تسجيل الدخول“เจ้าชายจุมพิตเจ้าหญิงด้วยความรัก อบอุ่นและอ่อนหวาน ทั้งสองพระองค์อภิเษกสมรสพร้อมงานเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ สวยงาม และเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดมาหลังจากนั้น ตราบนานเท่านาน … จบแล้วค่ะลูก...น้องพราวด์จ๋า”
เมื่อเห็นว่าบุตรสาวนอนหลับตาพริ้มไปแล้ว จุดรอยยิ้มอ่อนโยนขึ้นบนใบหน้าที่ไม่ได้สวยจัดจ้านแต่หากยิ้มก็ดูน่ารักอยู่ไม่น้อย รูปร่างที่เคยผ่ายผอมบอบบางกระดำกระด่างดูอมโรค แขนขายาวเก้งก้างเมื่อสี่ปีก่อน มาบัดนี้เต็มตึงไปทุกสัดส่วน ตรงที่ควรนูนก็นูน ที่ควรเว้าก็เป็นไปตามนั้น ดูสวยงามเย้ายวนสายตาบุรุษเพศอยู่ไม่น้อย
แม้บทสรุปสุดท้ายของนิทานที่เล่าไปเมื่อครู่จะจบลงอย่างมีความสุข แต่น้ำเสียงและแววตาของคนเล่าตรงข้ามกับคำว่า ‘มีความสุข’ ราวฟ้ากับเหว
พลินปิดนิทานปกแข็งเล่มโปรดของบุตรสาวลง วางเก็บไว้ที่โต๊ะข้างเตียงนอนสีหวาน เข้าไปคลี่ผ้าห่มคลุมให้ร่างเล็ก ลูบผมดกดำเงาวับสละสลวยที่ถอดแบบบิดาของเจ้าตัวมาแทบไม่ผิดเพี้ยนด้วยความรักเหลือจะบรรยาย ระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ค่อยลุกยืนเตรียมกลับห้องนอนของตนเองบ้าง
เหลือบตามองเวลา ยังไม่ถึงสองทุ่มดี เจ้าหญิงตัวน้อยของเธอหลับสนิทก่อนนิทานจะจบเสียอีก ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนอีกทีแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นดูเมื่อพบข้อความค้างบนหน้าจอ
Nam1 :: ‘นอนหรือยัง’
พลิน :: ‘ยังจ้ะ เพิ่งเล่านิทานให้น้องพราวด์ฟังจบพอดี’
Nam1 :: ‘หลับไปก่อนนิทานอีกแล้วสิ’
พลิน :: ‘อื้อม์’
Nam1 :: ‘ถ่ายรูปมาดูหน่อย’
พลินยิ้มกว้างเมื่อเพื่อนของเธอที่เป็นคู่สนทนาอยากเห็นบุตรสาวตัวน้อย
น้ำหนึ่งเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมที่สนิทที่สุดของเธอ น้ำหนึ่งรู้เรื่องราวต่างๆในชีวิตของเธอแทบทุกเรื่องเพราะพลินมักเลือกที่จะเล่าให้เพื่อนคนนี้ฟังอยู่เสมอ แต่ไม่ค่อยได้พบหน้ากัน เพราะพลินอยู่คนละจังหวัดกับเพื่อน อีกทั้งน้ำหนึ่งยังง่วนกับการช่วยเหลือกิจการร้านอาหารกึ่งผับของทางบ้าน แต่กระนั้นก็ติดต่อกันไม่เคยขาด จะเรียกว่าน้ำหนึ่งเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอในตอนนี้เลยก็ว่าได้
จัดแจงถ่ายภาพบุตรสาวที่นอนหลับตาพริ้มส่งให้คู่สนทนาดู พร้อมพิมพ์ข้อความคุยต่อ
พลิน :: ‘วันนี้ไม่ไปไหนเหรอหนึ่ง’
…
ทางนั้นอ่านข้อความของเธอแล้วก็เงียบไปเกือบนาที จึงค่อยตอบกลับมา
Nam1 :: ‘ไม่ได้ไปไหนจ้ะ นอนเถอะพลิน ฝันดีนะ’
