Войти“ฝากมึงดูแลที่นี่ด้วย” เสียงทุ้มเอ่ยฝากฝังลูกน้อง เขาตั้งใจจะไปคนเดียว หากแต่คนข้างหลังกลับไม่ยอม เขาส่ายหน้า และไม่รับปาก จนทำให้คนพูดต้องเหลียวหลังไปมองพลางขมวดคิ้ว “อะไร” “ผมจะไปกับนายครับ” “ไม่ต้อง” “ขอผมไปด้วยครับ” คานโลยืนยันเสียงแข็งอย่างไม่กลัวนายจะโกรธ ถือวิสาสะมองตาของเขาผ่านแว่นกันแดดสีชานั้นอย่างบังอาจ เขาไม่ต้องการจะมองดวงตาผู้เป็นนาย เพื่อเดาว่ากำลังคิดอะไร แต่อยากให้นายมองแววตาของเขาแทน และจงรู้ไว้ว่าเขาจะไม่ถอยเพียงครึ่งก้าว ต่อให้มีคำสั่งขั้นเด็ดขาด “ทำไม? ทั้งที่รู้ว่าอาจตาย” “นี่ก็เป็นอุดมการณ์ของผมเหมือนกัน” “อุดมการณ์ห่าไร อุดมการณ์ที่มึงหมายถึงมันจบตั้งแต่ศพเสี่ยจางแล้ว นั่นศพสุดท้ายมึงลืมไปแล้วเหรอ” “ไม่ลืมครับ แต่นายเป็นนายของผมจะปล่อยให้ไปตามลำพังได้ยังไง พ่อผมรู้คงด่าผมเช้าเย็นแน่ ถึงจะไม่มีทางฟื้น แต่สามารถเข้ามาด่าผมในฝันได้นะครับ” เจอประโยคนี้เข้าไป ร่างสูงถึงกับยืนนิ่ง คานโลไม่มีทางเห็นว่าภายใต้แว่นกันแดดราคาแพงนั้นมีแววตาเป็นแบบไหน แล
โกดังร้างแห่งหนึ่งในที่ลับตาคน ซาโตรุถูกอุ้มมาที่นี่ เสียงนกกระพือปีกอยู่ใกล้กันบ่งบอกถึงความเงียบที่มี อันที่จริงไม่ต้องรอให้นกบินมาเขาก็รู้ที่นี่มันวังเวงแค่ไหน เพราะขนาดลมหายใจของตัวเองยังได้ยินมัน เมื่อตกอยู่ในเงื้อมมือของเหมันต์ เขาไม่มีทางรอดแน่ นั่นคือสิ่งที่เขากำลังคิด ทว่าไม่สามารถคาดเดาแววตาคมกริบที่ทอดมองมาในตอนนี้ ที่มันทั้งลุ่มลึกทั้งดำขลับซะจนเขาต้องนิ่งตาม และรอคำถามเท่านั้น “ขอโทษแทนลูกน้องผมด้วยนะครับ ที่ทำกับคุณรุนแรงเกินไป ผมก็แค่อยากจะคุยกับคุณดีๆและเป็นการส่วนตัว” คงไม่มีคำอื่นให้ซาโตรุพูดนอกจากคำว่าไม่เป็นไร ทั้งที่เขาเพิ่งจะถูกใครสักคนตบกบาลเข้าอย่างจังจนหน้าคะมำ หากแต่ที่เจ็บใจไม่ใช่เพราะแรงมหาศาลโบกจนหัวแทบหลุด แต่มันคือการถูกคลุมด้วยถุงดำก่อนจับตัวมาต่างหาก มันทำให้เห็นหน้าคนทำไม่ได้ “ครับ” “เขาส่งคุณมาฆ่าใคร” เป็นคำถามที่ตรงดิ่งไม่มีซัดโค้ง คนถูกถามตั้งตัวไม่ทันถึงกับชะงัก และเม้มปากแน่นภายหลัง “ถ้าคุณชายจับผมได้แบบนี้แล้ว ก็ฆ่าเสียเถอะครับ อย่าถามกัน
