนึ่ง เพื่อนที่สนิทที่สุดของเธอ เพราะที่ครอบครัวของน้ำหนึ่งเปิดร้านอาหารกึ่งผับในตัวจังหวัด บอกว่าพบบารมีที่ร้านออกบ่อยไป
ถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆแล้วกลับเข้าห้อง เก็บเสื้อผ้าในตะกร้าที่คนในบ้านยกมาวางไว้ให้ในห้อง นำเข้าตู้จนเรียบร้อย ลุกปัดกวาด เก็บของให้เข้าที่ครู่ใหญ่จนเหงื่อซึม ถึงค่อยอาบน้ำ เตรียมตัวเข้านอน
ขณะกำลังล้มตัวลงนอนจนเกือบหลับอยู่แล้วนั่นเอง นึกขึ้นได้ว่าลืมโทรศัพท์เอาไว้ในห้องนอนของบุตรสาวจึงลุกโดยไว ก้าวเท้ายาวๆกลับไปยังอีกฟากฝั่งของชั้น พอถึงแตะลูกบิดประตูเปิดเข้าไปอย่างแผ่วเบา มองหาอยู่ครู่ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายเธอวางมันไว้บนโต๊ะหัวเตียงข้างที่นอนของลูก สุดท้ายก็พบ
บุตรสาวของเธอถูกฝึกให้แยกห้องนอนตั้งแต่อายุเพียงสองเดือน จนตอนนี้เข้าสามขวบแล้วจึงไม่มีปัญหาในการที่จะต้องนอนคนเดียว พราวนภาเป็นเด็กเลี้ยงง่ายมาก ทั้งยังกินง่าย นอนง่าย เจ้าตัวหลับสนิททั้งคืนจนถึงเช้าโดยไม่ร้องงอแง ต่างจากลูกของคนอื่นที่พลินเคยได้ยินมาว่ายังต้องนอนเตียงเดียวกับแม่อยู่
อีกเหตุผลหลักใหญ่ที่พลินต้องแยกห้องนอนกับบุตรสาวนั้น เพราะคนเป็นพ่อของเด็กหญิงพราวนภาสั่งเอาไว้ พร้อมประกาศกร้าวว่าไม่ต้องการให้เธอได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกนัก หากแยกได้ เขาคงแยกเธอกับบุตรสาวตั้งแต่วันที่เธอคลอดออกมาแล้ว ดีที่นายแม่ช่วยเอ่ยปากทานบุตรชายของท่านเอาไว้ คงเห็นใจคำขอร้องของพลินที่พร่ำอ้อนวอนเอาไว้ว่าขอเธอเลี้ยงลูกต่ออีกสักระยะก่อนจะยอมจากไปแต่โดยดี
หยุดคิดให้ปวดร้าวในใจมากไปกว่านี้แล้วเปิดประตูเพื่อกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง ปิดลงแผ่วเบาดังเดิมหันกลับมาแล้ว ใจดวงน้อยก็ไหววูบกระตุกอย่างรุนแรงเมื่อเห็นว่าบิดาของบุตรสาวเปิดประตูห้องของเขาออกมาเช่นกัน
บารมีเป็นชายร่างสูงใหญ่ราวกับมีเชื้อสายต่างชาติผสมอยู่ในสายเลือดของเขา ผิวคร้ามแดดเพราะต้องทำงานอยู่กลางแจ้งเสมอ ตัวล่ำหนา มัดกล้ามเนื้อเด่นชัดสวยงามไม่ใหญ่โตจนเกินไปนักเมื่อรวมเข้ากับใบหน้าหล่อคม ยิ่งส่งให้เขาดูสมชายชาตรีมากยิ่งขึ้น
พลินเห็นเขานุ่งผ้าขนหนูสีสะอาดตัดกับสีผิวของเขาอยู่ไม่น้อย เลยหลบวูบมองลงไปที่พื้นแทน เมื่อเห็นดวงตาสีดำสนิทแฝงแววดุดันมองมาที่เธอ ทำท่าปลีกตัวจะเดินกลับห้องของตนเอง เสียงห้าวทุ้มเรียกเอาไว้เสียก่อน
“พลิน”
พลินหยุดกึก ตอบรับเสียงสั่นนิดๆ กลัวและเกรงเขาอยู่ไม่ใช่น้อย “คะ?”