พลินยิ้มให้โทรศัพท์ตนเองราวกับเพื่อนของเธอยืนคุยอยู่ตรงหน้าแล้ววางไว้บนโต๊ะข้างเตียง ค่อยเดินสำรวจภายในห้องนอนห้องนั้นอีกรอบ เมื่อเห็นว่าประตูหน้าต่างปิดสนิทเรียบร้อยดีแล้ว จึงตั้งเครื่องปรับอากาศให้หยุดทำงานในช่วงใกล้รุ่งสาง หรี่ไฟลงให้อ่อนแสงมากที่สุด ก่อนกลับเข้าสู่ห้องนอนของตนเอง
ปกติเธอพักที่บ้านในตัวเมืองของคุณศุภลักษณ์ หญิงผู้มีศักดิ์เป็นย่าของบุตรสาว ผู้ที่ใครๆต่างเรียกท่านว่า ‘นายแม่’ ท่านเป็นมารดาแท้ๆของบารมี บิดาของเด็กหญิงพราวนภา หลังเกิดเรื่องราวในค่ำคืนงานเลี้ยง พลินตั้งครรภ์ จวบจนคลอดเธอถูกย้ายให้ไปอาศัยที่บ้านของนายแม่มาโดยตลอด และไม่ได้พบหน้าชายคนที่ร่วมสร้างเด็กหญิงพราวนภาขึ้นมาด้วยกันอีกเลยนับจากนั้น
สี่ปีก่อนพลินยังจำใบหน้าของบารมีได้ดี วันที่เธอกับแม่เข้าไปพบคุณศุภลักษณ์ที่บ้านเพื่อบอกว่าเธอตั้งครรภ์
บารมีที่แวะมาที่บ้านของนายแม่เช่นกัน ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดเข้า เขามองมาราวกับจะฉีกเนื้อของเธอออกเป็นชิ้นๆ คงเกลียดเธอจนเข้าไส้ไปแล้ว สาเหตุคงเพราะเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น
พลินเองก็เสียใจไม่ต่างจากเขา แต่แล้วก็ปริปากโวยวายอะไรไม่ได้เลย เพราะตนเองก็มีชนักติดหลังเอาไว้ อยากให้เขาตะโกนด่าเธอ มากกว่ามองมาด้วยสายตารังเกียจปนคลางแคลงใจแบบนั้น แต่บารมีเลือกใช้ใบหน้าดุ นิ่ง และความเงียบกดดันเธอ พลินได้แต่ก้มหน้ายอมรับผลจากการตัดสินใจ หลังค่ำคืนนั้นไปโดยปริยาย
เด็กสาวต้องหยุดความฝันที่จะได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่สอบเข้าได้ ไม่ได้เรียนคณะที่อยากเรียน แล้วออกมาเป็นคุณแม่ที่ไร้ซึ่งวุฒิภาวะ ส่วนนางพยอมมารดาของเธอย้ายออกมาจากบ้านของนายสมแล้ว ท่านอาศัยในบ้านเดี่ยวหลังไม่ใหญ่ไม่เล็กเรียกว่ากำลังพอดีติดลำคลองสายเล็กๆแห่งหนึ่ง คิดมาถึงตรงนี้ก็ได้แต่กล้ำกลืนพูดอะไรไม่ออก ที่ต้องเดินเส้นทางนี้ก็เพราะตัวเองเลือกเอง
แล้วก็ทนกล้ำกลืนเรื่องหนึ่งเอาไว้บอกใครไม่ได้ ว่าทำไมเธอถึงเลือกเดินเส้นทางนี้ พลินตัดใจ พร้อมยอมรับการสูญเสียในบางสิ่งเพื่อแลกกับอีกสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในตอนนั้น
พลินอยู่โดยมีนายแม่และวงวารของท่านห้อมล้อมตลอด
เดิมทีคุณศุภลักษณ์ไม่ค่อยออกไปที่ไหนนัก ท่านมักอยู่ติดบ้านเสมอ แต่ที่ต้องเดินทางด่วนไปต่างประเทศเพราะญาติทางนั้นไม่เหลือใคร ท่านจึงต้องออกหน้าไปเป็นธุระให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายแม่จากไปแค่วันเดียวก็เกิดเหตุอกสั่นขึ้น จนพลินจึงต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้เป็นการชั่วคราว เนื่องจากไฟฟ้าที่บ้านของนายแม่เกิดลัดวงจรตรงด้านหลังตึกแถวๆอาคารคนรับใช้ ไฟไหม้ลามไปยังบริเวณใกล้เคียง เสียหายไม่มาก โชคดีไม่มีใครได้รับอันตราย และดีที่ไม่ลามไปถึงตัวบ้านที่เป็นอาคารของนายแม่ ซึ่งมีเธอและบุตรสาวพักอาศัยอยู่ด้วย
