Masukปลายนิ้วเรียวจรดลงลูบไล้แล้วอมยิ้ม แต่ละเล่มไร้ฝุ่นผงให้กังวลใจ ซ้ำยังมีการจัดวางโดยแยกหมวดหมู่ตามตัวอักษรและประเภทอย่างเป็นระบบระเบียบบนสันที่แสดงถึงความหนาของมันปรากฏตัวอักษรสลักไว้บ่งบอกให้รู้ถึงที่มาของแต่ละเล่ม และจากการคาดคะเนด้วยสายตาแล้ว มีแววว่ามันอาจมาจากทั่วทุกมุมของโลกสุดยอดเลย! แววตาทึ่งจัดกวาดมองไปทั่ว สูดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เป็นกลิ่นเฉพาะตัวเข้าปอดฟอดใหญ่ ทั้งจำนวน ทั้งความหลากหลาย ทำให้เธอรู้สึกคล้ายกำลังยืนอยู่ในห้องสมุดนานาชาติไม่มีผิด!"เจ้านายสะสมหนังสือเหรอคะ?""อืม จะว่างั้นก็ได้""นั่นหมายความว่าซื้อเจ้าพวกนี้หมดเลยเหรอคะ""ไม่เชิง" จากนั้นวอลเลอร์ก็ชี้ไปยังชั้นที่อยู่ตรงหน้า "เล่มนี้ซื้อ ส่วนพวกนี้ของขวัญ"มัสลินทำหน้าตื่นเต้น นี่เขาจำที่มาของหนังสือทุกเล่มที่มีได้เลยหรือเปล่าเนี้ย! คิดแล้วก็หยิบหนึ่งในเล่มที่โกยมาไว้ในอ้อมแขนขึ้นชู"แล้วเล่มนี้ล่ะคะ?""ซื้อ""สุดยอด เจ้านายรู้ไหมคะว่าตอนนี้ขนาดแค่มือสองหรือสามสี่ห้ายังหายาก ลินพยายามตามหามานานมาก แต่แค่เห็นราคาก็ขยาดแล้ว"พูดไปก็ทำท่าขนลุกขนพองไป หากแต่ท่าทางนั้นกลับทำให้มุมปากหนาหยักยกยิ้มด้วยความเอ็นดู"อ
หลังคาดคั้นกึ่งเว้าวอนมารดาจนทราบจำนวนตัวเลขของหนี้ก้อนนั้น มัสลินก็พาตัวเองมุ่งไปยังห้องหนังสือตามคำบอกกล่าวของมาเรีย หัวหน้าแม่บ้านสุดแสนใจดีที่เพิ่งชี้ทางบอกสองเท้าชะงักหยุดยืนอยู่หน้าประตู สีหน้าล่าสุดของเจ้านายหนุ่มทำเอาเธอนึกละล้าละลัง กลัวว่าจะโดนดุ แต่ครั้นจะทำเฉยทั้งที่รู้ทุกอย่างแล้ว มันก็คงกวนใจจนเธอนอนไม่หลับอยู่ดี"หวังว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้นั่งหน้าบูดบึ้งอยู่นะ"พึมพำภาวนาขอทั้งที่ลึก ๆ ก็รู้สึกหวาดหวั่นจนนึกอยากหมุนตัวเดินกลับ จากนั้นจึงกลั้นใจยกมือขึ้นสะบัด เคาะข้อนิ้วลงบนบานประตูไม้สีขาวให้เกิดเสียงก้อกก้อกก้อก"เจ้านายคะ ลินเองค่ะ ขอเข้าไปได้ไหมคะ?""อืม"สิ้นเสียงอนุญาต มัสลินก็ค่อย ๆ ออกแรงดันประตูให้เปิดออกกว้าง มุมปากยกตัวขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจระคนโล่งอกเมื่อพบว่าบรรยากาศข้างในค่อนข้างดีกว่าที่เธอคาดคิดไว้หนุ่มตาฟ้านั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ ในมือมีหนังสือเปิดค้างไว้เล่มหนึ่ง สายตาปราศจากอารมณ์ขุ่นมัวที่ถูกเธอรบกวน แต่ก็ไม่มีความยินดีเช่นกันแต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ...มัสลินส่งยิ้มไปให้เจ้านายหนุ่มก่อนก้าวเท้าเข้าไปหา พลันดวงตากลมโตก็เบิกกว้าง ต