ด้านของลลิสา เธอยังนอนอยู่บนเตียงอยู่เลย ทั้งที่เขานั่งเรือออกไปจากเกาะตั้งนานแล้ว “ทำไงดีล่ะ เหงาชะมัด” ยังไม่ทันข้ามวันก็รู้สึกได้เลยว่าหลังจากนี้อีกสิบวันต้องแย่แน่ๆ ต่อให้มีคนอยู่ด้วยอีกตั้งหกคน ทว่าดูก็รู้พวกเขาขีดเส้นของตัวเองเอาไว้ เหมันต์คงสั่งห้ามเข้าใกล้แบบสนิทชิดเชื้อ “สิบวันได้ยัง?” ร่างบางพึมพำก่อนคลำหาโทรศัพท์ น่าตลกที่เธอเพิ่งจะนึกเรียกร้องหามัน ทั้งที่ไม่สามารถใช้งานได้นอกจากเล่นเกม เนื่องจากถูกเจ้าของเกาะตัดสัญญาณทิ้ง พอมานึกอีกที สภาพของเธอในตอนนี้มันแตกต่างกับโดนขังตรงไหน? ลลิสาถอนลมหายใจพรืดซะจนผมหน้าม้าซีทรูสไลด์ปลิวว่อน ลุกขึ้นมานั่งหลังตรงพิงพนัก ดวงตาคู่สวยเหนื่อยล้าแกว่งไปแกว่งมา ไม่นานก็เกิดแสงประกาย นึกออกแล้วว่าจะทำอะไรดี “ในครัวมีมาม่าไหมนะ”...xxx... เสียงสายฝนกระทบหลังคารถดังก้องในความเงียบ มาเฟียหนุ่มทอดสายตามองหยดน้ำที่ไหลรินบนกระจกหน้าต่างคล้ายกับหยดน้ำตาของใครสักคนที่เพิ่งจะเห็นมา “เวรเอ้ย ฝนตกเฉยเลย” เสียงบ่นของคา
ใครไม่เป็นลลิสาคงเข้าไม่ถึงความรู้สึก! แหงสิ..ไม่เป็นคนนั้น จะรู้ได้ไง สามีของเธอนั่งมองตาละห้อย แต่เชื่อไหมว่า เธอนั้นละห้อยกว่า “ระทึกใจดีจริงๆ” ลลิสาขบริมฝีปาก เอ่ยคำประชดออกมาแค่ตัวเองได้ยิน ก่อนจะถอนหายใจออกมาดังกว่าคำที่พูด มองเข้าไปในตาของเขา “ถ้าเป็นคำสั่งของคุณ ผมก็จะทำตาม” “หึ ก็แหงอยู่แล้วล่ะ เพราะถ้าคุณไม่ทำตาม ก็ต้องตายไม่ถูกรึไง” ร่างบางทำเสียงเฮอะขึ้นจมูก ตั้งใจหัวเราะเยาะเขาแต่กลับเข้าตัวเอง เมื่อพูดถึงเรื่องตายขึ้นมา แล้วพบว่าภายใต้ความพยายามทำตัวตามสบายอยู่นั้น ก้นบึ้งของเธอมีความกลัวซ่อนอยู่...เธอกลัวเขาตายจัง “ผมเป็นห่วงคุณนะ” “สาเข้าใจแล้ว และเข้าใจด้วยว่าทำไมคุณถึงได้พามาที่นี่” แล้วทำไมเขาถึงไม่คิดว่าเธอจะเป็นห่วงเขาบ้าง ว่าไป...ถ้าถามออกไปแบบนี้ เรื่องจะยืดยาวไหมนะ ลลิสาเผยยิ้มจางๆที่มุมปาก เธอพยายามยิ้มเพราะไม่อยากให้การห่างกันในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเศร้า แต่การทำแบบนั้นก็ฝืนใจตัวเอง รอยยิ้มถึงได้ดูแปลกๆชอบกล “ผมต้องไป...”