“ลงไปหยิบของในรถให้ที”
เขาสั่งพร้อมเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าของเธอ
กลิ่นกายหอมสะอาดหลังอาบน้ำโชยเข้าจมูก ลอบกลืนน้ำลายเมื่อความใกล้ชิดระหว่างกันมีมากกว่าทุกครั้ง ตั้งแต่คืนนั้นเธอกับเขาไม่เคยได้ใกล้ชิดกันอีกเลย พลินรู้ว่าเขาเองคงรังเกียจเธออย่างมาก เพราะผู้หญิงที่บารมีต้องการให้มาเป็นแม่ของลูกเขานั้นไม่ใช่เธออย่างแน่นอน แต่น่าจะเป็นญาดา พี่สาวของเธอมากกว่า ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ขอหมั้นหมายกับญาดาหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะความมึนเมาไร้สติเธอกับเขาคงไม่มีทางจบลงบนเตียงเป็นแน่
แต่จะให้ทำอย่างไร ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้ว กลับไปแก้ไขได้อีกหรือ
พอเขายื่นกุญแจรถส่งให้ จึงรีบรับมาด้วยมือที่สั่นระรัวแทบจะเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจ ไม่ใช่อะไร เธอกลัวและเกรงเขามากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด สายตาบารมีที่มองมาก็คล้ายมีแววหยันเหยียดอยู่ในนั้น ยิ่งทำให้ประหม่าไปกันใหญ่ เขาไม่สนใจ ไม่ได้แยแสเธอนัก หากเป็นไปได้คงไล่ตะเพิดให้ออกไปจากบ้านของเขาไปแล้ว แต่ที่ทำไม่ได้เพราะมีเด็กหญิงพราวนภาเป็นตัวเหนี่ยวรั้งเอาไว้นี่เอง พลินคิดเช่นนั้น
“ถุงพลาสติกตรงเบาะหลัง ไม่ก็ตรงพื้น ลองหาดู”
เขาบอกแล้วยืนกอดอกปักหลักรอตรงหน้าห้อง
พลินรีบพาตัวเองลงไปเอาของในรถตามคำสั่ง
เธอไม่กล้าอิดออด ลงมายังชั้นล่าง ตรงออกไปด้านนอก เห็นมีรถจอดอยู่เพียงคันเดียว ก้าวไปหยุดยืนที่ด้านข้างของรถแล้ว พลินเอื้อมมือเปิดตอนหลังตามสั่ง เห็นถุงวางไว้เพียงใบเดียวตรงพื้นรถ รีบเอื้อมมือคว้ามาแล้วก็พบว่าก้นถุงขาด ของด้านในเลยร่วงหล่นลงสู่พื้นในทันที พลินก้มหยิบขึ้นมา ตั้งใจเก็บไว้ในถุงแบบเดิมแล้วรวบถุงไม่ให้ของหล่นลงอีก
แต่แล้วของที่หยิบได้นั่น ทำให้หัวใจดวงน้อยยอกแสลงกระตุกวูบเหมือนถูกช็อตด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูง มือของพลินสั่นราวกับคนป่วยเป็นไข้ป่า กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืนเหมือนกลืนเศษแก้วแตกละเอียดลงคอ จับของชิ้นนั้นใส่กลับลงไปในถุงดังเดิม รวบปากและก้นถุงเพื่อไม่ให้มันหล่นออกมาอีก ก้าวเท้ายาวๆกลับเข้าบ้านไป
ใจเต้นแรงที่ไม่รู้ว่ามีความรู้สึกใดอยู่ข้างในนั้นบ้าง
โกรธ?...เธอมีสิทธิ์หรือที่จะโกรธเขา ใช้สิทธิ์อะไรกันพลิน