"เพราะแม่ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะแม่"ประไพครางรับเสียงอ่อนก่อนก้มหน้าซ่อนหยาดน้ำตาแห่งความรู้สึกผิด จะให้โทษว่าจุดเริ่มต้นนั้นมาจากตัวสามีใหม่ทั้งหมดก็ไม่ได้ ด้วยว่าหนี้ก้อนแรกที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะเธอแรกเริ่มเดิมทีมันเกิดจากการที่เธอไปหยิบยืมเงินเพื่อมาเป็นค่ารักษาตัวให้บุตรสาวคนเล็กที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกในช่วงนั้นพอดิบพอดี โดยมีอำพลเป็นตัวกลาง แนะนำผู้ปล่อยกู้มาแต่ใครจะไปล่วงรู้ว่าอำพลจะอาศัยความไว้เนื้อเชื้อใจ ฉกฉวยเอาเงินแต่ละงวดที่เธอฝากส่งนั้นไปลงกับการลงทุนธุรกิจออนไลน์ หรือเรียกให้จำเพราะเจาะจงก็คือ 'คาสิโนออนไลน์'ซ้ำร้ายยังแอบอ้างใช้ชื่อของเธอไปกู้ยืมเงินมาเพิ่มโดยไม่บอกกล่าว เพียงไม่กี่วันหนี้สินเดิมที่มีเพียงหนึ่งหมื่นบาทก็พอกพูนจนกลายเป็นหกหลักอย่างรวดเร็วครั้นจะปฏิเสธ ชื่อและลายนิ้วมือที่เธอเป็นคนประทับลงในสัญญาตั้งต้นด้วยตัวเองก็ดันผูกมัดแน่นหนา บีบให้เธอไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากหาเงินมาชดใช้คืน'เงิน' คือสาเหตุหลักที่ทำให้เธอไม่สามารถพาครอบครัวหนีออกไปจากชุมชนได้ แต่อีกหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือความปลอดภัยของลูก ๆเป็นที่เลื่องลืออยู่แล้วว่าหนี้นอกระบบ
มัสลินไม่รีรอที่จะถลาเข้าหาอ้อมกอดของมารดาทันทีที่ตั้งสติได้ แววตารื้นน้ำตาเต็มไปด้วยความโหยหา ความอบอุ่นและเสียงหวานที่พร่ำปลอบประโลมข้างใบหูช่วยตอกย้ำให้เธอแน่ใจว่าตรงหน้าไม่ใช่เพียงภาพลวงตาไม่นานเสียงร้องไห้โฮจึงดังลั่นไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางสายตายิ้ม ๆ ของเหล่าสาวใช้ที่เรียงหน้ากันออกมาต้อนรับเจ้านายใหญ่ของบ้านอย่างที่ทำเป็นปกติในทุกวัน"มะ..แม่ ฮึก คิดถึง ลินคิดถึงแม่ คิดถึงน้องมาก ๆ เลย""แม่ก็คิดถึงลิน"วงแขนกระชับแน่นขึ้น โอบกอดลูก ๆ ทั้งสองด้วยความหวงแหนสุดหัวใจ แม้ช่วงเวลาที่ห่างหายจะเป็นเพียงไม่กี่วัน แต่ในความรู้สึกของคนเป็นแม่นั้น มันช่างยาวนานเหลือเกินทั้งสามผลัดกันกอด ผลัดกันหอมแก้มครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งได้ยินเสียงคนตัวเล็กที่ยืนกอดตุ๊กตาอยู่ตรงกลางบ่นงอแงว่าหายใจไม่ออก มัสลินจึงยอมคลายอ้อมแขนแล้วยอบตัวลงนั่งยอง ๆถึงปากมารดาจะบอกว่าสบายดีไม่มีบาดแผลอะไร แต่เพื่อความสบายใจเธอขอเห็นมันด้วยตาของตัวเองดีกว่าทว่าขณะที่กำลังมองไล่สำรวจไปตามร่างกายของมารดาและน้องสาวต่างบิดาเป็นพัลวันอยู่นั้น ร่างสูงก็ก้าวดุ่ม ๆ เฉียดเธอไปเพียงนิด ชนิดที่หากขยับอีกไม่กี่องศาก็ชนเธอล้มคะมำ
