LOGINเธอต้องการเขาเพื่อแลกกับอิสระของครอบครัว ส่วนเขาก็ต้องการเธอเพื่อแลกกับอำนาจและเงินตรา
View Moreคำเตือน
เหตุการณ์ต่อไปนี้อาจมีถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมและการใช้ความรุนแรง ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพผลงาน
โครมม!
เสียงโหวกเหวกโวยวายสลับกับเสียงอึกทึกโครมครามดังลอยมาจากอีกฝั่งของประตูห้องนอนในยามวิกาลปลุกให้หญิงสาวที่เพิ่งผล็อยหลับไปได้ไม่ถึงชั่วโมงสะดุ้งเฮือกสุดตัวด้วยความตกใจ
ทว่าหลังจากเอียงหูฟังจนแน่ใจแล้วว่าต้นเสียงคือใคร เธอก็ถอนหายใจพรืด สีหน้าตระหนกแปรเปลี่ยนเป็นเหนื่อยหน่าย ระอาใจ
"เฮ้ออ~ เจ้าเก่าเวลาเดิมอีกแล้ว"
พึมพำบ่นพลางเอื้อมมือไปหยิบซิลิโคนอุดหูสำหรับเด็กเล็กมาสวมใส่ให้น้องสาววัยห้าขวบ ผู้เกิดจากบิดาคนที่สองที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ข้างกาย ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นนั่งมองบานประตูอย่างชั่งใจ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มัสลินเจอกับเหตุการณ์ทำนองนี้ ...
หลังจากบิดาจากไปด้วยวัยเพียงสามสิบห้า ประไพ มารดาของเธอก็ครองตัวเป็นโสดอยู่หลายปี กระทั่งพบรักกับสามีใหม่ แถมยังมีพยานรักเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนคือใบบุญ ลุงอำพลจึงกลายมาเป็นพ่อเลี้ยงเธอไปโดยปริยาย
ตัวมัสลินนั้นไม่ได้มีปัญหาใด ๆ หากมารดาคิดจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซ้ำยังดีใจที่จะมีคนเข้ามาดูแลมารดาในช่วงที่เธอต้องออกไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟตามร้านอาหารเสียอีก
ช่วงแรกนั้นครอบครัวก็ดูสุขสันต์ปกติดี ทว่านับตั้งแต่พ่อเลี้ยงถูกไล่ออกจากงานรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งด้วยเรื่องความประพฤติไม่เหมาะสม เขาก็คว้าขวดเหล้ามาทำเพื่อนสนิท เมาหัวราน้ำตั้งแต่พลบค่ำทุกวี่วัน อ้างแต่เหตุผลเดิม ๆ ว่าเครียด
เหอะ! เธอฟังอยากแล้วจะเขวี้ยงขวดใส่เรียกสติ เศรษฐกิจแบบนี้ใคร ๆ ก็เครียดกันทั้งนั้นไหม? ใช่ว่าเขาจะได้รับผลกระทบคนเดียวเสียหน่อย
ซ้ำเมื่อเธอจับได้ว่าอีกฝ่ายมักแอบฉกฉวยเงินกองกลางที่เธอและมารดาช่วยกันทำงานรับจ้างจิปาถะ อาทิ งานทำความสะอาด ล้างจานตามร้านอาหาร หรือซักผ้าให้คนในหมู่บ้านไปซื้อน้ำเมาจนมีปากเสียงกันยกใหญ่
มารดาผู้เป็นคนกลางกลับบอกว่าไม่เป็นไร เงินที่พ่อเลี้ยงเอาไปนั้นเป็นจำนวนแค่นิดหน่อย แต่ไอ้นิดหน่อยที่ว่า เมื่อสะสมทุก ๆ วันมันก็กลายเป็นหลักร้อยหลักพันหรือเปล่า
พักหลัง ๆ เธอจึงแก้เผ็ดด้วยการแจ้งให้ลูกค้าจ่ายโดยใช้วิธีการโอนผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ทำให้เงินสดที่มีติดกล่องใบเล็กลดลงเหลือเพียงไม่กี่ร้อย
ทว่าแทนที่พ่อเลี้ยงจะฉุกคิดว่ารายได้ของครอบครัวลดลง อีกฝ่ายกลับโวยวายหาว่าเธอตั้งใจเก็บเงินไว้ใช้คนเดียว
ถกเถียงกันไปมา สุดท้ายก็จบลงที่มารดายอมยกเงินทั้งหมดในกล่องเพื่อแลกกับความสงบสุขภายในบ้าน ซึ่งเธอมองว่ามันโคตรเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ!