น้อยใจ?...นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่
เกลียด?...ควรเป็นเขามากกว่าที่รู้สึกแบบนั้นกับเธอ
“ไปด้วยกันไหมคะหรือจะรอที่บ้าน” เสียงหวานถามอย่างห่วงใย มองชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้าตูมอารมณ์ดูไม่ค่อยดีนัก พอถูกถามเหมือนบีบให้รอที่บ้านมากกว่าจะให้ไปด้วยก็ปรากฏว่าดวงตาคลอฉ่ำนิดๆคล้ายจะร้องไห้ “พี่อยากไป” “เดี๋ยวก็ร้องไห้อีก พลิน...” ไม่อยากบอกว่าเธออายพยาบาลจริงๆเลย เขาไปด้วยทีไร เจออะไรหน่อยก็อ่อนไหว บอบบางจนต้องร้องไห้ ได้ยินเสียงเธอว่ามาแบบนั้น คนที่อ่อนไหวง่ายมานานกว่าสามถึงสี่เดือนก็น้ำตาชักปริ่มๆจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ “จะไปก็ได้ ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ” “แล้วทำไมถามเหมือนไม่อยากให้พี่ไป อายหมอใช่ไหม มันหล่อนี่ ใช่สิ” “พี่บีคะ”“ไม่ต้องมาเรียกพี่บี” คนที่ขี้งอนขี้ใจน้อยบอกเสียงสะบัดแล้วเดินหนีเข้าห้องไป พลินมองตามแล้วก็ถอนใจเฮือกก่อนจะสาวเท้าตามไปง้อ “งอนอีกแล้ว” “ใช่พี่งอน พลินไม่ใส่ใจพี่เลย ก็รู้ว่าพี่คุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็ชอบทำให้พี่น้อยใจ” “พลินไม่ได้ตั้งใจค่ะ พลินขอโทษ” “ก็ได้ ให้อภัย”จู่ๆคนที่บอกว่าคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็ให
“ใคร” บารมีตวาดถามมือควานหาไฟในห้อง แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ แล้วเลยสำรวจคนที่นอนอยู่บนเตียง“ผู้หญิงนี่หว่า”หัวใจกระหน่ำสูบฉีดเลือดทันที แล้วก็ให้วุ่นวายไปหมด ด้วยพยายามลุกขึ้นเดินไปที่กระเป๋าเสื้อผ้า เพราะความมึนเมาผสมกับยาปลุกเซ็กซ์ทำให้ความสามารถในการคิดหาเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจดิ่งลงเหว ไม่อยากรู้แล้วว่าหญิงสาวที่นอนอยู่นี่เป็นใคร ในเมื่อห้องของเขาถูกจัดเอาไว้สำหรับเขาคนเดียว คนที่เข้ามานอนรอย่อมหมายความว่าเต็มใจที่จะร่วมรักกับเขาเปิดออกพบคอนดอมในนั้นอันเดียว“รอดแล้ว”บ่นงึมงำ ก่อนปลดตะขอกางเกงแล้วฉีกซองสีเงินออก สวมใส่เครื่องป้องกันเข้าไปจนสนิทแนบ ทาบลงหาอีกร่างที่นอนนิ่งบนเตียงทันทีปากร้อนผ่าวนาบตามซอกหู กลิ่นหอมแบบที่ไม่เคยคุ้น คล้ายกลิ่นแป้งมากกว่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมราคาแพง พลันภาพในหัวปรากฏเป็นร่างของเด็กสาวกะโปโลคนนั้นวาบขึ้นมา“ระยำ”เสียงสบถของบารมีดังงึมงำขึ้นมาอีก“ยังไม่สิบแปดเลยมั้งนั่น”แล้วจัดแจงเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกจนเปลือยเปล่าพร้อมพรั่งดีแล้ว ดันข้อพับขาของคนใต้ร่างขึ้นง้างงอก่อนดันตัวตนที่แข็งและร้อนจัดเข้าไปภายในช้าๆเนิบนาบ“เวรแล้ว” บารมีอยากสาวตัว