แต่กระนั้นพอบิดาของเด็กหญิงพราวนภาทราบเรื่องเข้า เขาเร่งสั่งการให้คนในบ้านเก็บข้าวของของเธอและลูกย้ายมาพักที่บ้านหลังนี้เป็นการชั่วคราว บังคับกลายๆให้อาศัยไปก่อน จนกว่าบ้านของนายแม่จะซ่อมแซมส่วนที่ไหม้แล้วเสร็จดีค่อยกลับไป
“ไปด้วยกันไหมคะหรือจะรอที่บ้าน” เสียงหวานถามอย่างห่วงใย มองชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้าตูมอารมณ์ดูไม่ค่อยดีนัก พอถูกถามเหมือนบีบให้รอที่บ้านมากกว่าจะให้ไปด้วยก็ปรากฏว่าดวงตาคลอฉ่ำนิดๆคล้ายจะร้องไห้ “พี่อยากไป” “เดี๋ยวก็ร้องไห้อีก พลิน...” ไม่อยากบอกว่าเธออายพยาบาลจริงๆเลย เขาไปด้วยทีไร เจออะไรหน่อยก็อ่อนไหว บอบบางจนต้องร้องไห้ ได้ยินเสียงเธอว่ามาแบบนั้น คนที่อ่อนไหวง่ายมานานกว่าสามถึงสี่เดือนก็น้ำตาชักปริ่มๆจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ “จะไปก็ได้ ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ” “แล้วทำไมถามเหมือนไม่อยากให้พี่ไป อายหมอใช่ไหม มันหล่อนี่ ใช่สิ” “พี่บีคะ”“ไม่ต้องมาเรียกพี่บี” คนที่ขี้งอนขี้ใจน้อยบอกเสียงสะบัดแล้วเดินหนีเข้าห้องไป พลินมองตามแล้วก็ถอนใจเฮือกก่อนจะสาวเท้าตามไปง้อ “งอนอีกแล้ว” “ใช่พี่งอน พลินไม่ใส่ใจพี่เลย ก็รู้ว่าพี่คุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็ชอบทำให้พี่น้อยใจ” “พลินไม่ได้ตั้งใจค่ะ พลินขอโทษ” “ก็ได้ ให้อภัย”จู่ๆคนที่บอกว่าคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็ให
“ใคร” บารมีตวาดถามมือควานหาไฟในห้อง แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ แล้วเลยสำรวจคนที่นอนอยู่บนเตียง“ผู้หญิงนี่หว่า”หัวใจกระหน่ำสูบฉีดเลือดทันที แล้วก็ให้วุ่นวายไปหมด ด้วยพยายามลุกขึ้นเดินไปที่กระเป๋าเสื้อผ้า เพราะความมึนเมาผสมกับยาปลุกเซ็กซ์ทำให้ความสามารถในการคิดหาเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจดิ่งลงเหว ไม่อยากรู้แล้วว่าหญิงสาวที่นอนอยู่นี่เป็นใคร ในเมื่อห้องของเขาถูกจัดเอาไว้สำหรับเขาคนเดียว คนที่เข้ามานอนรอย่อมหมายความว่าเต็มใจที่จะร่วมรักกับเขาเปิดออกพบคอนดอมในนั้นอันเดียว“รอดแล้ว”บ่นงึมงำ ก่อนปลดตะขอกางเกงแล้วฉีกซองสีเงินออก สวมใส่เครื่องป้องกันเข้าไปจนสนิทแนบ ทาบลงหาอีกร่างที่นอนนิ่งบนเตียงทันทีปากร้อนผ่าวนาบตามซอกหู