เธอไม่เข้าใจเลยว่าอะไรที่ทำให้มารดาหลงผิด เอาชีวิตไปผูกติดกับคนประเภทนี้ได้
หลายต่อหลายครั้งที่เธอพยายามเกลี้ยกล่อมหวังจะพามารดาและน้องสาวย้ายไปอยู่ที่อื่น ที่ที่ห่างไกลจากคนพาลเช่นเขา
แต่มารดากลับเอาแต่ปฏิเสธ ครั้นพอถามหาเหตุผลอีกฝ่ายก็บ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่องคุยเสียทุกครั้ง
และเมื่อเธอเองก็ไม่อาจตัดใจทอดทิ้งมารดาและน้องสาวต่างบิดาที่รักประหนึ่งพี่น้องคลานตามกันมาได้ลงคอ
ทางเลือกสุดท้ายที่มีคือได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน อาศัยร่วมชายคาแม้ชังน้ำหน้าเสียเต็มประดาจนกว่าจะพบหนทางปลดมารดาออกจากห่วงอันเลวร้ายนี้
"เพราะมึง ชีวิตกูถึงต้องเป็นแบบนี้!~"
เพล้ง!
เสียงอ้อแอ้ยานคางดังขึ้นอีกระลอก ก่อนจะตามด้วยเสียงข้าวของหล่นแตกกระจาย ทำเอาเธอสะดุ้งหลุดออกจากห้วงความคิด ผลุนผลันลุกออกไปห้ามปรามด้วยหวั่นว่าสถานการณ์จะลุกลามใหญ่โตถึงขั้นลงไม้ลงมือ
และมันก็เป็นอย่างที่เธอนึกกลัวจริง ๆ
"หยุดนะ!!"
มัสลินถลาเข้าไปผลักพ่อเลี้ยงอย่างแรง เมื่อเห็นว่าฝ่ามือหยาบกร้านที่ผ่านการทำงานหนักกำลังง้างสูงอยู่กลางอากาศ ก่อนจะทรุดตัวลงประคองมารดาที่บัดนี้ผมเผ้ากระเซิงกระเซอไม่เป็นทรงให้ลุกขึ้นจากพื้น
"แม่! เจ็บตรงไหนไหม"
"แม่ไม่เป็นไร หนูออกมาทำไม กลับเข้าไปในห้องเถอะลูก กลับไป!"
ประไพส่ายหัวแล้วก้มหน้างุด ๆ ผลักไสร่างอ้อนแอ้นของลูกสาวให้กลับเข้าห้องนอน แต่แทนที่เจ้าหล่อนจะเชื่อฟังเยี่ยงทุกครั้ง วันนี้กลับขืนตัวไม่ยินยอม
"หนูไม่กลับ!"