ถึงวันนัดหมาย ญาดาขับรถมาด้วยตัวเองจุดหมายคือบ้านพักชายทะเลที่พลินเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก“เราจะอยู่กันกี่วันคะพี่ดา” พลินถามทันทีที่ลงรถ แววตาเป็นประกาย ดีใจที่ได้มาเที่ยวทะเล และดีใจมากกว่าคือคนที่พาเธอมาเป็นพี่สาวของตัวเอง ตอกย้ำความคิดที่ว่าญาดาช่างงามทั้งกายและใจ อย่างหาใครมาเปรียบเทียบมิได้“อยากอยู่กี่วันล่ะ” ญาดาถามยิ้มๆแทนที่จะตอบคำของน้อง“ฮืม...บรรยากาศดีแบบนี้นะ” พลินที่มาเที่ยวทะเลได้ไม่ถึงสามครั้งดีบอกพร้อมสูดอากาศเข้าปอด ยิ้มแต้ ตอบด้วยสีหน้าทะเล้นนิดๆ “พลินอยากอยู่ตลอดไปเลย ได้ไหมคะ”“งั้นมาช่วยกันยกของลงก่อน แล้วจะให้อยู่ไปเลยตลอดชีวิต เออ...นี่ พี่มีเรื่องจะสารภาพแหละ” ญาดาบอกเสียงอ่อยในตอนท้าย พลินหยุดยิ้ม ถามกลับ“เรื่องอะไรคะพี่ดา” “คือ จริงๆแล้ว ที่พี่ชวนมาเนี่ย คือ มันเป็นงานเลี้ยงฉลองของพี่กับคุณบารมีน่ะ”พลินยังคงรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ถาม “ฉลองอะไรหรือคะ”ญาดากวาดสายตาสำรวจน้องสาวก่อนตอบเสียงราบเรียบ ลอบสังเกตอาการของคนเป็นน้องไปพลาง“งานฉลองสละโสดของพี่กับคุณบารมีน่ะสิ”“ฉลองสละโสด?”พลินทวนคำตอบด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปวูบ งานเลี้ยงฉลองสละโสดขอ
“รักตอนไหนคะ บอกพลินหน่อย” บารมีนิ่งคิดอยู่ครู่ก่อนจะรวบรวมคำพูดออกมาได้ “ตอนแรกพี่ไม่ได้นึกรักเราหรอก ตอนนั้นพี่สงสารพลินมากกว่า ตอนนั้นพี่ได้แต่สงสาร สงสารเด็กคนนี้จังเลย ทำไมถึงมาเกิดเป็นลูกนายสมวะ ทำไมนายสมไม่รักลูกคนนี้เลยวะ” บารมีสารภาพความจริงเป็นครั้งแรกกับเธอ ก่อนเล่าต่อ “ยิ่งมาเห็นตอนนั้นว่าพี่ปล้ำพลินไปนะ พี่ใจหายเลย ได้แต่ด่าตัวเองว่าไม่น่าทำลายอนาคตเด็กคนนี้เลย แล้วตอนที่เรากับแม่มาบอกว่าท้องนี่พี่จิตตกไปใหญ่ สงสารหนักกว่าเก่าอีกนะเชื่อไหม” บารมีรวบมือเธอมากุมก่อนบอกต่อ “พอแม่พี่บอกว่าจ้างเรามา พี่โกรธมาก โกรธจนเกลียดไปเลยด้วย ว่าทำไมวะ เด็กอายุเท่านี้เองทำไมคิดอะไรตื้นแบบนั้นวะ” “พลินไม่ได้...” “พี่รู้แล้ว พี่รู้ว่าแม่โกหกพี่ พอมารู้ทีหลังนี่พี่รู้สึกเหมือนดิ่งลงเหวเลย ไอ้ความสงสารที่เคยมีให้พลินก่อนหน้านี่แทบจะทับพี่ตาย พอหลังจากนั้นความสงสารมันก็มี...ความรักแทรกเข้ามาด้วย ที่ไม่รู้ว่ารักตอนไหน รู้แต่ว่ารักพลินเพราะพลินพยายามจะเข้าใจพี่ที่สุดพลินรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พลินรู้กาลเทศะ และที