"จะกลับได้หรือยัง?"ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายให้มากความเมื่อเจ้าของรถยนต์ก้าวลงมาแสดงตัวพร้อมทั้งจดจ้องเธอด้วยแววตาแข็งกร้าว สีหน้าถมึงทึงราวกับกำลังโมโหเธอหนักหนาซึ่งตอนนี้เพื่อน ๆ ของเธอเองก็มีสีหน้าไม่ต่างกับเขาสักเท่าไหร่ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงที่ทั้งสองฝั่งจะปะทะกัน มัสลินจึงละล่ำละลักบอกลา"ฉะ...ฉันกลับแล้วนะ เดี๋ยวโทรหา โอเคนะ"สิ้นเสียงหวานใสมัสลินก็รีบวิ่งขึ้นรถก่อนที่ใครจะทันทักท้วง ทำให้ความพึงพอใจปรากฏขึ้นในแววตาเจ้าของรถทันทีที่เธอทำตัวว่านอนสอนง่ายดวงตาสีฟ้าปรายตาไปมองเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันกับเธอพลางขยับมุมปากให้ยกตัวขึ้นเล็กน้อยคล้ายต้องการเย้ยเยาะ ก่อนที่วอลเลอร์จะหมุนตัว ก้าวขึ้นมานั่งประจำที่หลังพวงมาลัยแรงกระชากของรถยนต์ยามพุ่งตัวออกจากหน้าตึกทำเอามัสลินหงายหลัง ศีรษะกระแทกเข้ากับเบาะ แต่ความเจ็บที่ได้รับนั้นเทียบไม่ติดกับวินาทีต่อมาเลย"เช้าคน เย็นคน เธอนี่มัน ... เหอะ ๆ"แล้วคำพูดก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ หากแต่คนฟังกลับฉุนกึก รู้สึกคล้ายถูกดูแคลน หาว่าเป็นพวกหน้าไม่อาย ชอบโปรยเสน่ห์ ยั่วยวนผู้ชายไม่เลือกหน้า"ลินมันทำไมเหรอคะ เจ้านาย"มัสลินจงใจเน้นเสียงท
"อะไร ๆ อย่าบอกนะว่าแกไปไม่ได้แล้วอะ"มัสลินเงยขึ้นมองคนถามที่เริ่มทำหน้ากระเง้ากระงอดแล้วหัวเราะแหะ ๆ จนต่อสถานการณ์ที่บีบบังคับให้จำต้องเอ่ยปฏิเสธ"คงต้องวันหลังแล้วแหละ""วันหลังนี่วันไหน อาทิตย์หน้าสอบ อาทิตย์ถัดไปก็ปิดเทอมแล้วนะ""โอ๋ ๆ ไม่งอนน้า เดี๋ยวพี่ลินมาชดเชยให้วันหลังน้าา"หากแต่คนฟังกลับสะบัดหน้าพรืดแล้วกระทืบเท้าปึงปังวิ่งลงบันไดนำไปก่อน ครั้นพอเห็นว่าไม่มีใครวิ่งตามลงมาจึงเอี้ยวหน้ากลับไปเร่งเร้า"ตามมาง้อด้วย!"ประโยคทิ้งท้ายทำคนข้างหลังทั้งสองถึงกับหลุดหัวเราะแล้วพร้อมใจกันส่ายหัวไปมา"รีบไปง้อเลยนะ ก่อนที่รายนั้นจะโมโหหิว"ภาคภูมิพยักพเยิดพลางทำหน้าสยองขวัญ ยิ่งส่งให้เสียงหัวเราะของมัสลินดังขึ้นกว่าเก่าด้วยรู้กันว่ายามทิพย์กมลขาดน้ำตาลนั้นเป็นอย่างไรจากนั้นจึงรีบซอยเท้า วิ่งตามลงไปสมทบเมื่อคนหน้างอหันมามองค้อนเป็นรอบที่สองเนื่องจากเป็นเพียงการแสดง ดังนั้นแค่ได้รับการกระเซ้าและกอดรัดสมใจ ครู่หนึ่งทิพย์กมลก็กลับมาเป็นปกติ หากแต่แววตาละห้อย ๆ ยังคงเจือไปด้วยความเสียดายไม่จาง"เฮ้ออ เสียดายอะที่แกไม่ได้ทำงานที่ร้านต่อแล้ว แบบนี้ตอนปิดเทอมคงเหงาแย่เลย""เหงาหรือกลัวไม่