มัสลินยืนกรานเสียงหนักแน่น อาศัยจังหวะที่พ่อเลี้ยงยังนั่งกองอยู่บนพื้นบ้านกวาดสายตามองไล่ไปตามเนื้อตัวของมารดาอย่างร้อนรน
ที่ผ่านแม้กระทบกระทั่งกันเป็นประจำแต่มากสุดก็แค่ถูกผลัก ทว่าภาพเมื่อครู่มันฟ้องชัดเจนว่าอีกฝ่ายปล่อยให้อารมณ์นำพา จนคิดทำร้ายร่างกายมารดาของเธอจริง ๆ
และทันทีที่สายตาเลื่อนขึ้นมาเจอกับรอยริ้วสีแดงประดับอยู่ที่ข้างแก้มที่มารดาพยายามเอียงหลบหากแต่ไม่พ้นสายตา ขีดความอดทนที่เพียรพยายามทำตามคำขอมาตลอดก็ขาดผึ่ง
@หลายปีต่อมาเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังสลับกับเสียงกรีดร้องทำเอาคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงโรงเรียนหน้าเสีย รีบเร่งฝีเท้าให้ก้าวเร็วขึ้นเสียจนคนด้านหลังต้องตะโกนท้วงด้วยความเป็นห่วง"เดินช้า ๆ หน่อยลิน""ค่า~"จังหวะการก้าวเดินผ่อนลงทันควันก่อนที่มันจะหวนกลับมาถี่ยิบอีกครั้งเมื่อมีเด็กชายวัยห้าขวบวิ่งหน้าตั้งผ่านหน้าไป มือข้างหนึ่งกุมศีรษะซีกซ้าย ดวงตาแดงก่ำคล้ายอยากร้องไห้แต่พยายามทนฝืนคงไม่ใช่หรอก ...พยายามปลอบใจตัวเองแล้วละล่ำละลักชะเง้อคอมองหาลูกสาวสุดที่รักอย่างร้อนรน กระทั่งเห็นร่างเล็กผุดลุกขึ้นจากม้านั่งข้างสนามเด็กเล่น เดินลากกระเป๋ามาหาความว้าวุ้นใจก็ลดลงมัสลินกวาดสายตามองสำรวจลูกสาวอย่างรวดเร็ว ครั้นเมื่อไม่พบร่องรอยความเจ็บปวด ผิวกายยังคงขาวผ่อง ไร้รอยขีดข่วนอย่างที่นึกหวั่นก็ผ่อนลมหายใจโล่งอกนับตั้งแต่ขึ้นประถมหนึ่งได้ ลูกสาวก็ทำเอาเธอหมดเหงื่อไปหลายถัง วิ่งวุ่นไปพบคุณครูประจำชั้นแทบทุกเดือนด้วยข้อหาเดิม ๆ'น้องเวนดี้ทะเลาะกับเพื่อนอีกแล้วค่ะ'จนทำให้ในทุกเย็นเธอจะเกิดความกังวลเสมอว่าวันนี้ลูกสาวจะกลับบ้านพร้อมบาดแผลจากวิถีนักสู้หรือไม่ แต่ดูท่าที่เด็กชายหัวโนตาบวมปูดเมื่อกี้นี้คง
"ลิน ลุกมาทำไมไม่เรียก"น้ำเสียงเข้มงวดดังลอยมาปะทะใบหน้าทันทีที่ย่างเท้าพ้นขอบประตูห้องน้ำ ทำเอาคนที่เพิ่งย่องออกมายิ้มแหย จะเถียงก็เถียงไม่ออกเพราะจำนนต่อหลักฐาน ครั้นพอนิ่งเงียบหวังให้เรื่องมันจบไปก็โดนจดจ้องกดดัน สุดท้ายจึงต้องงัดลูกอ้อนเข้าสู้"ก็ลินเห็นพี่หลับอยู่นี่คะ นี่ตั้งใจจะแวบมาแค่นาทีเดียวเองน้าา~""นาทีเดียวก็ไม่ได้ พี่บอกแล้วไง ดึกแค่ไหนก็ต้องเรียก ถ้าหนูเจ็บท้องหรือลื่นล้มขึ้นมาจะทำยังไง คราวก่อนที่หน้ามืด นั่งเป็นตะคริวในห้องน้ำตั้งนานสองนาน ไม่เข็ดเหรอ?"