تسجيل الدخولเกลียด?...ควรเป็นเขามากกว่าที่รู้สึกแบบนั้นกับเธอ
อารมณ์ภายในตีรวนกันจนสับสน อยากร้องไห้ แต่น้ำตาเหือดหายเข้าไปในอกแล้ววินาทีนี้ หญิงสาวเดินขึ้นไปชั้นบน พบเขายืนกอดอกรออยู่ ใบหน้าเฉยเมยของเขาติดมีแววเยาะหยันมองมาอย่างไม่เป็นมิตร
พลินส่งถุงที่ม้วนเป็นก้อนกันไม่ให้ของด้านในหล่น ส่งให้เขาด้วยมือที่สั่นเบาๆ ไม่กล้าสบตาด้วย จึงไม่เห็นว่าเจ้าของบ้านกระตุกยิ้มมุมปากหน่อยหนึ่ง เขายื่นมือออกมารับไม่พูดอะไร แล้วหันหลังกลับเข้าห้องของเขาไป
จากนั้นถึงเดินใจลอยกลับเข้าห้องของตัวเองในนาทีต่อมา คืนนั้นทั้งคืนพลินนอนไม่หลับ แม้เหนื่อยมากก็ตามทีแต่ก็ยังหลับตาไม่ลง เช้ามืดจึงตื่นขึ้นแบบง่วงงุนเล็กน้อย
“ตื่นเช้ากว่าทุกวันเลยนะคะ”
เสียงทักนั่นเป็นของศยามล ผู้ช่วยสาววัยสี่สิบปลายๆของบารมี นอกจากเจ้าหล่อนจะดูแลตารางนัดหมายให้คนเป็นนายแล้ว ยังดูแลเรื่องอาหารการกินให้บารมีด้วย ทักทายกันแล้ว พลินเลยลงมือทำอาหารเช้ารอท่าบุตรสาวสุดรักของตน จวบจนเรียบร้อยแล้ว จึงหันมาทางคนของบารมี
“ข้าวต้มนี่ตักกินได้เลยนะคะคุณมล”
“หืม...หอมเชียวค่ะ”
“ตักได้เลยนะคะ พลินทำเผื่อไว้เยอะเลย”
บอกจบขอตัวขึ้นไปยังห้องของบุตรสาว เปิดเข้าไปเบาๆ พร้อมทักทาย “ตื่นหรือยังคะเด็กดีของแม่”
ร่างน้อยลืมตาตื่นแล้วตอนที่พลินเปิดประตูเข้าไป เจ้าตัวบ่นเสียงงัวเงีย “น้องพราวด์หิว”
ยิ้มอ่อนโยนให้ ยิ่งเลี้ยงยิ่งรักยิ่งเอ็นดูเมื่อแม่ตัวดีตื่นปุ๊บก็หิวปั๊บเช่นนี้ กระนั้นเลยอ้วนกลมแก้มป่องอมสีชมพู ชนิดที่ใครเห็นก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่าช่างน่าชังน่าฟัดนัก นายแม่เองก็หลงหลานอย่างกับอะไรดี แม้อยู่ไกลแต่ก็โทรศัพท์หาแม่ตัวดีวันละสามสี่รอบด้วยความคิดถึง
“งั้นลุกขึ้นอาบน้ำเร็ว วันนี้มีข้าวผัดปูของโปรดของใครเอ่ย...”