กลิ่นหอมแบบที่ไม่เคยคุ้น คล้ายกลิ่นแป้งมากกว่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมราคาแพง พลันภาพในหัวปรากฏเป็นร่างของเด็กสาวกะโปโลคนนั้นวาบขึ้นมา“ระยำ”เสียงสบถของบารมีดังงึมงำขึ้นมาอีก“ยังไม่สิบแปดเลยมั้งนั่น”แล้วจัดแจงเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกจนเปลือยเปล่าพร้อมพรั่งดีแล้ว ดันข้อพับขาของคนใต้ร่างขึ้นง้างงอก่อนดันตัวตนที่แข็งและร้อนจัดเข้าไปภายในช้าๆเนิบนาบ“เวรแล้ว” บารมีอยากสาวตัว
ถึงวันนัดหมาย ญาดาขับรถมาด้วยตัวเองจุดหมายคือบ้านพักชายทะเลที่พลินเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก“เราจะอยู่กันกี่วันคะพี่ดา” พลินถามทันทีที่ลงรถ แววตาเป็นประกาย ดีใจที่ได้มาเที่ยวทะเล และดีใจมากกว่าคือคนที่พาเธอมาเป็นพี่สาวของตัวเอง ตอกย้ำความคิดที่ว่าญาดาช่างงามทั้งกายและใจ อย่างหาใครมาเปรียบเทียบมิได้“อยากอยู่กี่วันล่ะ” ญาดาถามยิ้มๆแทนที่จะตอบคำของน้อง“ฮืม...บรรยากาศดีแบบนี้นะ” พลินที่มาเที่ยวทะเลได้ไม่ถึงสามครั้งดีบอกพร้อมสูดอากาศเข้าปอด ยิ้มแต้ ตอบด้วยสีหน้าทะเล้นนิดๆ “พลินอยากอยู่ตลอดไปเลย ได้ไหมคะ”“งั้นมาช่วยกันยกของลงก่อน แล้วจะให้อยู่ไปเลยตลอดชีวิต เออ...นี่ พี่มีเรื่องจะสารภาพแหละ” ญาดาบอกเสียงอ่อยในตอนท้าย พลินหยุดยิ้ม ถามกลับ“เรื่องอะไรคะพี่ดา” “คือ จริงๆแล้ว ที่พี่ชวนมาเนี่ย คือ มันเป็นงานเลี้ยงฉลองของพี่กับคุณบารมีน่ะ”พลินยังคงรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ถาม “ฉลองอะไรหรือคะ”ญาดากวาดสายตาสำรวจน้องสาวก่อนตอบเสียงราบเรียบ ลอบสังเกตอาการของคนเป็นน้องไปพลาง“งานฉลองสละโสดของพี่กับคุณบารมีน่ะสิ”“ฉลองสละโสด?”พลินทวนคำตอบด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปวูบ งานเลี้ยงฉลองสละโสดขอ
“รักตอนไหนคะ บอกพลินหน่อย” บารมีนิ่งคิดอยู่ครู่ก่อนจะรวบรวมคำพูดออกมาได้ “ตอนแรกพี่ไม่ได้นึกรักเราหรอก ตอนนั้นพี่สงสารพลินมากกว่า ตอนนั้นพี่ได้แต่สงสาร สงสารเด็กคนนี้จังเลย ทำไมถึงมาเกิดเป็นลูกนายสมวะ ทำไมนายสมไม่รักลูกคนนี้เลยวะ” บารมีสารภาพความจริงเป็นครั้งแรกกับเธอ ก่อนเล่าต่อ “ยิ่งมาเห็นตอนนั้นว่าพี่ปล้ำพลินไปนะ พี่ใจหายเลย ได้แต่ด่าตัวเองว่าไม่น่าทำลายอนาคตเด็กคนนี้เลย แล้วตอนที่เรากับแม่มาบอกว่าท้องนี่พี่จิตตกไปใหญ่ สงสารหนักกว่าเก่าอีกนะเชื่อไหม” บารมีรวบมือเธอมากุมก่อนบอกต่อ “พอแม่พี่บอกว่าจ้างเรามา พี่โกรธมาก โกรธจนเกลียดไปเลยด้วย ว่าทำไมวะ เด็กอายุเท่านี้เองทำไมคิดอะไรตื้นแบบนั้นวะ” “พลินไม่ได้...” “พี่รู้แล้ว พี่รู้ว่าแม่โกหกพี่ พอมารู้ทีหลังนี่พี่รู้สึกเหมือนดิ่งลงเหวเลย ไอ้ความสงสารที่เคยมีให้พลินก่อนหน้านี่แทบจะทับพี่ตาย พอหลังจากนั้นความสงสารมันก็มี...