“คราวนี้ไม่เหมือนกัน..” ทั้งที่เธอเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น บ่งบอกถึงความไม่พึงพอใจในการกระทำ เขากลับใช้เสียงแผ่วเบากับเธอ ประหนึ่งคนหมดแรง จากนั้นถึงจะค่อยๆหันกลับมา “ไม่เหมือนกันยังไง..” “ผมทำเพื่อเรา ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองฝ่ายเดียว” ลลิสาถึงกับนิ่ง ไม่ใช่ว่าเขาโกหกกัน แต่แววตาที่คมกริบแล้วแดงก่ำนั้นแสดงออกมาอย่างชัดเจน ไม่พอดวงตาคู่นั้นยังสั่นระริกด้วย ความเป็นห่วง ความกังวล ...และความกลัว ฉายวาวอยู่ในนั้น “นี่คุณ...” “เป็นครั้งแรกที่...ผมควบคุมมันไม่ได้ ไม่มีแผนอะไรเลย แต่ก็ยังดื้อดึงที่จะทำ...ตัดสินใจเพียงแค่เสี้ยววินาที หึ คนอย่างผมพอได้ฟันธงลงมือกับอะไรแล้วก็จะปักใจเชื่อสิ่งนั้น..กลายเป็นติดนิสัย ทิ้งไปก็ค้างคา” “.........” “ดังนั้นผมจึงอยากถามคุณว่า คุณยินดีจะมีผมไหม” ศึกที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งนี้ หากเจรจาไม่ลงรอย จะสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ หนักสุดอาจจะสิ้นชีวิต เขามุ่งเป้าจะทำสิ่งนี้เพียงเพราะไม่อยากแต่งกับคนที่ไม่ได้รัก และรู้ถึงความผิดพลาดของตนเองที่ไปรับปากกับระด
เธอว่าไม่ใช่เพราะเขาอยากเซอร์ไพรส์ คนอย่างเหมันต์มีหลายอย่างที่หากต้องให้ก็ได้หมด แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อเกาะที่ห่างไกลเมือง และเป็นเกาะบนแผ่นดินที่ทั้งเธอและเขาไม่คุ้นเคย ถ้านี่ไม่ใช่เพราะมีไว้หนีปัญหา งั้นคงเป็นอย่างอื่นไม่ได้อีก “สถานที่กบดานเหรอคะ” คำถามที่ตรงไปตรงมาทำให้ลมที่โกรกใบหน้าของมาเฟียหนุ่มถูกเมิน ใบหน้าจิ้มลิ้มของสาวน้อยตรงหน้าต่างหากที่เหมือนจะหยุดเวลา แววตามุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวนั่น บ่งบอกว่าเธอกำลังจะเอาจริง คำถามนี้ถ้าไม่ตอบจากความจริง หมากที่วางก็อาจจะเดินผิดไปตลอด และต่อให้คว่ำกระดานทิ้งก็คงไม่เป็นผล เขาจึงสูดลมหายใจเข้าปอดสุดลึก จากนั้นค่อยๆผ่อนออกมา และจ้องหน้าเธอเขม็ง “ใช่ เป็นที่ที่ถ้าคุณอยู่ แสดงว่าผมกำลังยุ่งสุดๆ” ลลิสาแค่นหัวเราะ เธอนึกไว้ไม่มีผิดว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ เขาซื้อที่นี่เอาไว้ให้เธอกบดาน ตอนเขาไป.. “จะไปวันไหนเหรอคะ” “ไปไหน..” “กลับไปหาพ่อบุญธรรมของคุณไง” ไม่รู้เพราะอะไร จู่ๆแว่นกันแดดที่เกี่ยวหน้าของเขาอยู่ถึงได้เกะกะ ถูกดึงออกมาอ
หลังร่วมโต๊ะอาหารในมื้อเช้าด้วยกันแล้ว เขาก็สั่งให้เธอเก็บของ แต่มีของอะไรที่จะให้เธอเก็บล่ะ นอกจากเสื้อผ้าที่เขาให้คานโลไปหามาให้ แน่นอนว่าจับตัวไหนมาคู่กัน ก็เหมือนจะเป็นศัตรูกันมากกว่ามิตรไมตรี สุดท้ายได้ชุดเสื้อกล้ามสีขาว และกางเกงลินินสีน้ำตาลอ่อน คลุมด้วยเสื้อโค้ทแขนยาวส
“พร้อมแล้วบอกนะครับ” เขาจุมพิตซับน้ำตาให้ ความอ่อนโยนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากคนอย่างเขา มาเฟียขึ้นชื่อว่าป่าเถื่อน ฆ่าคนเหมือนผักเหมือนปลา และสิ่งนั้นก็เหมือนจะช่วยปลอบประโลมให้ความตึงเครียดก่อนหน้านี้ของเธอมลายหายไป ลำคอของเธอแห้งผากจังหวะกลืนก้อนเจ็บ มือที่กำฟ
"อา.." เริ่มเรียกเสียงครางของคนใต้ร่างออกมาบ้างแล้ว เจ้าของหัวใจที่เต้นราวกับกลองศึก สมองขาวโพลนราวกับไม่มีอะไรอยู่ภายในนั้น กายสาวกระตุกตามสัมผัสอันหนักหน่วงของเขา ไม่ว่าจะโดนจุดไหน เป็นว่าจุดนั้นจะต้องร้อนรุ่มประหนึ่งถูกไฟแผดเผา เธอมัวเมาในรสสวาท ลืมไปแล้วเขานั้นจัด
ทันทีที่เขาพูดจบริมฝีปากของเธอก็สั่นระริก ไม่ทันได้เอ่ยคำทักท้วงก็ถูกฉกฉวยไปด้วยความร้อนฉ่าจากอวัยวะเดียวกัน กลายเป็นความจำเป็นที่จะต้องกลืนสิ่งนั้นกลับไปด้วยความจำใจ เขาทาบริมฝีปากลงมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้นจนกลายเป็นความเร่าร้อน ปลายลิ้นร้ายชุ่มชื้นหยอกเย้