“เย้ ข้าวผัดปูของโปรดของน้องพราวด์ค่ะ น้องพราวด์จะกินสิบจานเลยค่ะ”
“ได้เลยค่ะ แต่ต้องลุกขึ้นไปล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ ก่อนนะคะคนดีของคุณแม่”
จัดแจงพาไปอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แต่งชุดสวยแล้วเปิดประตูลงไปยังด้านล่างเพื่อรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน สองสาวนั่งลงที่โต๊ะอาหารแล้ว พลินค่อยออกปากถามอย่างเอาใจ
“มีแพนเค้กด้วยนะลูก กินไหมคะ”
“กินค่ะ”
“ไหวเหร้อ” แสร้งถามยั่วแหย่ไปอย่างนั้น
“ไหวค่ะคุณแม่ทำอะไรก็อร่อย ป้าแจ๊วบอกว่าอีกหน่อยน้องพราวด์ต้องกลิ้งแทนวิ่งแน่ๆเลยค่ะ” เจ้าตัวน้อยของเธอบอกเสียงใส ยิ้มจนตายิบหยีเล่าให้คนเป็นแม่ฟัง
ลูกคงเป็นสิ่งเดียวที่ก่อความสุขขึ้นในใจของพลิน จึงเดินไปหยิบจานกระเบื้องที่มีแพนเค้กมาวางไว้ให้ตรงหน้า บุตรสาวของเธอมองแล้วก็ตาโต
“อู้หู้ว...น่ากินที่สุดเลยค่ะ”
พอหยิบเข้าปากคำหนึ่งก็ยิ้มร้องขอ
“คุณแม่ขา น้องพราวด์อยากได้น้ำผึ้งด้วยค่ะ”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวแม่ไปหยิบมาให้”
พลินหายเข้าไปในครัว ก่อนออกมาพร้อมเหยือกเซรามิคสีขาวเล็กๆบรรจุน้ำผึ้งข้างใน ปากก็คุยไปด้วย
“อยากได้อะไรอีกไหมคะ”
บุตรสาวของเธอส่ายหน้า หยิบแพนเค้กกินจนเกือบหมด ค่อยแว่วเสียงคุยของบารมีกับใครอีกคนที่ฟังดูคุ้นเคยจนพลินเผลอขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังตรงมายังห้องอาหารแห่งนี้
พลินหันหน้าไปมองตรงประตูทางเข้าห้องก็ให้ใจหายวาบเมื่อเห็นคนที่เดินเคียงข้างมากับบารมีปรากฏกายขึ้นในวินาทีนั้น
“น้ำหนึ่ง...”
พึมพำชื่อเพื่อนเบาๆด้วยความรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
เพื่อนของเธออยู่ในเสื้อเชิร์ตตัวโคร่งที่ไม่น่าใช่เสื้อของผู้หญิง ให้ทายก็คิดว่าน่าจะเป็นเสื้อของบารมีมากกว่า
“มีอะไรกินบ้าง”
เสียงเข้มถามขัดความสงสัยปนรวดร้าวในแววตาของพลินขึ้นเสียก่อน
พลินกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอเมื่อมองหน้าชายหญิงสองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ในห้องอาหาร ใจของเธอกระตุกเป็นจังหวะแปลกๆ ก่อนอาสา
“พลินไปดูให้ค่ะ”
บารมีบอกขัดเสียงเย็นชา เรียกคนของตัวเอง
“ไม่ต้อง! คุณมล!”
ไม่นานเจ้าของชื่อรีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามารับคำสั่ง บารมีจึงสั่งสิ่งที่ต้องการไปแล้วหันมาถามน้ำหนึ่งด้วยน้ำเสียงอาทรอ่อนโยนผิดกับที่ใช้เสวนากับเธออย่างสิ้นเชิง
“รับเป็นข้าวต้มไหมคะคุณบารมี คุณพลินเธอทำเองเลยนะคะ”
“ผมไม่ชอบอาหารประเภทต้มๆ!” ตอบเสียงแข็งพร้อมจ้องหน้าพลินนิ่ง สั่งต่อ “เดี๋ยวบอกเด็กยกมื้อเช้ามาให้ผมเลยนะคุณมล”