เมื่อก่อนนี่กว่าจะพูดได้แต่ละคำเธอแทบง้างปาก แต่ดูตอนนี้สิ พูดรัวแบบไม่เว้นวรรคหายใจเชียว ... แต่ก็ทำได้แค่บ่นในใจ เพราะสิ่งที่แสดงออกได้ในตอนนี้คือการทอดยิ้ม ทำหน้าสำนึกผิดนับตั้งแต่เปลี่ยนสถานะมาเป็นสามีทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย ความหวงแหนที่มีต่อเธอและลูกน้อยก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณยิ่งในเวลานี้ที่อายุครรภ์ของเธอย่างเข้าวีคที่สามสิบแปด ทั้งปวดเบาบ่อยครั้ง สะดุ้งเพราะเป็นตะคริวกลางดึก มือเท้าบวมฉุและเริ่มมีอาการเจ็บท้องเตือนจนหลายครั้งพานทำคนข้างกายสะดุ้งตื่นไปด้วยทว่านอกจากเขาจะไม่เคยนึกรำคาญเธอแม้แต่น้อยแล้ว กลั
เสียงสัญญาณรอสายดังแว่วมาให้ได้ยินไม่ถึงสามวินาทีก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงอื่น( ลิน~ )น้ำเสียงดีอกดีใจของอีกฝั่งทำเอาความหมั่นไส้ที่มีเป็นทุนเดิมพุ่งปรี๊ด จากเดิมที่ตั้งใจจะรีบพูดรีบจบจึงกลายเป็นอยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บแล้วยอมจบในคราเดียว"อยากเป็นชู้จนตัวสั่น?"( ไอ้วอลเลอร์! )"ก็รู้จักชื่อผัวเขาหนิ"( ... )แม้ปลายสายจะเงียบ ไม่โต้ตอบ แต่เสียงโครมครามที่ดังเล็ดลอดมาให้ได้ยินก็ทำให้วอลเลอร์พอนึกภาพออกว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร เขาแค่นหัวเราะเย้ยหยัน"เลิกวุ่นวายกับเมียกับลูกกูซะ"( ละ...ลูก? มะ...มึงพูดอะไร )"เออ! ลูก! ลินกำลังจะมีลูกกับกู ได้ยินแล้วก็ไสหัวออกจากไปชีวิตเมียกูได้แล้ว อย่าให้กูต้องพูดซ้ำสอง ไม่อย่างงั้นรอบหน้าจะไม่ใช่แค่ลูกน้องมึงที่ได้กินลูกตะกั่ว จำใส่กะโหลกมึงไว้ด้วย!"ตะคอกจบวอลเลอร์ก็กดตัดสายไปทันที มือหนาง้างขึ้นสูงหมายจะเขวี้ยงโทรศัพท์เจ้าปัญหาอัดลงพื้น แต่พอตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เครื่องของตัวเองเขาก็เปลี่ยนทิศเป็นโยนมันทิ้งลงเตียงนุ่มแทน"ส่งคนไปวันนี้เลยดีไหมวะ?"คนหงุดหงิดยังคงบ่นพึมพำโดยไม่รู้ตัวเลยว่าทุกคำที่พูดโพล่ง และทุกการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคนมาตั้งแต่ต
เสียงก๊อกแก๊กลอยแว่วมาจากห้องน้ำปลุกให้ว่าที่คุณแม่ที่ตอนนี้หน้าท้องเริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเปล่าค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมามองตาม ก่อนที่รอยยิ้มหวานจะจุดขึ้นบนริมฝีปากและดวงตาช่วงเวลาเจ็ดนาฬิกาของแต่ละวันจะมีเสียงนี้ดังขึ้นเสมอ ๆ เมื่อมีใครบางคนลงทุนตื่นมานั่งผสมน้ำและตระเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้รอต้อนรับเธอในทุกเช้าด้วยตัวเองนอนเกลือกกลิ้งรอเวลาครู่หนึ่งมัสลินก็ค่อย ๆ แงะตัวเองขึ้นจากเตียง เดินลากเท้าเข้าไปหาคนตัวโตที่กำลังนั่งวัดอุณหภูมิของน้ำในอ่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวตื่นแล้วสีหน้าวอลเลอร์ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม แววตาอ่อนโยนในเสี้ยววินาที"รอแป็บนะที่รัก ใกล้ได้แล้ว""ค่ะ"มัสลินคลี่ยิ้มละมุน หย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก เอียงคอมองเขาทำนู้นทำนี่ด้วยแววตาหวามหวาน เปี่ยมสุขเพราะมีนัดติดตามดูการเจริญเติบโตของเจ้าตัวจิ๋วกับหมอสาวทุกเดือน ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าเธอควรย้ายลงมาปักหลักที่คฤหาสน์ แทนที่จะนั่งเครื่องไป ๆ กลับ ๆหนึ่งคือเพื่อความสะดวก สองคือเพื่อความปลอดภัยดังนั้นตลอดสี่เดือนมานี้วอลเลอร์จึงคอยทำทุกอย่างที่พอทำแทนเธอได
"หายไปไหนมายะนังตัวดี แล้วเมื่อกี้มากับใคร!"เสียงแหลมแว้ดลั่นไปทั่วบริเวณทำเอาคนมีชนักติดหลังไม่รู้กี่อันต่อกี่อันถึงกับสะดุ้งโหยง ประกอบหน้าไม่ถูกครั้นจะตีเนียนตีมึนอย่างที่มักทำเป็นประจำก็คงไม่ทันแล้ว เพราะประโยคหลังที่พ่วงตามมามันทำให้รู้ว่าทิพย์กมลเห็นตอนเธอเดินลงจากรถฮืออ ทำไมคนบนฟ้าถึงไม่ฟ
"นี่ฉันไปตอบตกลงว่าจะไปด้วยตอนไหนเนี้ย อ้อ สงสัยจะเป็นในใจเมื่อกี้เนอะ เหอะ ๆ นี่แค่วันแรกยังขนาดนี้ ตอนครบสามปีจะขนาดไหนกันนะ เฮ้ออ~"พึมพำรำพึงรำพันกับตัวเองจบแล้วมัสลินก็ผุดลุกขึ้น ส่งยิ้มจืดเจื่อนให้มาเรียที่ยืนอมยิ้มอยู่ข้าง ๆ ก่อนเดินคอตก ตามเจ้านายไปขึ้นรถตามคำสั่งมัสลินยืนอึ้ง ทำหน้าตกใจคร
ฮู้วว~ เช้านี้ช่างสดใส เหมาะแก่การนั่งรถเมล์กินลมชมความศิวิไลของเมืองกรุงเสียจริงดวงตากลมโตเปล่งประกายระยิบระยับ ฮัมเพลงโปรดในลำคออย่างอารมณ์ดี ขณะเดินนวยนาดลงมาจากชั้นสองของตัวบ้านในช่วงแปดโมงเช้าของวันใหม่ด้วยชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีคนนำมาวางเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ ครบถ้วนถูกต้องแม้กระทั่งเ
ระยะสัญญาที่เขาต้องการคือสามปีงั้นเหรอแม้ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเหตุใจเขาจึงกำหนดแบบนี้ ทว่าพอมานึก ๆ ดูแล้ว ข้อนี้ค่อนข้างเอื้อประโยชน์ให้เธอมากทีเดียวณ ตอนนี้เธอเป็นนักศึกษาปีสอง หากนับเวลาไปจบถึงช่วงที่หมดสัญญา ก็น่าจะประจบเหมาะกับตอนที่เธอเรียนจบ รับปริญญาพอดิบพอดีแบบนี้คงไม่ค่อยต่างไปจากการทำงา