“อย่าเข้ามานะ” “เห็นอยากมีนักไม่ใช่หรือไงวะผัวน่ะ กูนี่ก็เป็นผัวให้มึงได้นะอีคนสวย” “อย่านะ ผัวฉันรู้พวกแกได้ตายไม่มีเหลือแน่ ไอ้โจร ไอ้พวกสวะ” “ผัวคนไหนล่ะจ๊ะ” หนึ่งในคนพวกนั้นถามยิ้มๆ ชี้มือหาตนเองแล้วก็ถามต่อ “ใช่คนนี้ไหม หรือคนนั้น หรือคนโน้น” ก่อนจะชี้มือไปทางพรรคพวกที่ยืนเรียงหน้ารอคิวอยู่ทีละคน เสียงกรีดร้องดังระงมในโกดังร้างแห่งนั้นเอง เจริญขวัญถูกชายฉกรรจ์ร่วมสิบคนรุมทึ้ง เนื่องจากคนที่เธอว่าจ้างให้ยิงพลิน มาขอเงินงวดสุดท้าย แต่เพราะพลินไม่ตายอย่างที่ตกลงกันเอาไว้ เธอเลยคิดจะเบี้ยวไม่จ่าย พวกมันใช่คนดีที่ไหน รับเงินว่าจ้างให้ฆ่าคนก็ไม่ใช่คนดีเท่าไรนักหรอก เจริญขวัญคร่ำครวญขู่ไม่เลิกว่าเธอจะตามสามีของเธอมาฆ่าพวกมันให้หมดทุกคน แต่สามีคนไหนล่ะที่หมายถึง ไม่นานก็มีศพหญิงสาวลอยอืดอยู่ในคลองใกล้โกดังร้างแห่งนั้น “มีกิจกรรมสองอย่างที่มนุษย์ทำได้ครั้งแรก แล้วครั้งต่อไปก็จะทำได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มต้นฝึกใหม่” พลินที่เพิ่งวางถาดขนมและเครื่องดื่มของบุตรสาวลงบนโต๊ะ ละสาย
“หายโกรธพี่แล้วใช่ไหม”บารมีทำตัวได้มึนมาก เขาถามคำถามเดิมทุกๆวันที่มา พูดแบบเดิมว่าไม่หย่า ขอร้องแบบเดิมๆจนพลินได้แต่ทอดถอนใจในความเป็นบารมี บอกเนือยๆ “พลินไม่ได้โกรธใครค่ะ” “ถ้าไม่ได้โกรธ ก็ต้องไม่หย่านะ” มองนิ่งๆไปที่เขาก่อนพูดเสียงเรียบ “พลินไม่ชอบคนเผด็จการ” “พี่เผด็จการหรือ” พอเห็นสายตาของพลิน คนเผด็จการก็ยกมือขึ้นยอมจำนน บอกเสียงอ่อย “ก็ได้ ก็ได้ พี่จะไม่เผด็จการ” เขาน่ะหรือไม่เผด็จการ ถ้าไม่เผด็จการจริงๆจะมัดมือเธอชกด้วยการเร่งเร้าให้จดทะเบียนสมรสกันโดยที่เธอไม่ได้มีเวลาคิดทบทวนเลยได้อย่างไร แล้วพอตอนขอหย่า ก็ยังเสียงแข็งใส่เธออีกว่ายังไงก็ไม่ยอมหย่า “พลินไม่ชอบให้ใครมาบังคับ” ยังนึกถึงที่เขาขืนใจเธอคราวนั้นได้ก็ไม่อยากยกขึ้นมาพูดอีก บารมียอมถอย “โอเค พี่ไม่บังคับ” “ถ้าอย่างนั้น หย่าให้พลินเถอะค่ะ” “พลิน...พี่ขอโอกาสอีกครั้งได้ไหม พี่สัญญาว่าพี่จะไม่เผด็จการ ไม่บังคับพลิน” นิ่งคิดอยู่นานก็ถูกคนเผด็จการที่ชอบบังคับสวมกอดเสียแน่น