ได้ยินเขาสั่งคนของเขา พร้อมสายตาคมราวใบมีดที่มองมาที่เธอ พลินเม้มปากแน่น ก้มหน้างุดไม่กล้ามองใครในห้องนั้นอีก จึงไม่เห็นสายตาของน้ำหนึ่งที่มองมาด้วย
อาหารตรงหน้าเธอกลืนไม่ลงแล้วตอนนี้
แว่วเสียงบารมีคุยหยอกล้ออยู่กับบุตรสาวตามด้วยเสียงหัวเราะของทั้งสามคนราวกับว่าทั้งหมดนั่นเป็นครอบครัว พ่อ แม่ ลูก สุขสันต์ โดยมีเธอเป็นส่วนเกิน พลินได้แต่ก้มหน้าก้มตาฝืนกินอาหารจนหมด พอดีกับที่บุตรสาวเรียกให้พาไปห้องน้ำ จึงสบโอกาสลุกออกจากตรงนั้นมาได้
แล้วนึกถึงของที่เขาใช้ให้เธอไปหยิบที่รถ คอนดอมกล่องนั้นเขาใช้มันกับเพื่อนของเธออย่างนั้นหรือ พวกเขามีอะไรกันอย่างนั้นหรือ คิดแล้วเจ็บปวดน้อยเสียที่ไหนกัน
“ไปด้วยกันไหมคะหรือจะรอที่บ้าน” เสียงหวานถามอย่างห่วงใย มองชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้าตูมอารมณ์ดูไม่ค่อยดีนัก พอถูกถามเหมือนบีบให้รอที่บ้านมากกว่าจะให้ไปด้วยก็ปรากฏว่าดวงตาคลอฉ่ำนิดๆคล้ายจะร้องไห้ “พี่อยากไป” “เดี๋ยวก็ร้องไห้อีก พลิน...” ไม่อยากบอกว่าเธออายพยาบาลจริงๆเลย เขาไปด้วยทีไร เจออะไรหน่อยก็อ่อนไหว บอบบางจนต้องร้องไห้ ได้ยินเสียงเธอว่ามาแบบนั้น คนที่อ่อนไหวง่ายมานานกว่าสามถึงสี่เดือนก็น้ำตาชักปริ่มๆจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ “จะไปก็ได้ ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ” “แล้วทำไมถามเหมือนไม่อยากให้พี่ไป อายหมอใช่ไหม มันหล่อนี่ ใช่สิ” “พี่บีคะ”“ไม่ต้องมาเรียกพี่บี” คนที่ขี้งอนขี้ใจน้อยบอกเสียงสะบัดแล้วเดินหนีเข้าห้องไป พลินมองตามแล้วก็ถอนใจเฮือกก่อนจะสาวเท้าตามไปง้อ “งอนอีกแล้ว” “ใช่พี่งอน พลินไม่ใส่ใจพี่เลย ก็รู้ว่าพี่คุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็ชอบทำให้พี่น้อยใจ” “พลินไม่ได้ตั้งใจค่ะ พลินขอโทษ” “ก็ได้ ให้อภัย”จู่ๆคนที่บอกว่าคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็ให
“ใคร” บารมีตวาดถามมือควานหาไฟในห้อง แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ แล้วเลยสำรวจคนที่นอนอยู่บนเตียง“ผู้หญิงนี่หว่า”หัวใจกระหน่ำสูบฉีดเลือดทันที แล้วก็ให้วุ่นวายไปหมด ด้วยพยายามลุกขึ้นเดินไปที่กระเป๋าเสื้อผ้า เพราะความมึนเมาผสมกับยาปลุกเซ็กซ์ทำให้ความสามารถในการคิดหาเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจดิ่งลงเหว ไม่อยากรู้แล้วว่าหญิงสาวที่นอนอยู่นี่เป็นใคร ในเมื่อห้องของเขาถูกจัดเอาไว้สำหรับเขาคนเดียว คนที่เข้ามานอนรอย่อมหมายความว่าเต็มใจที่จะร่วมรักกับเขาเปิดออกพบคอนดอมในนั้นอันเดียว“รอดแล้ว”บ่นงึมงำ ก่อนปลดตะขอกางเกงแล้วฉีกซองสีเงินออก สวมใส่เครื่องป้องกันเข้าไปจนสนิทแนบ ทาบลงหาอีกร่างที่นอนนิ่งบนเตียงทันทีปากร้อนผ่าวนาบตามซอกหู กลิ่นหอมแบบที่ไม่เคยคุ้น คล้ายกลิ่นแป้งมากกว่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมราคาแพง พลันภาพในหัวปรากฏเป็นร่างของเด็กสาวกะโปโลคนนั้นวาบขึ้นมา“ระยำ”เสียงสบถของบารมีดังงึมงำขึ้นมาอีก“ยังไม่สิบแปดเลยมั้งนั่น”แล้วจัดแจงเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกจนเปลือยเปล่าพร้อมพรั่งดีแล้ว ดันข้อพับขาของคนใต้ร่างขึ้นง้างงอก่อนดันตัวตนที่แข็งและร้อนจัดเข้าไปภายในช้าๆเนิบนาบ“เวรแล้ว” บารมีอยากสาวตัว
ถึงวันนัดหมาย ญาดาขับรถมาด้วยตัวเองจุดหมายคือบ้านพักชายทะเลที่พลินเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก“เราจะอยู่กันกี่วันคะพี่ดา” พลินถามทันทีที่ลงรถ แววตาเป็นประกาย ดีใจที่ได้มาเที่ยวทะเล และดีใจมากกว่าคือคนที่พาเธอมาเป็นพี่สาวของตัวเอง ตอกย้ำความคิดที่ว่าญาดาช่างงามทั้งกายและใจ อย่างหาใครมาเปรียบเทียบมิได้“อยากอยู่กี่วันล่ะ” ญาดาถามยิ้มๆแทนที่จะตอบคำของน้อง“ฮืม...บรรยากาศดีแบบนี้นะ” พลินที่มาเที่ยวทะเลได้ไม่ถึงสามครั้งดีบอกพร้อมสูดอากาศเข้าปอด ยิ้มแต้ ตอบด้วยสีหน้าทะเล้นนิดๆ “พลินอยากอยู่ตลอดไปเลย ได้ไหมคะ”“งั้นมาช่วยกันยกของลงก่อน แล้วจะให้อยู่ไปเลยตลอดชีวิต เออ...นี่ พี่มีเรื่องจะสารภาพแหละ” ญาดาบอกเสียงอ่อยในตอนท้าย พลินหยุดยิ้ม ถามกลับ“เรื่องอะไรคะพี่ดา” “คือ จริงๆแล้ว ที่พี่ชวนมาเนี่ย คือ มันเป็นงานเลี้ยงฉลองของพี่กับคุณบารมีน่ะ”พลินยังคงรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ถาม “ฉลองอะไรหรือคะ”ญาดากวาดสายตาสำรวจน้องสาวก่อนตอบเสียงราบเรียบ ลอบสังเกตอาการของคนเป็นน้องไปพลาง“งานฉลองสละโสดของพี่กับคุณบารมีน่ะสิ”“ฉลองสละโสด?”พลินทวนคำตอบด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปวูบ งานเลี้ยงฉลองสละโสดขอ
“รักตอนไหนคะ บอกพลินหน่อย” บารมีนิ่งคิดอยู่ครู่ก่อนจะรวบรวมคำพูดออกมาได้ “ตอนแรกพี่ไม่ได้นึกรักเราหรอก ตอนนั้นพี่สงสารพลินมากกว่า ตอนนั้นพี่ได้แต่สงสาร สงสารเด็กคนนี้จังเลย ทำไมถึงมาเกิดเป็นลูกนายสมวะ ทำไมนายสมไม่รักลูกคนนี้เลยวะ” บารมีสารภาพความจริงเป็นครั้งแรกกับเธอ ก่อนเล่าต่อ “ยิ่งมาเห็นตอนนั้นว่าพี่ปล้ำพลินไปนะ พี่ใจหายเลย ได้แต่ด่าตัวเองว่าไม่น่าทำลายอนาคตเด็กคนนี้เลย แล้วตอนที่เรากับแม่มาบอกว่าท้องนี่พี่จิตตกไปใหญ่ สงสารหนักกว่าเก่าอีกนะเชื่อไหม” บารมีรวบมือเธอมากุมก่อนบอกต่อ “พอแม่พี่บอกว่าจ้างเรามา พี่โกรธมาก โกรธจนเกลียดไปเลยด้วย ว่าทำไมวะ เด็กอายุเท่านี้เองทำไมคิดอะไรตื้นแบบนั้นวะ” “พลินไม่ได้...” “พี่รู้แล้ว พี่รู้ว่าแม่โกหกพี่ พอมารู้ทีหลังนี่พี่รู้สึกเหมือนดิ่งลงเหวเลย ไอ้ความสงสารที่เคยมีให้พลินก่อนหน้านี่แทบจะทับพี่ตาย พอหลังจากนั้นความสงสารมันก็มี...