ความรักแทรกเข้ามาด้วย ที่ไม่รู้ว่ารักตอนไหน รู้แต่ว่ารักพลินเพราะพลินพยายามจะเข้าใจพี่ที่สุดพลินรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พลินรู้กาลเทศะ และที
“อย่าเข้ามานะ” “เห็นอยากมีนักไม่ใช่หรือไงวะผัวน่ะ กูนี่ก็เป็นผัวให้มึงได้นะอีคนสวย” “อย่านะ ผัวฉันรู้พวกแกได้ตายไม่มีเหลือแน่ ไอ้โจร ไอ้พวกสวะ” “ผัวคนไหนล่ะจ๊ะ” หนึ่งในคนพวกนั้นถามยิ้มๆ ชี้มือหาตนเองแล้วก็ถามต่อ “ใช่คนนี้ไหม หรือคนนั้น หรือคนโน้น” ก่อนจะชี้มือไปทางพรรคพวกที่ยืนเรียงหน้ารอคิวอยู่ทีละคน เสียงกรีดร้องดังระงมในโกดังร้างแห่งนั้นเอง เจริญขวัญถูกชายฉกรรจ์ร่วมสิบคนรุมทึ้ง เนื่องจากคนที่เธอว่าจ้างให้ยิงพลิน มาขอเงินงวดสุดท้าย แต่เพราะพลินไม่ตายอย่างที่ตกลงกันเอาไว้ เธอเลยคิดจะเบี้ยวไม่จ่าย พวกมันใช่คนดีที่ไหน รับเงินว่าจ้างให้ฆ่าคนก็ไม่ใช่คนดีเท่าไรนักหรอก เจริญขวัญคร่ำครวญขู่ไม่เลิกว่าเธอจะตามสามีของเธอมาฆ่าพวกมันให้หมดทุกคน แต่สามีคนไหนล่ะที่หมายถึง ไม่นานก็มีศพหญิงสาวลอยอืดอยู่ในคลองใกล้โกดังร้างแห่งนั้น “มีกิจกรรมสองอย่างที่มนุษย์ทำได้ครั้งแรก แล้วครั้งต่อไปก็จะทำได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มต้นฝึกใหม่” พลินที่เพิ่งวางถาดขนมและเครื่องดื่มของบุตรสาวลงบนโต๊ะ ละสาย
“หายโกรธพี่แล้วใช่ไหม”บารมีทำตัวได้มึนมาก เขาถามคำถามเดิมทุกๆวันที่มา พูดแบบเดิมว่าไม่หย่า ขอร้องแบบเดิมๆจนพลินได้แต่ทอดถอนใจในความเป็นบารมี บอกเนือยๆ “พลินไม่ได้โกรธใครค่ะ” “ถ้าไม่ได้โกรธ ก็ต้องไม่หย่านะ” มองนิ่งๆไปที่เขาก่อนพูดเสียงเรียบ “พลินไม่ชอบคนเผด็จการ” “พี่เผด็จการหรือ” พอเห็นสายตาของพลิน คนเผด็จการก็ยกมือขึ้นยอมจำนน บอกเสียงอ่อย “ก็ได้ ก็ได้ พี่จะไม่เผด็จการ” เขาน่ะหรือไม่เผด็จการ ถ้าไม่เผด็จการจริงๆจะมัดมือเธอชกด้วยการเร่งเร้าให้จดทะเบียนสมรสกันโดยที่เธอไม่ได้มีเวลาคิดทบทวนเลยได้อย่างไร แล้วพอตอนขอหย่า ก็ยังเสียงแข็งใส่เธออีกว่ายังไงก็ไม่ยอมหย่า “พลินไม่ชอบให้ใครมาบังคับ” ยังนึกถึงที่เขาขืนใจเธอคราวนั้นได้ก็ไม่อยากยกขึ้นมาพูดอีก บารมียอมถอย “โอเค พี่ไม่บังคับ” “ถ้าอย่างนั้น หย่าให้พลินเถอะค่ะ” “พลิน...พี่ขอโอกาสอีกครั้งได้ไหม พี่สัญญาว่าพี่จะไม่เผด็จการ ไม่บังคับพลิน” นิ่งคิดอยู่นานก็ถูกคนเผด็จการที่ชอบบังคับสวมกอดเสียแน่น

![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