ความรักแทรกเข้ามาด้วย ที่ไม่รู้ว่ารักตอนไหน รู้แต่ว่ารักพลินเพราะพลินพยายามจะเข้าใจพี่ที่สุดพลินรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พลินรู้กาลเทศะ และที
“อย่าเข้ามานะ” “เห็นอยากมีนักไม่ใช่หรือไงวะผัวน่ะ กูนี่ก็เป็นผัวให้มึงได้นะอีคนสวย” “อย่านะ ผัวฉันรู้พวกแกได้ตายไม่มีเหลือแน่ ไอ้โจร ไอ้พวกสวะ” “ผัวคนไหนล่ะจ๊ะ” หนึ่งในคนพวกนั้นถามยิ้มๆ ชี้มือหาตนเองแล้วก็ถามต่อ “ใช่คนนี้ไหม หรือคนนั้น หรือคนโน้น” ก่อนจะชี้มือไปทางพรรคพวกที่ยืนเรียงหน้ารอคิวอยู่ทีละคน เสียงกรีดร้องดังระงมในโกดังร้างแห่งนั้นเอง เจริญขวัญถูกชายฉกรรจ์ร่วมสิบคนรุมทึ้ง เนื่องจากคนที่เธอว่าจ้างให้ยิงพลิน มาขอเงินงวดสุดท้าย แต่เพราะพลินไม่ตายอย่างที่ตกลงกันเอาไว้ เธอเลยคิดจะเบี้ยวไม่จ่าย พวกมันใช่คนดีที่ไหน รับเงินว่าจ้างให้ฆ่าคนก็ไม่ใช่คนดีเท่าไรนักหรอก เจริญขวัญคร่ำครวญขู่ไม่เลิกว่าเธอจะตามสามีของเธอมาฆ่าพวกมันให้หมดทุกคน แต่สามีคนไหนล่ะที่หมายถึง ไม่นานก็มีศพหญิงสาวลอยอืดอยู่ในคลองใกล้โกดังร้างแห่งนั้น “มีกิจกรรมสองอย่างที่มนุษย์ทำได้ครั้งแรก แล้วครั้งต่อไปก็จะทำได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มต้นฝึกใหม่” พลินที่เพิ่งวางถาดขนมและเครื่องดื่มของบุตรสาวลงบนโต๊ะ ละสาย
“หายโกรธพี่แล้วใช่ไหม”บารมีทำตัวได้มึนมาก เขาถามคำถามเดิมทุกๆวันที่มา พูดแบบเดิมว่าไม่หย่า ขอร้องแบบเดิมๆจนพลินได้แต่ทอดถอนใจในความเป็นบารมี บอกเนือยๆ “พลินไม่ได้โกรธใครค่ะ” “ถ้าไม่ได้โกรธ ก็ต้องไม่หย่านะ” มองนิ่งๆไปที่เขาก่อนพูดเสียงเรียบ “พลินไม่ชอบคนเผด็จการ” “พี่เผด็จการหรือ” พอเห็นสายตาของพลิน คนเผด็จการก็ยกมือขึ้นยอมจำนน บอกเสียงอ่อย “ก็ได้ ก็ได้ พี่จะไม่เผด็จการ” เขาน่ะหรือไม่เผด็จการ ถ้าไม่เผด็จการจริงๆจะมัดมือเธอชกด้วยการเร่งเร้าให้จดทะเบียนสมรสกันโดยที่เธอไม่ได้มีเวลาคิดทบทวนเลยได้อย่างไร แล้วพอตอนขอหย่า ก็ยังเสียงแข็งใส่เธออีกว่ายังไงก็ไม่ยอมหย่า “พลินไม่ชอบให้ใครมาบังคับ” ยังนึกถึงที่เขาขืนใจเธอคราวนั้นได้ก็ไม่อยากยกขึ้นมาพูดอีก บารมียอมถอย “โอเค พี่ไม่บังคับ” “ถ้าอย่างนั้น หย่าให้พลินเถอะค่ะ” “พลิน...พี่ขอโอกาสอีกครั้งได้ไหม พี่สัญญาว่าพี่จะไม่เผด็จการ ไม่บังคับพลิน” นิ่งคิดอยู่นานก็ถูกคนเผด็จการที่ชอบบังคับสวมกอดเสียแน่น







